เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นบนเวทีน่าสนใจทีเดียวครับ แต่พอจับประเด็นได้ว่า KM ที่นำไปเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรนั้น เป็นการ “ประยุกต์ใช้” ให้เนียนไปกับวัฒนธรรมองค์กรจนประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งด้วย “ทุน” ขององค์กรที่มีทีมงานที่เข้มแข็งอยู่เดิม รวมไปถึงวิธีการ เครื่องมือการพัฒนาที่ได้เรียนรู้และได้ปฏิบัติมาก่อนหน้านี้แล้ว พอได้ KM เข้ามา ทุกอย่างก็ถูกดึงศักยภาพขึ้นมาให้เห็นภาพของความสำเร็จ

งานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๕ (KM Inside – Lively Learning Land) ณ บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ในวันที่สองซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน ยังมี session ที่น่าสนใจอีกมากมาย หลายห้องทีเดียวที่ผู้เข้าร่วมงานให้ความสนใจ และเข้าไปเรียนรู้กันจนล้น ผมคิดว่ารูปแบบของงานที่คิด Theme งานให้ดูสนุก น่าตื่นเต้น ดึงความเป็นเด็กของทุกคนให้ออกมาผ่านการผจญภัยในดินแดนสุขสันต์ มหัศจรรย์ KM ทั้ง ๙ โซน ซึ่งได้แก่ หาดฝึกกระบวนท่า,ทะเล Tacit,ชนเผ่าจับเข่าคุย,เทือกเขาปันปัน,สะพานเชื่อมใจ,ศาลาศิราณี,เกาะสุขสันต์,ประภาคารเกื้อกูล,บึงบูรณาการ แต่ละโซนก็มีแนวคิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกันไป เรียกได้ว่าครบทุกอรรถรสของความรู้กันเลยทีเดียว

ผมขอตัดมาที่ โซนประภาคารเกื้อกูล ที่ผมรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการใน Session ที่ ๖  ซึ่งพูดคุยกันในประเด็น “รู้จักนำ ทำงานให้สนุก ทุกเสียงต้องรับฟัง เติมพลังด้วยรางวัล”โดยนายแพทย์สุรเดช วลีอิทธิกุล ผอ.สปสช.เขต ๑๓ กทม. นอกจากนี้ผมยังมี "คุณฝัน" ปิยรัตน์ ตรีประพิณ สาวสวยที่ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการคู่กันกับผม

ผมกับคุณฝันเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ทาง สคส.จัดให้คู่กันสำหรับ Session นี้ ข้อได้เปรียบของคุณฝันก็คือ เธอเคยเป็นเพื่อนร่วมงานของคุณหมอสุรเดช วลีอิทธิกุล มาก่อน ดังนั้นเธอจึงคุ้ยเคยและทราบบริบทของคุณหมอค่อนข้างดี ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในส่วนของบริบทก่อนที่จะเริ่มการเสวนา ก็มีค่อนข้างพร้อม

คุณหมอสุรเดช วลีอิทธิกุล ปัจจุบันท่านได้ ดำรงตำแหน่งประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรี ได้ย้ายจาก สป.สช.เขต ๑๓ กทม.ไปได้เพียง ๑ เดือน และกระบวนการทำงาน สำเร็จด้วย KM ที่ท่านเล่า จึงเป็นบริบทความสำเร็จจากที่ทำงานเดิม คือ สป.สช.เขต ๑๓ กทม.นั่นเอง

เราเริ่มต้นเปิดตัวพิธีกร และ เปิดตัววิทยากรในเวลา ๑๓.๓๐ น. ที่ประภาคารเกื้อกูล มีผู้สนใจเข้ามากันอย่างหนาตา แสงไฟจากประภาคารจำลองมองเห็นเด่นชัด  มีนัยยะถึง “เป้าหมาย” การงานใดๆ ย่อมมีเป้าหมาย เปรียบเสมือนเรือที่เดินทะเล ย่อมต้องรู้ทิศทาง ประภาคารจะช่วยส่องแสงให้เรารู้เป้าหมายปลายทางของเราว่าอยู่ตรงจุดใด? ดังนั้นในโซนนี้ จึงคุยเจาะลึกเกี่ยวกับ “คุณเอื้อ” ไม่ว่าจะเป็นคุณเอื้อระดับใดๆก็ตาม จะมาเผยเทคนิคที่จะทำให้คนทำงานใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่จนสามารถไปสู่เป้าหมายได้

