เวทีมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๕
ผมเพิ่งได้ไปร่วมเวทีมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ในครั้งที่ ๕ นี้นี่เอง ต้องขอขอบคุณทางทีมงาน GotoKnow ที่ได้ชักชวนให้ได้ไป ผมไปสายนิดหน่อยเพราะได้เข้าไปที่มหาวิทยาลัยและไปผ่านเรื่องร้องขอต่างๆในการทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาในคณะฯให้กับกรรมการที่เกี่ยวข้องที่เขาจะต้องพิจารณาต่อไป เสร็จแล้วจึงค่อยได้รีบไปยังที่ประชุมที่บางกอกคอนเวนชั่น ห้างเซนทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว แต่ก็โชคดีไปอย่าง เนื่องจากพอเกินเก้าโมงเช้าแล้วรถในกรุงเทพฯก็จะไม่ค่อยติด ทำให้ไปถึงที่ประชุมก่อน ๑๐ โมงและยังทันได้เข้าไปฟังการบรรยายพิเศษของศาสตราจารย์อิคุจิโร โนนากะ Professor Dr.Ikujiro Nonaka [๑] ในช่วงที่กำลังสรุปแนวคิดที่สำคัญๆและแนวโน้มการบูรณาการกันของการจัดการความรู้กับการบริหารจัดการในองค์กรสมัยใหม่ทั้งภาคธุรกิจของอุตสาหกรรมและในสถาบันวิชาการแถวหน้าของโลกและของญี่ปุ่น
ภาพที่ ๑ : ทีมผู้จัดจาก GotoKnow จัดข้อมูลภาพแสดงบรรยากาศของเวทีเทือกเขาปันปันผ่านติดรูปแนะนำวิทยากรและกิจกรรมที่ทุกท่านทำ เป็นการทำ Community Profile ที่พัฒนาการสื่อแสดงด้วยภาพถ่ายและการดิสเพลย์ในแนว Creative มาก
ผมได้เจอกับครูของผมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อย หัวหน้าภาควิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งหลังจากได้ร่วมกิจกรรมการแนะนำสาระการเรียนรู้บนเวทีมหกรรมต่อจากการบรรยายพิเศษของศาสตราจารย์โนนากะแล้ว ก็เลยได้เดินสำรวจไปทั่วบริเวณรอบๆก่อน อาจารย์เป็นทีมประเมินและจัดการความรู้ให้กับเครือข่ายที่เข้าร่วมเวทีมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติในครั้งนี้หลายหน่วยงาน ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มูลนิธิสยามกัมมาจล และธนาคารไทยพาณิชย์ ปตท. สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และอีกหลายองค์กรที่มาร่วมเวที ระหว่างที่เดินก็ได้เจอผู้คนมากมายไปด้วย ได้คารวะ ดร.สุวัฒน์ เงินฉ่ำ จากกระทรวงศึกษาธิการและสภาการศึกษาแห่งชาติ ได้เจอพี่ใหญ่ : พี่นงนาท สนธิสุวรรณ มูลนิธิสยามกัมมาจล และน้องๆ พี่ๆ กับคนทำงานแนวนี้จากทั่วประเทศอีกหลายคน
ภาพที่ ๒ : ซ้าย รองศาสตราจารย์นายแพทย์จิตเจริญ ไชยคำภา จากภาควิชารังสี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และขวา ดร.ชิว : ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสมาชิกก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ของประเทศไทย
ภาพที่ ๓ : ทีมงานของ GotoKnow ซึ่งเป็นคนรุ่นเยาว์แต่ทำงานเก่งมาก โดยเฉพาะการประสานงานเพื่อกิจกรรมวิชาการและการจัดเวที ขวาสุด : เอก จตุพร วิศิษฐ์โชติอังกูร นักศึกษาปริญญาเอก สาขาประชากรศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตเคยเป็นหมออนามัยอยู่ในหมู่บ้านชาวเขาในแหล่งกันดารอยู่ ๗ ปี เป็นหมอที่ชาวเขาในหมู่บ้านหลายดอยให้ความเคารพนับถือ ทำคลอดให้กับเด็กๆทุกคนในหมู่บ้านชาวเขาและชาวเขาขอให้เขาตั้งชื่อให้ลูกเป็นเครื่องแสดงความรำลึกถึง ลูกหลานชาวเขารุ่นใหม่เกือบทั้งหมดจึงคลอดจากมือของเขาและมีชื่อที่เขาตั้งให้ จตุพรเป็นบล๊อกเกอร์ GotoKnow และเป็นผู้ดำเนินการเสวนาแทนอาจารย์ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ซึ่งติดภารกิจกระทันหัน
ภาพที่ ๔ : ดร.ชิวพับกระดาษเป็นรูปนกเพนกวินให้ผมหนึ่งตัว เสร็จแล้วเราก็คุยกัน ดร.ชิวเล่าถึงความเป็นมาของวิธีพับนกเพนกวินนี้ว่ามาจากนักฟิสิกส์ญี่ปุ่นคนหนึ่ง[๒] ดร.ชิวเป็นคนอ่างทอง และโดยความเชี่ยวชาญนั้น ดร.ชิวเชี่ยวชาญทางวัสดุศาสตร์ ทว่า ก็มีความสนใจรอบด้านและเชื่อมโยงกันไปสู่การใช้งานต่างๆได้เป็นอย่างดี จึงเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความบูรณาการอยู่ในตนเองอย่างยิ่ง ที่สำคัญคือความเป็นผู้มีอัธยาศัย นอบน้อม และเป็นสภาพแวดล้อมที่มีพลังให้ความบันดาลใจมากอย่างยิ่ง คุยกับ ดร.ชิว ๕ นาทีจะเหมือนอ่านโลกหนังสือหรือเนชั่นแนลจีโอกราฟิค ๕ ปีและดูการแสดงงานศิลปะ ๕ งาน
เดินได้สักครู่หนึ่งก็พอจะประมาณได้ว่าไม่มีทางที่จะเดินได้ทั่วหากไม่เดินอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักครึ่งวัน พอดีกับทีมงานของ GotoKnow ก็ชวนเชิญให้วิทยากรและกลุ่มที่จะขับเคลื่อนเวทีเสวนาของเทือกเขาปันปัน : ยิ่งให้ยิ่งได้รับ ไปนั่งเตรียมการเสวนาด้วยกัน การเสวนากันของเวที GotoKnow ๑ ชั่วโมงในช่วงบ่ายจึงค่อนข้างจะลงตัว พอดีๆ และเสร็จสิ้นลงด้วยความประทับใจ จากนั้น ผมก็เดินออกไปดูบอดร์ดนิทรรศการ ร้านหนังสือ แต่ก็ไม่สามารถแวะเวียนเข้าไปดูในเวทีย่อยได้อย่างทั่วถึง ซึ่งดูแนวคิดที่เขาแนะนำบนเวที รวมทั้งดูรูปแบบในการจัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อม จำลองวิธีจัดการความรู้ในเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆแล้วก็เป็นที่น่าสนใจมาก
ผมเคยไปร่วมการประชุมและจัดนิทรรศการทางวิชาการในลักษณะที่ทำเป็นมหกรรมอย่างนี้อยู่บ้างที่ศูนย์ประชุมไบเทคบางนาบ้าง ศูนย์ประชุมของเมืองทองนิเวศน์บ้าง ห้องประชุมของเอสแค็ปบ้าง และอื่นๆ ซึ่งมีความพร้อมของสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดประชุมและการแสดงออกทางวิชาการมาก ทว่า เมื่อเห็นการจัดขึ้นที่ห้องประชุมในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองหลวงอย่างนี้ ถึงแม้จะมีข้อจำกัดและแออัดกว่ามาก แต่ก็เห็นนัยสำคัญของการจัดกิจกรรมทางความรู้ที่รุกเข้าไปในพื้นที่สำหรับการดำเนินชีวิตของคนในเมือง และเห็นสัญญาณแผ่วๆของการบูรณาการกันระหว่างกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนารสนิยมทางสุขภาพ ตลอดจนการพัฒนาการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คน
ความเป็นห้างสรรพสินค้าในสังคมของประเทศกำลังพัฒนานั้น มิใช่เป็นที่เดินซื้อของเท่านั้น ทว่า เป็นแหล่งที่สามารถสนองตอบและให้หลายอย่างแก่คนทั่วไปในเวลาเดียวกัน ทั้งเพื่อทำกิจกรรมใช้เวลาว่าง ทำภารกิจส่วนตัว เห็นความเคลื่อนไหวของสังคม ได้ประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต ได้หาแรงบันดาลใจเพื่อออกไปสู่วงจรการทำการงานและดำเนินชีวิต ทั้งของปัจเจก กลุ่มปัจเจก และครอบครัว จึงเป็นแหล่งเข้าถึงรสนิยมของการใช้ชีวิตและพัฒนาไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้เป็นอย่างดี การบูรณาการความรู้และวัฒนธรรมทางปัญญาในบรรยากาศและกาละเทศะอย่างนั้น บางที อาจจะดีกว่าทุ่มเทอัดทุกอย่างลงไปในห้องเรียนของเด็กๆและกดดันคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย ก็ได้
น่าเสียดายที่ถ้าหากไม่เพียงใช้เป็นที่ประชุม แต่ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าไปเลยในการจัดให้เป็นเทศกาลที่กลมกลืนกับเนื้อเดียวกันกับการเดินห้างและการออกมาใช้ชีวิตกับกิจกรรมนอกบ้านของคนในสังคมเมือง ความรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ก็จะเริ่มเข้าไปให้ความหมายใหม่ๆกับการออกมาเดินซื้อและบริโภคสินค้า ก็จะเพิ่มโอกาสให้งานจัดการความรู้และวัฒนธรรมการเรียนรู้ผสมผสานไปกับไลฟ์สไตล์ของคนในสังคม ทำให้มีการปฏิสัมพันธ์และมีโอกาสเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และเข้าถึงความรู้ได้มากยิ่งๆขึ้น
ภาพที่ ๔ : ศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้ระดับโลก เป็นผู้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และทุนทางความรู้ที่ร่วมสมัยกับการนำเสนอแนวทฤษฎีสังคมวิทยาและความเป็นชุมชนกับทุนมนุษย์ในองค์กรสมัยใหม่หลังยุคอุตสาหกรรมของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ Peter Drucker แต่วิธีคิดของศาสตราจารย์โนนากะจะสะท้อนวัฒนธรรมญี่ปุ่นและของโลกตะวันออกซึ่งไม่ได้ผ่านขั้นตอนความเป็นสังคมอุตสาหกรรมแบบอเมริกาและยุโรป อีกทั้งเป็นแนวทฤษฎีที่ทำให้องค์กรทำงานมีมิติความเป็นชุมชน เป็นแหล่งให้ชีวิตเติบโตงอกงาม มีความเป็นมนุษย์และเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ความเคลื่อนไหวและแนวโน้มของภาคการผลิต ภาคปฏิบัติ กับการจัดการความรู้
ศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ ถ่ายทอดทั้งแนวคิดและนำเอาความเคลื่อนไหวของสังคมที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งสร้างความรู้และการจัดการองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อบูรณาการกระบวนการเรียนรู้และงานสร้างทุนทางปัญญาเข้ากับกระบวนการผลิตอย่างกลมกลืน ท่านแสดงให้เห็นวิธีคิดในการให้ความหมายต่อภาคแรงงานในทรรศนะใหม่ๆ โดยมองแรงงานการผลิตเป็นทุนมนุษย์[๓] พร้อมกับผสมผสานแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการแรงงานและกรรมาชีพที่ให้นัยสำคัญบางประการต่อการพัฒนาแนวคิดและวิธีบริหารจัดการองค์กรในแนวทางใหม่ๆ
ภาพที่ ๕ : มุมมองใหม่ต่อแรงงานและการยกระดับของทฤษฎีความรู้ในแนวของกลุ่มความคิดและกลุ่มทฤษฎีปฏิบัตินิยม
- การบูรณาการทางความรู้และการจัดการความรู้ที่บูรณาการเข้าสู่องค์กรการผลิตและระบบบริการในภาคการผลิตของสังคม ทำให้แรงงานและกำลังการผลิต เป็นแรงงานและกิจกรรมการผลิตที่สื่อสะท้อนจิตใจและจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ หรือเป็น Contemplation in Action ท่านใช้คำว่า Intellectual Muscle หรือแรงงานที่อุทิศตนให้กับการใช้สติปัญญา ซึ่งนอกจากจะสื่อความหมายให้เห็นภาพเชื่อมโยงไปได้อย่างกว้างขวางแล้ว ก็ยกระดับวิธีคิด การให้ความหมายและคุณค่าต่อการใช้แรงงาน[๔]
ภาพที่ ๖ : การก่อเกิดเป้าหมายร่วมและวิถีผู้นำในการสร้างความมีเห้าหมายร่วมกันผ่านการให้เหตุผลที่บูรณาการไปกับกระบวนการปฏิบัติและการสนทนากันของคนทำงาน
- เป้าหมายและวิธีคิดต่อการจัดการความรู้ในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมและการบริการ จะมีบทบาทสำคัญต่อการนำไปสู่ความเคลื่อนไหวของสังคมอุตสาหกรรมและภาคบริการอีกแบบหนึ่งที่ยกระดับสังคมองค์กรและการทำงานใช้แรงงานกินเงินเดือน ให้กลมกลืนเข้าสู่ระบบคุณค่าและความเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิต มากกว่าที่จะเป็นเพียงการจัดการความรู้เพื่อเพิ่มพูนผลผลติและมุ่งผลตอบแทนที่เป็นกำไร
- การจัดการความรู้ในอนาคตของโลก จะทำให้เกิดวงจรและระบบปฏิบัติการทางปัญญา และระบบปฏิบัติการทางความรู้อีกแบบหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการของสังคมและชุมชนระดับต่างๆ อีกทั้งจะก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในองค์กรสมัยใหม่ ขยายออกไปสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน
- การจัดองค์กรตองการภาวะความเป็นทีมและภาวะผู้นำที่ต่างออกไปจากอดีต อีกทั้งต้องการวิถีผู้นำอีกแบบหนึ่งที่สามารถนำกระบวนการผลิตและกระบวนการปฏิบัติให้บรรลุจุดหมายการผลิต พร้อมไปกับตอบคำถามในเชิงความหมายและคุณค่าแห่งชีวิตทั้งระดับปัจเจกและระดับสังคม
ในภาพรวมของประเทศ การจัดการความรู้ทั้งในภาาครัฐและภาคเอกชนยังคงดำเนินไปในแนว Goal Oriented และ Specific Objective-Based หรือการถือเอาเป้าหมายและวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ เฉพาะสถานการณ์ทั้งในระดับองค์กร ระดับประเทศ และระดับสากล เป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะการมุ่งสู่การบรรลุกรอบมาตรฐานแบบต่างๆ ซึ่งก็เหมือนกับเป็นกลไกการควบคุมตนเองให้สะท้อนประเด็นสังคมไปบนการมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้นในการดำเนินงานขององค์กร
