วันจันทร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
ทุกวันนี้วิถีชีวิตของศิษย์ก็ยังคงกระพร่องกระแพร่ง รู้สึกละอายค่ะที่ต้องมาเขียนเล่าเรื่องราวแห่งความไร้สาระของตน ข้างในมันก็ถามขึ้นมาว่า “ทำไมหล่ะ” คือ มันไม่อยากถูกมองว่า “ไม่ได้เรื่อง” กลัวคำ ๆ นี้แหละค่ะ เหมือนมันดังก้องอยู่ในหูทุกครั้งที่ทำไม่ได้ดั่งใจ แปลกใจในจิตตนเอง ทีเรื่องแย่ ๆ ไม่ค่อยจะกล้าเอ่ยถึง แต่ก็ยังแอบทำอยู่ เรื่องดี ๆ ก็ทำอยู่ ยิ่งเอ่ยถึงยากขึ้นเพราะกำลังจะเขียนออกมาทีไร ก็มีเสียงขึ้นมาว่า “อยากได้หน้าหล่ะซิ” เหมือนมันทะเลาะกันยังไงไม่รู้ค่ะครู ตอนนี้ติ๋วตั้งหน้าตั้งตา ตั้งใจ เผชิญหน้างานตนเองมากขึ้น จะว่ากันตรง ๆ ก็คือ แอบทำ R2R อยู่ค่ะ อยากจะเล่าให้ครูฟังแต่ก็กลัว เหมือนแอบครูทำดียังไงไม่รู้ค่ะ เพราะบางทีมันชอบมีเสียงถามมาจากข้างในว่า “แกทำเลียนแบบครูรึเปล่าไอ้ติ๋ว” ก็จะเป็นอาการหง๋อง ๆ จ๋อง ๆ หมดแรงจะทำ บางทีสู้เสียงไม่ไหวก็หาที่พิงเหมือนกันค่ะครู
แต่ก็ดีใจที่ครูให้โอกาสได้ซื้อของให้ครู ใจมันอยากขับรถเอาไปให้เอง แต่ก็ละล้าละลัง กลัวว่าไปถึงแล้วจะโดนเอ็ด เพราะความคิดไม่ดีของตนเองก็เลยไม่ยอมส่งสักที เสาร์ อาทิตย์ นี้ได้แต่คิด แต่ก็ไม่กล้าไป แม้จะเอ่ยปากกับครูก็ไม่กล้าค่ะ อย่างน้อย ๆ ก็ยังดีที่ยังกล้าเอาไปฝากพี่โหย๋ย พอได้รับข้อความตอบรับจากครู รู้เลยว่า “ดีใจ” แว๊บเดียวแล้วก็จะร้องไห้ รู้ในตนเองว่า “ทำได้มากกว่านี้ แต่ยังไม่ได้ทำ” ไม่ใช่แค่เรื่องนี้หรอกค่ะครู แต่แทบทุกเรื่องที่มันคร่ำครวญ ไม่ใช่มันทำไม่ได้ แต่มันไม่ได้ทำต่างหาก มีแต่คิดแล้วก็ฟังเสียงแย้งอยู่ข้างใน หนัก ๆ เข้ากลัวความคิดตัวเองซะงั้น
เช้านี้ลุกขึ้นมาออกกำลังกายตอนเช้า โดยการเต้น ทำให้เข้าใจเลยว่า “เมื่อก่อนหลง หลงคิดว่าครูให้วิ่งอย่างเดียว” พอได้เต้นอย่างที่ใจปรารถนา อาบเหงื่อต่างน้ำ สดชื่นผ่อนคลาย ไม่ใช่การเต้นแร้งเต้นกา แบบบ้า ๆ อยู่บนฟลอร์เหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นการเคลื่อนไหวอย่างตั้งใจ อย่างที่เรียกว่า “ภาวนาผ่านการออกกำลังกาย จบด้วยท่าโยคะแล้วนั่งลงทำสมาธิ” รู้สึกดีค่ะครู ผ่อนคลายขึ้น เตรียมกับข้าวไปวัด เมื่อวานน้องเหมียวเอากล้วยมาฝากหวีหนึ่งสวยมาก ๆ จึงจัดแจงลงจาน ที่ทำจากบ้านมีเพียงข้าวกล้องและกล้วย จึงแวะซื้อแกงส้มมาอีกถุง เข้าจัดวางอาหาร ไหว้ลุง ๆ ป้า ๆ ที่คุ้นเคย เสร็จพิธีก็อยู่ทานข้าวล้างจานเสร็จแล้วค่อยออกมาจากวัด การได้ทำกับข้าวมาวัดตอนเช้า ๆ รู้สึกโล่งดีจังค่ะครู แต่คำถามที่ครูเคยถามว่า “ติ๋วทำ ทำไม” ยังไม่มีคำตอบที่ตรงใจเลยค่ะ พอคำว่า “เลียนแบบดังขึ้นมา มันก็เป็นจ๋อย” แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่ระลึกถึง รู้สึกมีพลังที่จะตื่นเช้า ทำกับข้าวไปวัด เพราะมีเป้าหมายในชีวิตว่า ต้องการทำอะไร วันไหนที่ไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้ตั้งใจว่า “วันนี้จะไปทำงานอะไร วันนั้นติ๋วจะไม่อยากตื่นไปทำงานเลยค่ะ แต่พอวันไหนที่มีแผนงานในใจแล้ว ลงมือทำ ยิ่งทำยิ่งมีพลังยิ่งคึก” ที่แปลกอีกอย่างคือตอนที่ติ๋วเหลาะแหละ ไม่มีงานให้ทำค่ะ มาพบอีกทีว่า “งานหน่ะมี แต่โง่ที่ไม่รู้จักหยิบขึ้นมาทำ” แต่พอเริ่มตั้งใจทำ R2R ในการแก้ไขงานวิเคราะห์ยาคดี ที่ทุกครั้งที่มีตัวอย่างมาผู้วิเคราะห์ก็มือแปดด้าน จึงตั้งใจทำ guideline พร้อม ๆ กับทำผลวิเคราะห์เทียบด้วย ดูเหมือนว่า ในหัวมีการต่อยอดงานไปเรื่อย ๆ บางทีต้องเขียนไว้ค่ะ เพราะดูเหมือนว่า “เดี๋ยวทำไม่ทัน แล้วจะลืม ความคิดที่ต่อออกมา เพราะเป็นแนวทางที่จะอำนวยความสะดวกผู้วิเคราะห์จริง ทำให้เข้าใจว่า ทำ R2R รางวัลนี่ได้ตั้งแต่ตอนคิดอย่างที่ครูเอ่ยไว้เลยค่ะ เหมือนมีไฟฉายแจ่ม ๆส่องทาง เปิดช่องทางที่เคยมืดแปดด้าน ที่เหลือก็เพียงลงมือพิสูจน์ แนวทางที่สว่างอยู่ในหัว แล้วก็ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ งานนี้ติ๋วไม่เร่งค่ะ ค่อย ๆ ทำ เพราะหน้าที่เร่งด่วนก็โหมมามิใช่น้อย งานเข้า พอตั้งใจทำงานมากขึ้น งานออกมาดี มีคนมาแนะนำให้ต่อยอดอีก บางทีก็กุมหัวแล้วถามตนเองว่า “ทำแล้วเกิดประโยชน์ไหม” คำตอบคือเป็นประโยชน์ เพราะตัวอย่างที่เข้ามาเป็นตัวอย่างยาแผนโบราณที่มีทะเบียน แหล่งผลิตชัดเจน แต่ตรวจพบยา NSAID ซะเนี๊ย จึงคิดว่าต่อยอดงาน ทั้งการแจ้งเตือนภัย และอธิบายสิ่งต่าง ๆ เพิ่มค่ะครู ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็คงทำแค่รายงานผล แล้วก็จบมานั่งคิดอีกที เอ๊ะ ทำยังไงจึงจะให้มีคนเสี่ยงต่อสิ่งเหล่านี้น้อยลง เพราะหนึ่งคนก็คือ หนึ่งชีวิต หนึ่งชีวิตยังเกี่ยวพันกับอีกหลาย ๆ ชีวิต จึงอดทนทำต่อ มากกว่าสิ่งที่ลูกค้าร้องขอ
พรุ่งนี้ได้รับมอบหมายให้ไปประชุมแผนงานที่พัทยาค่ะครู แม้จะงง ๆ แต่ก็ต้องก้มหน้ารับ ทำแผนยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ สามถึงห้าปีในภาพรวมของกรม รู้สึกสงสัยทำไมผู้ใหญ่ไม่ทำกันเอง งานอื่น ๆ หัวหน้างานไปหมด แต่งานนี้ให้ติ๋วไป ซึ่งเป็นน้องตัวเล็ก ๆ ที่ทำงานไม่กี่ปี คิด ๆ ก็รู้สึกขุ่น แต่พอยอมรับแล้วก็พร้อมลุยค่ะ บอกกับตนเองว่า “คงเป็นเวลาที่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้กระมัง” พรุ่งนี้ออกเดินทางแปดโมงเช้าค่ะ กลับมาอีกที่วันศุกร์ ติ๋วรู้สึกว่า “ติ๋วเจอแบบนี้ทุกครั้งที่เริ่มขยับชีวิตเข้ามาสู่วิถีแห่งการฝึกตน” แล้วก็ได้คำตอบให้ตนเองว่า “นี่แหละคือ การสอบ” สอบว่า “จะสามารถยึดมั่นวิถีกับความเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไปของร่างกายได้ไหม”
กำลังพยายามปรับเปลี่ยนตนเองค่ะครู ศิษย์ไม่รู้ว่าแรงที่ตนมีจะพอฉุดตนเองออกมาจากแรงดึงดูดของกิเลสได้ไหม แต่ก็ขอโอกาสใช้ความพยายามเท่าที่มี..........................รักครูค่ะ จาก ติ๋ว
อดทน...
ขอบพระคุณค่ะพี่ปุ๋ม ติ๋วจะตั้งใจ อย่างน้อย ณ ขณะที่ตอบบันทึกนี้ ใจก็ซาบซึ้ง จนน้ำตาไหล คำนี้สั้น แต่ก็รู้ว่า เป็นคำสำคัญที่ช่วยติ๋วมาเสมอ ๆ
เช้านี้พอได้ตื่นขึ้นมาภาวนา ทำวัตรเช้า วิ่ง และทำกับข้าว รับรู้ในใจเลยค่ะว่า มีพละมากขึ้น น้อมลงระลึกถึงความเมตตาอย่างไม่มีประมาณของครูผู้เมตตา