เย็นวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ ผมชวนน้องๆจากหลายหน่วยงานไปงาน Ignite Thailand ครั้งที่ ๒ ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาศัยรถของน้องคนหนึ่ง ณัฐพัชร์ ทองคำ ขนกันไป ๔ คนจากพุทธมณฑล นครปฐม ตรงไปยังที่จัดงานอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยอารมณ์ของบ้านนอกเข้ากรุงเลยทีเดียว งานจะเริ่ม ๖ โมงเย็นถึง ๓ ทุ่ม เริ่มลงทะเบียน ๕ โมงเย็น แต่แล้วรถก็เสียกลางทางที่ใกล้ ๔ แยกประปาแม้นศรี ก่อนถึงโรงพยาบาลหัวเฉียวนิดเดียว เหลือไม่ถึง ๓๐ นาทีก็น่าจะถึงจุฬา

ความคึกคักกระปรี้กระเปร่าที่นานครั้งจะได้เข้าไปเปิดหูเปิดตากับเขาในกลางเมืองกรุงเทพฯ พลันก็กลายเป็นการผจญภัยไปกับอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เปลี่ยนเรื่องราวต่างๆให้ดำเนินไปเป็นอีกคนละเรื่อง หลายอย่างในชีวิตของเรานั้น มีไม่น้อยที่มักเป็นอย่างนี้ ทว่า ความเป็นศิลปะและท่าทีต่อชีวิตที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ก็ทำให้สิ่งเดียวกัน สามารถมีหนทางดำเนินไปในวิถีที่แตกต่างกันได้

สาเหตุเกิดจากท่อหม้อน้ำขาด กำลังคุยกันอย่างสนุก ไอเดียแตกมากมาย พลันก็เห็นควันลอยออกมาจากกระโปรงหน้ารถตลบอบอวล ที่สุดก็ช่วยกันเป็นทีมเข็นรถและนั่งแกร่วอยู่ริมถนน หาประสบการณ์ที่ให้ความประทับใจกับความเป็นจริงอีกแบบ ผมยืนกำหนดใจให้อยู่กับปัจจุบันขณะ มองรถราวิ่งขวักไขว่ ค่อยๆลดความแออัดจอแจ บางตาไปทีละเล็กละน้อย.....กลางวันกับกลางคืนของกรุงเทพฯช่างต่างกันราวกับเป็นสองภพภูมิบนพื้นที่ชีวิตเดียวกัน

ร้านรวงรอบข้างเริ่มปิดหมดแล้ว เราช่วยกันเข็นรถไปถึงหน้าร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ที่เจ้าของยังนั่งปล่อยอารมณ์ผ่อนคลายท้ายวัน คงรอให้หมาดเหงื่อก่อนปิดร้าน เลยขอจอดรอให้ช่างและทีมจากศูนย์บริการส่งรถยกไปถึง นั่งคุยกัน ซื้อลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึกปิ้ง ไส้กรอก ไปนั่งกินและคุยกัน ได้ความประทับใจไปอีกแบบ โดยเฉพาะได้สัมผัสกับน้ำใจและความเอื้ออาทรแห่งมิตรจากเจ้าของร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ที่พวกเราขอไปอาศัยจอดหน้าร้านเพื่อจะได้มีแสงไฟในยามวิกาล รวมทั้งได้รับรู้ความอิ่มเต็มและความเมตตากรุณาของชีวิตผู้คนตัวเล็กๆในท่ามกลางผู้คนในเมืองใหญ่อย่างเมืองหลวง ที่สังคมมักมองข้ามเขาไป

ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ให้ข้อแนะนำมากมายอย่างผู้ที่มีประสบการณ์ จนทำให้ทุกอย่างดูเป็นเรื่องไม่น่าตกใจ ไม่น่าวิตกกังวล เขาไม่ได้เป็นเจ้าของตึกอย่างที่ผมคิดเอา ทว่า เป็นเพียงผู้ที่มาเช่าซื้ออาคารจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วยค่าเช่าต่อเดือนไม่มากนัก แต่เขาก็ทำอยู่ทำกินอย่างพออยู่ได้ 
             "..มันไม่ค่อยได้เงินหรอกพี่..ผมอยู่กันสองคนกับลูกน้อง" ฝ้าบุเพดานชั้นล่างห้องแถวของเขาเปื่อยยุ่ยห้อยกะรุ่งกะริ่งและขาดเป็นรูใหญ่กว่ากระด้ง ๔ รู ผมรู้จักกระดานชานอ้อยและแผ่นเมโซไนต์จากการใช้เป็นกระดานเสก๊ตช์ สภาพอย่างที่เห็นนี้บ่งบอกถึงความอับชื้น ทรุดโทรม เก่าแก่ อ่านได้ว่าผู้อยู่อาศัยต้องอยู่ในสภาพกว่าจะผุพังตามบุญตามกรรมอย่างนี้มากว่า ๔๐-๕๐ ปี
             "..คนแถวนี้และคนที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกไม่มีเงิน.." เขานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าร้านและพูดสบายๆอย่างต่อเนื่อง กวาดสายตาไปตามความเคลื่อนไหวบนถนนเบื้องหน้า
             "..เป็นลูกจ้าง คนส่งของ หรือไม่ก็ขับรับจ้างอยู่แถวนี้ทั้งนั้น..." ผมกวาดตามองเพื่อเห็นสภาพแวดล้อมที่เขากล่าวถึง ย่านนั้นเป็นย่านแม้นศรี บ้านบาตร หัวลำโพง จักรวรรดิ คลองถม ย่านที่เชื่อมต่อกับ China Town ของกรุงเทพฯ เมืองมหานคร ๑ ใน ๒๐ ของโลก
             "..พอซ่อมแล้ว ส่วนหนึ่งหากจะคิดเงินมากเขาก็ไม่ค่อยมีจ่าย กับอีกพวกหนึ่ง เสียมาจนเอาไปใช้ทำมาหากินไม่ได้ เช่น พวกยางแตก เครื่องไม่ติด จะไม่ซ่อมให้เขา เขาก็ไม่มีรถขับไปทำมาหากิน แล้วเข็นมาจนถึงนี่แล้ว จะไปยังไงไหว ก็ต้องช่วยกันไปอยู่เรื่อย.."  
             "..หลายครั้งซ่อมให้แล้วเขาก็ไม่มีเงินจ่าย ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง..." ร้านของเขาอยู่ใกล้สี่แยก หากทำมาค้าขายอย่างอื่นก็คงจะเป็นทำเลทำมาหากินและค้าขายขึ้น ทว่า เมื่อมาทำเป็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์แล้ว ความเป็นทำเลก็กลับไปหนุนเหล่ามอเตอร์ไซค์เสียตามสี่แยก ที่โดยมากแล้วก็มักจะเป็นมอเตอร์ไซค์คนยาก ให้ไหลมาเทมาหาเขา!!! หมู่คนยากก็เลยยิ่งกลับมาพอกพูนความยากให้กัน คุณค่าและความหมายอย่างอื่นต่อชีวิตนเองเท่านั้นที่ทำให้ยังพออยู่ได้ 

ได้ฟังและได้รับรู้เรื่องราวความเป็นจริงอย่างนี้ของการดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคมเมืองหลวงแล้ว ด้านหนึ่งก็รู้สึกสะเทือนใจ ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์เนื้อตัวมอมแมม ทั้งเสื้อผ้าและร่างกายของเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเครื่อง หน้าตาดำกร้านทว่าดูแกร่งและหนักแน่นต่อชีวิต ได้ยินการถ่ายทอดความเป็นมาเป็นไปบนชีวิตการทำมาหากินของเขาแล้ว ก็ให้รู้สึกนับถือและเห็นความงดงามยิ่งใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมเล็กๆของชีวิต ผมแบ่งปันนำลูกชิ้นปิ้งไปมอบให้เขาหนึ่งไม้
             "...นั่งกินเล่นๆดูรถวิ่งในถนนเพลินๆก่อนกลับบ้านน่ะพี่.." 
             ผมบอกด้วยท่าทีอ้อนวอนให้เขาตอบรับน้ำใจ
             "...ไม่หรอก เกรงใจ..."
เขาปฏิเสธอยู่หลายครั้งก่อนในที่สุดจะรับไปนั่งกินพร้อมๆไปกับพวกเรา ดูเอาเถอะน้ำใจคน เขาเองนั้น เมื่อพูดถึงการให้แก่คนอื่น เขาก็พูดจนเหมือนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้อย่างง่ายดายสำหรับตัวเขา ทว่า เพียงจะให้เขารับลูกชิ้นปิ้งจากผมสักหนึ่งไม้ ผมกลับต้องขอร้องให้เขาเป็นผู้รับบ้างอย่างมากมาย ด้านที่งดงามและสวนทางกับกระแสหลักของสังคมเมืองกลับสะท้อนอยู่ในน้ำใจของคนตัวเล็กๆอย่างเขา

พลังสร้างสรรค์และพลังเชิงบวกอย่างนี้ มีอยู่จริงในปัจเจกทุกคน แม้ในสังคมเมืองที่ดูเหมือนว่าพรั่งพร้อมด้วยความเป็นวัตถุนิยม