กระนั้นก็ตาม ก็เริ่มมีบางองค์กร เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่ใช้รูปแบบผสมผสานและเริ่มให้น้ำหนักการจัดการความรู้เพื่อบริหารจัดการอย่างเป็นพลวัตร มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปทั้งระบบอยู่ตลอดเวลาเพื่อก่อเกิดพัฒนาการที่สื่อสะท้อนสังคมและสภาพแวดล้อมในมิติต่างๆอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำคัญในสถานการณ์หนึ่งๆก็เปลี่ยนแปลงไปในเชิงคุณค่าและความหมายไปด้วยได้เสมอ
อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว การจัดการความรู้ของหน่วยงานและองค์กรภาคธุรกิจเอกชนในเวทีมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ ๕ นี้ เริ่มเห็นภาพของความเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมต่อการรับผิดชอบสังคมในทิศทางและแนวโน้มใหม่ๆทั้งหลากหลายและเข้มข้น องค์กรสาธารณะขนาดใหญ่ดำเนินงานการจัดการความรู้ที่ไปได้ไกลมากกว่าการสร้างความสัมพันธ์กับความเป็นส่วนรวมด้วยโครงการที่แสดงความรับผิดชอบในเชิงการตลาดและโฆษณาโน้มน้าวอย่างไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะเห็นการดำเนินงานที่เป็นการลงทุนสร้างคน สร้างทุนมนุษย์ ลงทุนสร้างเด็ก สร้างความรู้และกิจกรรมทางปัญญา ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่อิสระออกจากภารกิจเพื่อบรรลุจุดหมายเชิงธุรกิจขององค์กร และนับว่าเป็นสัญญาณความเคลื่อนไหวของการจัดการความรู้ เพื่อสนองตอบต่อภาวะอันพึงประสงค์ในแนวทางใหม่ๆของสังคม
ภาพที่ ๗ : หมู่มิตร ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องน้องพี่ทางจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเจอกันก็เสวนากันกันราวกับเป็นเวทีทำงานบุญทางความรู้ของผู้ที่คุ้นเคยและเคารพนับถือกัน จากซ้าย : หนานเกีนรติ, พี่ใหญ่ : นงนาทสนธิ สุวรรณ, ภรรยา หนานเกียรติ อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว, ครูคิม ทิพวรรณ เจริญพงศ์,คุณอุ้มบุญ บล๊อกเกอร์ GotoKnow และสมาชิกคนปลูกผักกินได้ และขวาสุดคือป้าแดง บล๊อกเกอร์ของ GotoKnow
เวที GotoKnow
เทือกเขาปันปัน :
ยิ่งให้ยิ่งได้รับ
บทบาทของบล๊อกเกอร์และเทคโนโลยีการจัดการความรู้บูรณาการสังคมออนไลน์กับชุมชน
ผมได้ปัญญามากมายจากการเสวนาและการได้พบปะแหล่งประสบการณ์หลากหลายจากเวที ในการเสวนาของเวที GotoKnow นั้น กล่าวจำเพาะในแง่การเรียนรู้ไปด้วยกันในบริบทของสังคมไทย ผมก็เห็นวิธีการที่พอเพียง เหมาะสม ค่อยเป็นค่อยไป ของการบูรณาการวิทยาการและเทคโนโลยีในการจัดการความรู้ และการระดมพลังชุมชนระดับต่างๆเพื่อสร้างความเป็นส่วนรวมดังที่พึงประสงค์ด้วยกันของกลุ่มคนหลากหลาย ผมเห็นวิธีเรียนรู้เพื่อทำงานวิชาการและวิธีจัดการความรู้เพื่อเดินออกจากโลกความเป็นศูนย์กลางของผู้เชี่ยวชาญไปหาชาวบ้านทั่วไปผ่านการเรียนรู้สภาพแวดล้อมธรรมชาติของทุกคนดังเช่นเครือข่ายชมรมคนรักมวลเมฆ
ชมรมคนรักมวลเมฆทำให้ทรัพยากรวิชาการอย่าง ดร.ชิว เพียง ๑ คน สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ของตนเองซึ่งมีอยู่ในคนเพียงจำนวนไม่มากนักของประเทศ พร้อมกับเข้าถึงและจัดการความรู้ในแหล่งต่างๆจากทั้งโลก จากนั้น ก็เลือกสรรย่อยอย่างพิถีพิถันเข้าสู่สังคมไทยด้วยวิธีการนำเสนอที่รอบด้านและชวนให้ใคร่เรียนใคร่รู้อย่างน่าอัศจรรย์ เชื่อมต่อสามัญสำนึกและจิตวิญญาณรากเหง้าของผู้คนทั่วไปได้อย่างสนิทแน่น ขณะเดียวกัน การปฏิบัติการผ่านวิธีสร้างเครือข่ายนั้น ก็ทำให้เห็นผู้คนจากหลากหลายสาขาทั่วประเทศ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้พากันร่วมกับ ดร.ชิว ทำให้ใต้ท้องฟ้าของประเทศไทยกลายเป็นห้องเรียน ที่ใครก็ได้ ก็สามารถเข้ามาสื่อสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราววิทยาศาสตร์ธรรมชาติผ่านการดูเมฆบนท้องฟ้าด้วยกันแทบทุกวัน พร้อมกับเชื่อมโยงไปสู่ความสนใจต่างๆอีกรอบด้าน บล๊อกและสื่อออนไลน์อย่างGotoKnow ช่วยให้ทำอย่างนี้ได้