บรรยากาศบนเวทีเป็นบรรยากาศที่มีความเป็นกันเอง เหมือนเรานั่งบนห้องรับแขกที่บ้าน ดังนั้นการพูดคุยจึงออกรสแบบง่ายๆสบายๆ เป็นการพูดคุย เล่าเรื่องความสำเร็ภายใต้บริบทของ สป.สช. เขต ๑๓ กทม. ผ่านคุณหมอสุรเดช ส่วนใหญ่คำถามจะถามว่า คิดอย่างไร ทำอย่างไร และ ได้อะไร ถอดบทเรียนแล้ว ปัจจัยความสำเร็จคืออะไร ถือว่าเป็นคำถามที่เป็นรูปแบบปกติไล่เรียงให้เห็นภาพของกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใต้การใช้ “KM” เป็นเครื่องมือ

เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นบนเวทีน่าสนใจทีเดียวครับ แต่ผมพอจับประเด็นได้ว่า KM ที่นำไปเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรนั้น เป็นการ “ประยุกต์ใช้” ให้เนียนไปกับวัฒนธรรมองค์กรจนประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งด้วย “ทุน” ขององค์กรที่มีทีมงานที่เข้มแข็งอยู่เดิม รวมไปถึงวิธีการ เครื่องมือการพัฒนาที่ได้เรียนรู้และได้ปฏิบัติมาก่อนหน้านี้แล้ว พอได้ KM เข้ามา ทุกอย่างก็ถูกดึงศักยภาพขึ้นมาให้เห็นภาพของความสำเร็จได้อย่างไม่ยากนัก

ใช้ ความรู้เเละ ความรัก ในการค้นหา มรรค ร่วมกัน

โดยสรุป ผมมองว่าที่ สป.สช.เขต ๑๓ กทม. ประสบความสำเร็จในการพัฒนาองค์กรภายในระยะเพียง ๖ เดือน ด้วย KM ที่เป็น "ธรรมชาติ" และเน้นบรรยากาศที่ "สนุกสนาน"

  • จัดการความอารมณ์ รู้สึก + จัดการบรรยากาศ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
  • สร้างกระบวนการการเรียนรู้ สร้างเเละพัฒนาบุคคลเรียนรู้ ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร
  • เปิดพื้นที่หลากหลาย เพื่อการเรียนรู้
  • ใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการสร้างความรู้ เช่น SST. (Success Story Telling)หรือ การเล่าเรื่องความสำเร็จ,การใช้สุนทรียสนทนา เป็นต้น

และในฐานะคุณเอื้อ ของคุณหมอสุรเดช วลีอิทธิกุล จุดแข็งของคุณหมอจากที่ผมมองผ่านสายตาของคนนอก และรับฟังเรื่องราวจากบนเวทีครั้งนี้ ผมคิดว่า ด้วยบุคลิกที่เป็นกันเอง ใจดี ของคุณหมอเป็นเรื่องเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สามารถมัดใจคนทำงานได้ไม่ยากนัก

คุณหมอสุรเดช ได้ฝากก่อนที่จะจบ Session นี้ว่า

“หากต้องการทำอะไรอย่ากลัวว่าจะไม่สำเร็จ ให้ลงมือทำในทันที

“อย่าลืมสรุปบทเรียนทุกครั้งเวลาทำงาน ทำให้เป็นวัฒนธรรม”

“ฟัง ฟัง และ ฟัง ใช้ สุนทรียสนทนา (Dialouge)เป็นเครื่องมือสำคัญในองค์กรที่มีคนหลากหลาย”

เรียนรู้จากการทำงาน(Learning by doing)สรุปบทเรียน แล้ว เดินหน้าต่อ”

 

 

บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ปิดท้ายด้วยคำถามจากผู้ฟัง และ ข้อคิด บทสรุปที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยในช่วงเวลาสั้นๆ ผมคิดว่า ไม่ว่าผมและผู้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ ...น่าจะได้แรงบันดาลใจไปต่อยอดงานที่ทำไม่มากก็น้อย

 

 


 

รายงานจาก โซนประภาคารเกื้อกูล

Session ที่ ๖ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๔.๔๕ น.

วันที่ ๒๓ พย.๕๓

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร