คิดง่าย ๆ และทำง่าย ๆ

                ให้เจ้าหน้าที่ ไปเก็บข้อมูลเกษตรกรที่เรารู้จักว่า เขาเคยทำงานร่วมกับมูลนิธิข้าวขวัญโดยไปดูซิว่า วิธีสอน วิธีการกระตุ้นในการเรียนรู้ของมูลนิธิข้าวขวัญนั้น  เมื่อเขาทำไปแล้วเกิดอะไรขึ้น  ก็เลยบอกให้ไปเก็บข้อมูลว่า...ไปเก็บมาให้ได้ ๔ ราย  เป็นข้อมูลกระบวนการผลิตข้าว  ทั้งหมดกลับมา ปรากฎว่า...เจ้าหน้าที่เราเก็บเข้ามาเขียนตั้งแต่ขั้นตอน  กระบวนการผลิตข้าวตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว  เก็บมาเสร็จเราก็ถามเด็กว่า  ลองเอา ทั้ง ๔ ราย มาสรุปเป็นสิ่งที่คิดว่า...เป็นประโยชน์กับงานส่งเสริมการเกษตรได้ว่าอย่างไร?               

               สิ่งที่เด็กมองก็คือ  ไปค้นไปเจอไปพบที่เป้าหมายตัวสุดท้ายคือ ...การลด ต้นทุนการผลิต พบว่า  ต้นทุนการผลิตของคน ๔ คนนั้นอยู่ระหว่าง ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ บาทต่อไร่  ซึ่งเทียบกับการทำนาในปกติแล้วเท่ากับ ๒,๓๐๐ บาทต่อไร่      ก็จะประหยัดได้ ๑,๐๐๐ บาทต่อไร่  สิ่งที่ประหยัดได้ก็คือ  ประการที่ ๑  ไม่มีการ  ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช  ประการที่ ๒  ลดในเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีลงประมาณ เจ็ดถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับอัตราปรกติ  ก็ถามเด็กว่า เมื่อพบอย่างนั้นแล้วจะทำอย่างไรต่อ  ซึ่งเด็กก็ไม่เคยฝึกเรื่องงานส่งเสริมการเกษตรมาก่อนก็    นึกว่า...งานชิ้นนี้ก็เป็นงานที่สั่งให้ทำธรรมดา  แต่ไม่ได้บอกว่า...สิ่งนี้มันก็คือ เป็นตัวอย่างในงานส่งเสริมการเกษตร หรือ KM ที่เรียกว่า Best Practices   ได้  ฉะนั้น  ลองวิเคราะห์ ๔ รายดูว่า...มีจุดเด่นอะไรบ้าง? ที่พอจะให้เป็นต้นแบบหรือตัวอย่างในงานส่งเสริมการเกษตรได้มั้ย?  ซึ่งพอเด็กเข้าใจ อ๋อ...นี่คือ แบบตัวอย่าง หรือตัวอย่าง  เขาก็บอกว่า...ถ้าเกิดว่าเขาทำใน ๔ รายก็จะลดต้นทุนเฉลี่ยลดไป ๑,๐๐๐ บาท  ถ้าเกิดเขาทำได้ ๔๐ ราย เขาก็จะทำให้ลดต้นทุนได้ ๔๐,๐๐๐ บาท  ถ้าใน ๔๐ ราย เฉลี่ยด้วยพื้นที่คนละ ๑๐ ไร่ แล้วเขาสามารถลดต้นทุนให้เกษตรกรใน ๔๐ ราย ก็จะได้ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อหนึ่งฤดูกาล               

               ถ้าความรู้ตรงนี้มันยั่งยืน ปลูกพืชใน ๒ ฤดูกาลต่อปี ก็เท่ากับลดต้นทุน  การผลิตได้ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท  ซึ่งการสอนที่บอกตรงนี้อย่างนี้ก็หมายถึงว่า  ให้เขารู้จักการทำงานในเชิงของการกำหนดเป้าหมายว่า...โอเคนะ  ฉะนั้น      ในกรอบการคิดที่เขารู้ว่า...วิธีการคิดนี้มันเป็นแบบนี้...วิธีการที่จะทำให้มันไปนั้นมันทำได้... ฉะนั้น ในการวางเป้าหมาย ๔๐ ราย ๆ ละ ๑๐ ไร่ ก็สามารถทำให้เกิดมูลค่ากับลูกค้าได้ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อฤดูกาล หรือ ๘๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี               

               ฉะนั้น ถามว่า สิ่งอย่างนี้...มันเป็น Performance มั้ย  มันสามารถที่จะบรรลุผลในการทำงานเพื่อเปรียบเทียบหรือกระทบยอดในเชิงของ Balanced Scorecard ได้มั้ยว่า เขาทำงานแล้วนั้น...ทำให้องค์กรไม่ขาดทุน. 

คำอธิบาย                

               การทำงานดังกล่าวตรงกับ ทฤษฎี SPA (Small Portion Approach)  ซึ่ง Best Practices  คือ  เกษตรกร ๔ ราย  ส่วนการจัดกระบวนการกลุ่มเรียนรู้ คือ การใช้เกษตรกร ๔ ราย เป็นตัวเชื่อมเพื่อหาเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ คน ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

               นอกจากนี้ Balanced Scorecard เป็นทฤษฎีที่ใช้มององค์กร ๔ ด้าน ได้แก่  ด้านที่ ๑ Internal  คือ คนในองค์กรมิจิตสำนึกในการทำหน้าที่โดยมองลูกค้าเป็นเป้าหมายสำคัญ  ด้านที่ ๒ External คือ ลูกค้า ๔๐ ราย ประสบผลสำเร็จได้  พึงพอใจได้ก็ผ่านทฤษฎีนี้  ด้านที่ ๓ Technology คือ ลดต้นทุนการผลิตเหลือ ๑,๐๐๐ บาทได้  และ ด้านที่ ๔ Financial คือ ทำแล้วไม่ขาดทุน เช่น เจ้าหน้าที่เงินเดือน ๘,๐๐๐ บาท ใน ๑ ปี ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี  สามารถนำเทคโนโลยีไปให้กับลูกค้าแล้วทำให้ลูกค้ามีรายได้ ๘๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ก็ถือว่า...ทำแล้วองค์กรไม่ขาดทุน.