ผมเห็นวิธีการของอาจารย์หมอ JJ รองศาสตราจารย์นายแพทย์จิตเจริญ ไชยคำภา แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการสอนนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาทั้งหลักสูตรปริญญาและหลักสูตรบุคลากรประจำการเพื่อให้มีทักษะความเข้าใจปรากฏการณ์ปัญหาและความเป็นจริงในโลกของสรรพสิ่งบนความเป็นมนุษย์ วิชาและวิธีคิดในลักษณะนี้ผมเคยได้ยินครูแพทย์เก่าๆ เช่น ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ ดร.ณัฐ ภมรประวัติ (ถึงแก่กรรมแล้ว) แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงในโอกาสต่างๆอยู่เสมอว่าเป็นวิชา Human Skill ที่จะทำให้แพทย์และคนมหิดล มีความเข้าใจผู้อื่นและทำงานเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยแห่งปวงชน อาจารย์หมอจิตเจริญท่านมุ่งอุทิศตนสอนด้วยความเป็นครูแห่งชีวิต และเนื่องจากหลายอย่างต้องทำไปด้วยใจ อีกทั้งวางอยู่บนเงื่อนไขจำเพาะของกรณีต่างๆที่มีพลวัตรไปอยู่เสมอ อาจารย์ก็ใช้บล๊อกและสื่อออนไลน์เป็นคลังเก็บบันทึกประสบการณ์และสร้างเป็นคลังความรู้สำหรับพัฒนาการเรียนการสอนในแนวทางที่ต้องพึ่งตนเองเป็นอย่างสูงในลักษณะดังกล่าว
ภาพที่ ๘ : ผู้เขียน, พี่นงนาท สนธิสุวรรณ, คุณหมู เพื่อนดร.ชิว, เอก จตุพร วิศิษฐ์โชติอังกูร, และ ดร.ชิว บัญชา ธนบุญสมบัติ
ผมได้เห็นครูหยุย ถึงความมีอาวุโสทั้งประสบการณ์ วัยวุฒิ และความมีบทบาทต่อสังคมไทยทั้งในภาคประชาชนและในภาคการเมืองที่เพิ่งเข้ามาเขียนบล๊อกและใช้สื่อออนไลน์เพื่อถ่ายทอดบทบาท และใช้ความเป็นผู้มีประสบการณ์มากแล้วในอีกบทบาทหนึ่งเหมือนกับเป็นครูอาจารย์และพี่เลี้ยงหรือ Mentor ของมหาวิทยาลัยเปิดบนสื่อ GotoKnow ครูหยุยอิ่มตัวและมีสื่อเป็นเครือข่ายเคลื่อนไหวสังคมในเรื่องสาธารณะต่างๆด้วยกันมากมาย ทว่า ในบล๊อก GotoKnow นี้ ก็ได้ใช้เป็นช่องทางในการเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับผู้เริ่มต้นและผู้มีแววในการเดินออกมาจากความเป็นส่วนตัวของตนเองมาเชื่อมต่อกับโลกกว้างใน GotoKnow ครูหยุยกำลังส่งไม้ต่อกับผู้คนที่ได้มีโอกาสแบ่งปันเรียนรู้กันในบล๊อกและทอดตนเองลงเพื่อเดินเป็นเพื่อนกับอีกหลายคนให้ได้เติบโตทางประสบการณ์เพื่อริเริ่มและทำสิ่งดีๆในสังคมด้วยตนเองในอนาคต
ในส่วนบทเรียนจากประสบการณ์ของผมนั้น ผมเสนอวิธีออกไปเชื่อมต่อกับคนที่กำลังทำงานและชาวบ้านในชุมชนต่างๆผ่านการเป็น Mentorship และ Facilitator บนสื่อออนไลน์ในรูปแบบเว็บบล๊อก เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และสร้างความรู้ขึ้นจากวิถีชุมชนในเงื่อนไขใหม่ๆ พร้อมกับเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิธีนำเสนอและบันทึกเก็บรวบรวมไว้ในเว็บบล๊อก ด้านหนึ่งก็จะทำให้มีประสบการณ์ตรงของสังคมอย่างกว้างขวางเอาไว้สอนนักศึกษาและพัฒนาการวิจัย ซึ่งก็ย่อมสะท้อนสภาวการณ์ความเป็นจริงของสังคมและดีกว่าสอนความรู้อย่างเดียว ถ้าหากออกไปแสวงหาด้วยตนเองนั้น ก็ไม่มีทางที่จะได้ทั้งความรอบด้านและสามารถลงลึกไปถึงบทเรียนของชุมชนหลากหลายทั่วประเทศ อีกทั้งเป็นปัจจุบันไปกับพลวัตรของสังคมได้อยู่ตลอดเวลา ดังที่กำลังทำได้ผ่านเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ได้ใช้ GotoKnow ช่วยบูรณาการและค่อยๆเชื่อมโยงให้หลายสิ่งดำเนินไปอย่างส่งเสริมเกื้อหนุนกันได้นี้
ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นรูปแบบใหม่ๆของการบริการทางวิชาการแก่สังคมที่เราอาจเลือกสรรและเสริมกำลังการเรียนรู้ของสังคมและชุมชนระดับต่างๆในอันที่จะใช้ความรู้ที่สร้างขึ้นได้เองและการตัดสินใจที่ดีนำการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ เพื่อทำให้โลกแห่งความรู้และการเรียนรู้ทั้งในและนอกความเป็นมหาวิทยาลัย มีความบูรณาการและเข้าไปเสริมกำลังการพัฒนาตนเองของสังคมเหมือนกับการเตรียมวัตถุดิบและทรัพยากรวิชาการให้คนทั่วไปได้ใช้เมื่อนึกถึงและเกิดความจำเป็น ในส่วนที่เราทำได้และสะสมมาจากประสบการณ์ชีวิตของตนเอง
