สองเรา(คุณพ่อคุณแม่)...เข้าใจลูก
เย็นวันนี้  พี่เม่ยติดรถคุณพ่อบ้านไปรับลูกตามปกติ  พอน้องยิ้มก้าวขึ้นรถปุ๊บ....ก็เริ่มเล่าเรื่องตื่นเต้นให้เราฟังทันทีค่ะ.....
"แม่....วันนี้นะ วงเล้าโลม(ชื่อวงดนตรีที่กำลังนิยมอยู่ในขณะนี้ค่ะ พี่เม่ยก็เพิ่งรู้จักวันนี้แหล่ะค่ะ) มาแสดงที่โรงเรียนนะ.... โหย..หนุกมากกกก!"
"ยิ้มนะ กรึ๊ดจนเหนื่อยเลย  ขี่คอเพื่อนขึ้นไปกรี๊ด..ด..ด. ด้วย"
พี่เม่ยตาโต  ว้าย! ลูกสาวฉันทำไมไปทำตัวอย่างนั้น หันขวับไปทำท่าจะดุลูกซะหน่อย ก็เห็นคุณพ่อบ้านหันมาทำตาปรามไว้   เอ้า...เงียบไว้ก่อนก็ได้....
"เรารวมกลุ่มเต้นกันด้วยนะ.....โอ๊ย หนุก หนุก...."
เอาเข้าไป  ไปเต้นแร้งเต้นกาตามเสียงเพลงเป็นเด็กวัยรุ่นไปได้....พี่เม่ยคิด แต่ก็ยังปิดปากเงียบนะ เพราะไม่เคยดื้อกับคุณพ่อบ้านอยู่แล้ว..
"เนี่ย! พอคอนเสิร์ตจบนะ  ยังอารมณ์สนุกค้างอยู่เลย....ไม่อยากให้เลิกเลย...อยากดูอีกจัง...วันหลังถ้ามีอีกจะดูอีกดีกว่า..."
ลูกจบการเล่าเรื่องที่แสนสนุก นั่งดูวีดีโอคลิปในโทรศัพท์มือถือที่ตัวเองอุตส่าห์ถ่ายมา พร้อมฮัมเพลงด้วยอารมณ์สนุกค้าง.....
คุณพ่อบ้านเอ่ยขึ้นว่า..."น่าสนุกเนาะ  เนี่ย...ลูกรู้ไหม  คนที่เค้าเที่ยวเทค เที่ยวกลางคืน เค้าสนุกกันมาก จึงมีอารมณ์สนุกค้าง พอถึงเวลาก็ต้องไปเที่ยวทุกวันไง ทำแบบนี้นานๆครั้งได้ แต่ทำบ่อยๆระวังจะสนุกกันเพลินจนไม่อยากเรียนหนังสือนะ "
น้องยิ้มฟังแล้วนั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า "เหรอ ป๊า...งั้นยิ้มเลือกกลับบ้านไปอ่านหนังสือดีกว่า..."

เฮ้อ...โล่งใจ! เกือบไปแล้วไหมเรา  พี่เม่ยเอ๋ย...

นี่ถ้าดุลูกไปตั้งแต่คิวแรก  ลูกก็คงไม่เล่าทุกอย่างที่ได้ทำให้ฟัง และเราก็คงไม่ได้รู้หรอกว่า เด็กวัยรุ่นเขามีการอารมณ์สนุกค้าง อยากทำเรื่องสนุกๆแบบนี้ต่ออีกด้วย!"
"เงียบไว้ก่อน คุณพ่อบ้านสอนไว้" พี่เม่ยจึงได้เรียนรู้จากคุณพ่อบ้านอีกแล้วค่ะ ...ว่า....

อย่าไปห้ามหรือตำหนิเด็กในเรื่องที่เขาคิดว่าทำแล้วมีความสุข..สนุกสนาน

แต่ชี้ให้เห็นผลกระทบที่จะตามมา ถ้าทำสิ่งนั้นมากเกินพอดี......ดีกว่าค่ะ

เด็กๆ เขาตัดสินใจเองได้ค่ะ ว่าจะเลือกทำแบบไหน....