ผมได้ใช้บล๊อกสะสมภาพได้มากกว่า ๒,๐๐๐ ภาพ ทั้งภาพถ่าย การ์ตูน ภาพวาดและรูปเขียนจากข้อมูลวิจัย ที่สามารถทำเป็นสื่อการเรียนการสอน สื่อสิ่งพิมพ์ อีกทั้งเป็นข้อมูลทำวิจัยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็บันทึกสะสมความรู้เชิงกระบวนการต่างๆไว้อีกกว่า ๑๕๐ บันทึกใน ๑๒ หัวข้อ ซึ่งยินดีให้คนทำงาน เด็กนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิจัย และคนทั่วไป นำไปใช้ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งเชื่อมโยงทรัพยากรทางวิชาการในมหาวิทยาลัยและคนที่มุ่งทำงานแนวนี้ ให้เข้าไปใกล้ชิดกับชุมชนและสังคมท้องถิ่นเพื่อเสริมเข้ากับแนวทางอื่นๆในการเป็นกำลังพัฒนาตนเองของปัจเจกและชุมชนโดยเฉพาะในชนบท ให้สอดคล้องกับความจำเป็นต่างๆได้มากยิ่งๆขึ้น นึกได้ก็ทำมากกว่าที่จะเรียกร้องให้ใครต้องทำ แต่หากมีผู้สนใจเข้ามาอ่านศึกษาค้นคว้า ก็จะได้ต่อเติมและเสริมพลังปฏิบัติให้กันไปเอง ซึ่งก็จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกอันหลากหลายให้แก่สังคมได้มากยิ่งๆขึ้น
เป็นการสร้างเครือข่ายผ่านการให้วิธีคิด ให้ทักษะเชิงกระบวนการ และให้เครื่องมือทำงานความรู้ที่ผ่านการใช้ทำงานได้จริงในทางปฏิบัติ เพื่อยกระดับสิ่งที่กำลังทำด้วยตนเองของคนจำนวนหนึ่งที่เข้าอินเทอร์เน็ตและเขียนบันทึกในเว็บบล๊อกได้ รวมทั้งสนใจทำชีวิตให้เป็นวิถีแห่งการเรียนรู้ ให้สามารถสร้างความรู้และบันทึกประสบการณ์ รวบรวมความรู้ท้องถิ่นและภูมิปัญญาจากฐานชีวิตชุมชน จัดว่าเป็นการให้ความสามารถและวิธีปฏิบัติ ในสิ่งซึ่งปรกติหากไม่มีวิธีการและเทคโนโลยีที่จะสามารถผสมผสานกันได้หลายมิติและหลายระดับเข้าช่วยอย่างนี้ ก็มักจะต้องจำกัดตนเองให้ถ่ายทอดได้ก็แต่กับคนเรียนมหาวิทยาลัยและคนทำงานในบางสาขา ทว่า เมื่อช่วยกันทำได้อย่างนี้ ก็ยิ่งจะเป็นการร่วมกันทำบุญและให้ทานทางปัญญาแก่สังคมได้ด้วยตนเองให้มากยิ่งๆขึ้น ก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวมในที่สุดอีกทางหนึ่งนั่นเอง.
.......................................................................................................................................................................
เชิงอรรถและหมายเหตุบทความ :
[๑] ศาสตราจารย์ ดร.อิคูจิโร โนนากะ จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ เป็นคณบดีศูนย์วิจัยด้านความรู้และนวัตกรรม (CKIR) ที่ Helsinki School และอีกหลายแห่ง เป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดการความรู้ของญี่ปุ่นและระดับโลก แนวคิดที่สำคัญมี ๗ ประการ คือ ๑.สร้างวิสัยทัศนเกี่ยวกับความรู้ ๒.สร้างทีมจัดการความรู้ ๓.สร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้นในกลุ่มพนักงานระดับล่าง ๔.การจัดการความรู้บูรณาการไปกับกิจกรรมพัฒนาสินค้า ๕.เน้นการจัดการองค์กรที่มีพนักงานระดับกลางเป็นพลังขับเคลื่อน ๖. เปลี่ยนองค์กรไปเป็นแบบพหุบท และ ๗.สร้างเครือข่ายความรู้กับโลกภายนอก
แนวคิดของ ศาสตราจารย์โนนากะ เป็นการผสมผสานแนวคิดของ ปีเตอร์ เซงเก้ (Peter Senge) และ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ (Peter Drucker) ผู้นำเสนอแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับแพร่หลายทั่วโลก โดย ปีเตอร์ เซงเก้ เป็นผู้นำเสนอโมเดลการจัดการความรู้ด้วยวิชา ๕ อย่าง (The Fifth Disicpline) และ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เป็นนักกฏหมายแต่นับว่าเป็นผู้บูรณาการสังคมวิทยาและศาสตร์หลายแขนงสู่การบริหารจัดการองค์กร แนวคิดทั้งของศาสตราจารย์อิคูจิโร โนนากะ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ และปีเตอร์ เซงเก้ มีจุดเน้นที่สอดคล้องกันคือเน้นสร้างคน พัฒนาการเรียนรู้และให้ความเข้าใจตัวตนของคนอย่างถ่องแท้ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการจัดการความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นจากกลุ่มบุคลากรที่เป็นแรงงานกับผู้บริหารระดับกลาง รวมทั้งเน้นภาวะผู้นำเป็นกลุ่มก้อนและมิติชุมชนในองค์กรสมัยใหม่ ซึ่งไอทีและเทคโนโลยีต่างๆจะถูกระดมมาใช้อย่างบูรณาการในภายหลัง
[๒] ผู้เขียนเคยไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นและได้เข้าร่วมกิจกรรมการจัดดอกไม้แบบอิเคบานะ ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นกิจกรรมทางศิลปะที่เป็นที่นิยมทั้งในหมู่คนญี่ปุ่นและมีผู้สนใจทั่วโลก ทำให้ได้ทราบวิธีคิดของคนญี่ปุ่นอย่างหนึ่งว่า การพัฒนาตนเองไปอย่างสูงสุดนั้น จะให้ความสำคัญกับภาวะ ซาโตริ มาก ภาวะซาโตริ นั้น เทียบได้กับความเป็น สุญญตา นิพพาน ความเป็นอิสรภาพหลุดพ้นจากความเป็นวัตถุและความเป็นเหตุผล บางแห่งจะเรียกว่าความไร้ซึ่งเหตุผล ไม่ใช่ความไม่มีเหตุผล แต่เป็นภาวะไร้ซึ่งเหตุผลด้วยวิถีแห่งปัญญา ซึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นจะมีวิถีปฏิบัติเหมือนกับวิถีแห่งมรรค ๘ เพื่อเป็นการศึกษาและฝึกฝนปัญญาระดับที่เกินจะเข้าถึงได้ด้วยวิธีการทางวัตถุและวิธีการทางเหตุผลโดยสร้างเงื่อนไขให้ปัจเจกเข้าสู่ภาวะดังกล่าวด้วยตนเอง เรียกว่าเป็นวิถีแห่งมรรค หรือวิธีซึ่งเน้นกระบวนการอันเป็นปัจจัยเชิงสาเหตุตั้งแต่การทำความคิดและการทำในใจ หากเทียบกับหลักคิดในพุทธธรรมก็คือวิธีคิดซึ่งเน้นการปฏิบัติที่มาจากการคิดให้แยบคายแล้ว ซึ่งมีอยู่หลายวิถี เช่น การเขียนบทกวีให้เห็นภาวะย้อนแย้งและหลุดกรอบ วิถีจัดดอกไม้ วิถีแห่งชาและการชงชา วิถีกระบี่ซามูไร เหล่านี้เป็นต้น แต่ละคนและในสาขาอาชีพต่างๆก็อาจจะมีวิธีการที่เหมาะสมไปตามเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป การฝึกเขียนพู่กันและอักษร การเขียนบทกวี การจัดงานพบปะและกิจกรรมชงชา การทำงานศิลปะพับกระดาษและพับผ้า การเล่นดนตรี เหล่านี้ จึงเป็นวัฒนธรมที่มีอยู่ในหมู่ปัญญาชนและในครอบครัวของชาวญี่ปุ่นทั่วไป เพราะถือว่าเป็นวัฒนธรรมการกล่อมเกลาปัญญาและฝึกฝนความเป็นศิลปะวิทยาให้ลึกซึ้ง
การพับกระดาษ หรือ Origami อย่างที่ ดร.ชิว เผยแพร่ให้กับผู้สนใจทั่วไปไปด้วยนี้ เป็นวิถีแห่งศิลปะ ซึ่งในญี่ปุ่นนับว่าเป็นการปฏิบัติทางปัญญาที่พัฒนาก้าวหน้าเป็นอย่างสูง เป็นการฝึกฝนระดับการจัดวางทางความคิดและการออกแบบองค์ประกอบทั้งหมดให้ลงตัว ทุกสิ่งมีความหมาย มีคุณค่า และมีความสมบูรณ์อยู่ในตนเอง ขณะเดียวกันก็เป็นองค์ประกอบสร้างมิติความเป็นซึ่งกันและกันให้เป็นองค์รวมเหนือความเป็นส่วนย่อยทั้งหมด ซึ่งจะเหนือกว่าความเป็นทฤษฎีและเหตุผล ผู้มุ่งความเป็นเลิศสูงสุดของตนเองในทุกแขนงจะใช้เป็นวิธีทำงานความคิด ก่อนที่จะออกแบบและแปรสู่การปฏิบัติระดับทฤษฎีหรือการจัดวางองค์ประกอบทางวัตถุและกายภาพอีกทีหนึ่ง ความสำคัญในการฝึกและพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ให้แก่พลเมืองในวิถีทางดังกล่าวของญี่ปุ่นจะเห็นจากการสะท้อนอยู่ในการ์ตูน อิกคิวซัง : เณรน้อยเจ้าปัญญา ซึ่งก่อนการตัดสินใจต่างๆทุกครั้งนั้น อิกคิวซังจะต้องนั่งสมาธิและมีวงแหวนสัญลักษณ์ทางปัญญาญาณผุดขึ้นเหนือศีรษะ สื่อการ์ตูนดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อเป็นสื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้ประชาชนเข้าถึงวิธีคิดต่อกระบวนการทางปัญญาในระดับเหนือความเป็นเหตุผล รวมทั้งส่งเสริมให้พลเมืองใช้วิถีแห่งวิจารณญาณและปัญญาในการแก้ปัญหา (อย่างไรก็ตาม ในหลักการนั้นจะสอดคล้องกับวิธีคิดแบบเซน แต่แนวทางของเซนนั้น จะไม่ส่งเสริมวิธีนั่งสมาธิ แต่จะเน้นวิธีการที่ผสมผสานกับการงานและการดำเนินชีวิตจริงๆ)
[๓][๔] ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองและทางสังคมวิทยาการผลิตนั้น'แรงงาน' ถือเป็นพลังการผลิตและพลังอำนาจของมนุษย์ที่ติดตัวมาอยู่โดยธรรมชาติทุกคน แต่แนวคิดดังกล่าวก็อาจจะไม่เป็นจริง เพราะในความเป็นจริงนั้นกำลังการผลิตกลับจะไปอยู่ที่การสะสมทุน จากนั้น จึงใช้ทุนที่เหนือกว่าลงทุนภาคการผลิตต่างๆเพื่อทำผลกำไรมากยิ่งๆขึ้นต่อๆไปอีก การมีโอกาสและเข้าถึงสิ่งต่างๆได้มากจึงไม่ใช่หมายถึงการเป็นผู้ได้ทำมาก แต่กลับเป็นการทำแต่น้อยให้ได้กำไรสะสมมาก ในที่สุดก็จะมุ่งแต่ผลประโยชน์ ลดการลงทุน เพิ่มผลกำไร และมองข้ามการดำรงอยู่ของคนส่วนใหญ่ การต่อสู้กันระหว่างทุนกับแรงงานจึงเป็นแรงกดดันและมีธรรมชาติที่จะก่อเกิดโครงสร้างความรุนแรงอยู่ในระบบของสังคมทุนนิยมได้อยู่เสมอ แนวคิดทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital) และความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization : LO) จึงจัดว่าเป็นแนวคิดหนึ่งของการทำให้เป้าหมายการมุ่งผลกำไรทางธุรกิจได้พัฒนาการไปสู่การถือเอาคนและสังคมเป็นตัวตั้ง สามารถบูรณาการเป้าหมายทางธุรกิจกับมิติอื่นๆของสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ไปด้วยกันอย่างสมดุลมากขึ้น
สวัสดีค่ะ
ยิ่งให้ ยิ่งได้รับจริงๆค่ะ
ชอบอ่านงานของอาจารย์ อ่านแล้วได้ข้อคิดดีดีเสมอค่ะ
ขอบคุณนะคะ
สวัสดีครับคุณครูคิมครับ
สวัสดีครับคุณแก้วครับ
สวัสดีค่ะ อ.วิรัตน์
ดีใจมากๆ ค่ะ ที่งานในครั้งนี้ได้มอบสิ่งดีๆ ให้แก่ผู้ร่วมงาน
หนูเองก็เสียดายมากๆ ที่ไม่ได้ไปร่วมงานนี้ เพราะคิดว่าต้องพลาดโอกาสเจอ Blogger หลายท่าน
หนูและทีมงานต้องขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่ได้เข้าร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ดีๆ ในงานเสวนาครั้งนี้
ขอบคุณอาจารย์วิรัตน์ด้วยเช่นกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ :)
อ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว เหมือนได้สัมผัสอยู่ใกล้ๆขอบเวทีเลย
สวัสดีค่ะอาจารย์
ไม่ได้มาร่วมงาน
ตามอ่านอย่างเดียวเลยค่ะ
มีกุหลาบมาฝากด้วยค่ะ
อ้าว รูปไม่ขึ้น ฝากอีกรอบค่ะ
สวัสดีครับคุณมะปรางเปรี้ยว
ทีมของ GotoKnow ใช้ได้เลยนะครับ สมาร์ทครับ เรียนรู้และพัฒนาวิธีทำงานในแนวอย่างนี้นั้นน่าชื่นชมมากนะครับ ดูปราดเปรียว มีความเป็นธรรมชาติ รู้เรื่อง ตื่นตัว และจัดการได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆอยู่เสมอ ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นคนรุ่นเยาว์ก็จริงแต่ภาวะผู้นำดีและเป็นงาน
เรียน ท่านพี่อาจารย์ วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ;)
ผมอ่านบันทึกนี้ทุกตัวอักษรด้วยความอิ่มเอมใจ
และรู้สึกถึงคุณค่าที่ได้รับอย่างมากมาย
ให้ 5 ดาว (ไก่ย่าง) เลยแล้วกันนะครับ
มีหลายอย่างที่ผมเพิ่งทราบ เช่น เรื่องการทำคลอดของคุณเอก พี่ชิวเป็นคนอ่างทอง คำว่า ครูแห่งชีวิตของอาจารย์หมอ JJ ความเป็นพี่เลี้ยงคนในวงการการศึกษาและอื่น ๆ ใน G2K และ การเก็บความจากการรับรู้ รับสาร และถ่ายทอดโดยท่านพี่เอง
ครบถ้วน น่าติดตาม และหัวใจพองโตอย่างที่สุดของความงดงามที่ยังมีอยู่ในสังคมเรา
ขอบคุณครับท่านพี่ ;)
สวัสดีครับอาจารย์ขจิตครับ
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแลครับ
อาจารย์วิรัตน์ สวัสดีครับ
บันทึกได้แจ่มสุดๆ เลยครับ ทั้งภาพใหญ่ & รายละเอียดปลีกย่อย อาจารย์นอกจากจะทำ KM ได้แล้ว ยังจัดการเวลา (TM = Time Management) ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย (ตอนอาจารย์เขียนบันทึกนี้ ผมไปเฝ้าพระอินทร์อยู่...อิอิ ;-))
สวัสดีครับคุณณัฐรดาครับ
สวัสดีครับอาจารย์ Wasawat Deemarn ครับ
สวัสดีครับ ดร.ชิวครับ
สวัสดีครับอาจารย์ขจิตครับ
ตอนนี้ ผมกำลังบ้า ปิแอร์บูดิเยร์อยู่ครับ แนวคิดแฮปิตัท