การเสียโอกาสอย่างหนึ่ง บางทีก็กลายเป็นโอกาสได้ทำและได้สร้างความสร้างสรรค์สิ่งดีๆอีกอย่างหนึ่ง พวกเราได้นั่งปรึกษาหารือเรื่องงาน ได้นำเอาหนังสือดีๆมาแบ่งปัน ได้ทบทวนชีวิต ได้คุยสัพเพเหระซึ่งทำให้กลุ่มสนทนากลายเป็นเครื่องมือสอดส่องเห็นความเคลื่อนไหวของโลกกว้าง ไม่ได้ไปเวที Ignite Thailand ครั้งที่ ๒ นี้ก็ไม่เป็นไร ก็กลับมีโอกาสได้ประสบการณ์ที่ดีไปอีกแบบที่ก็คงหาไม่ได้ง่ายๆ

ที่สุด จากยังไม่ถึง ๕ โมงเย็น ก็รอกันไปจนเกือบ ๓ ทุ่ม จึงได้รถยกจากศูนย์บริการที่ดูแล้วน่าจะอยู่บนเส้นทางที่จะทำให้ไปรับรถกลับได้โดยสะดวกที่สุด ได้เห็นกิจกรรมชีวิตที่เคลื่อนไหวโลกและเคลื่อนไหวสังคมในเวลากลางคืน พวกเขาทำงานหมุนเวียนกัน ๒๔ ชั่วโมง เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมสร้างความสมบูรณ์ให้แก่สังคม ในยามที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้พักผ่อนหลับไหล เมื่อลากรถไปจอดที่ศูนย์บริการตามที่ต้องการแล้วก็เป็นอันโล่งใจกันไปเปราะหนึ่ง เลยก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งก็คงจะเป็นเวลาไล่ๆกันที่เวที Ignite เลิกพอดี คิดๆไปก็ดีเหมือนกัน เพราะถึงแม้ไม่ได้ไปหาความบันดาลใจจาก Igniters บนเวที Ignite อย่างที่ตั้งใจจะไปกัน แต่เราก็ได้ประสบการณ์ชีวิตและทำความบันดาลใจให้แก่ตนเองได้มากมาย และบางแง่มุมก็ได้ความเป็นจริงของชีวิตดีกว่าไปนั่งชมจากผู้อื่นเสียอีก

  Ignite   เวทีจุดประกายพลังเชิงบวกของปัจเจก

เวที Ignite ที่พวกเราตั้งใจแต่เดิมว่าจะไปนี้ เป็นเวทีพูดและนำเสนอจินตนาการความสร้างสรรค์ต่อสังคม สำหรับคนทั่วไปจากสาขาต่างๆซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่ดำเนินชีวิต ทำการงาน และมีความริเริ่มต่างๆในกระแสทางเลือก เป็นเวทีที่ส่งเสริมการคิดและการแสดงออกทางความริเริ่มสร้างสรรค์ที่ตกผลึกมาจากประสบการณ์ของแต่ละคน จัดเวทีเหมือนกับเป็นเวทีแสดงปาฐกถาสาธารณะ ผสมผสานกับความเป็นมืออาชีพในการจัดเวทีมหรสพและเวทีสำหรับแสดงออกทางความริเริ่มสร้างสรรค์ของผู้ที่มีใจรักต่อการทำงานเชิงสังคม

ผู้ที่ขึ้นไปนำเสนอจะได้รับการเสนอชื่อและเลือกสรรค์อย่างพิถีพิถัน จากนั้น จะไปแสดงออกร่วมกันในเวที Ignite ซึ่งจะจัดขึ้นไปตามประเด็นต่างๆและโดยมากจะทำให้เป็นประเด็นเชื่อมโยงกับแแหล่งที่จัดด้วย เช่น Ignite Chiang Mai, Ignite Bangkok, Ignite Thailand เหล่านี้เป็นต้น

ผู้ประสานงานและเป็น Administrative Project Manager คือ คุณพีรนุช สุวรรณรัตน์ มือ IT ของ บริษัทบัณฑิตเซ็นเตอร์ จำกัด ผู้ทำเว็บ krapook.com เป็นมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาประชากรศึกษา รุ่นน้องผมเอง

ผู้ได้รับเลือกสรรและเชิญขึ้นไปนำเสนอสิ่งต่างๆในเวที Ignite เรียกว่า Igniter หรือ 'ผู้จุดประกาย' 'คนทำให้ไฟติด' 'คนสุมไฟ' 'คนมีไฟ' 'คนยั่วยุ ท้าทาย โหมแรงไฟ' ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในวิถีผู้นำ ที่เรียกว่า Authentic Leadership ผู้นำที่มีอิทธิพลทางวิธีคิดและจิตใจ นำโดยไม่นำ นำโดยเป็นผู้เสริมสร้างพลังใจและเป็นความบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น หรือ Lead from behind

Igniter แต่ละคนจะทำงานร่วมกับทีมจัดเวที Ignite เพื่อเตรียมหัวข้อ แนวคิด และสไลด์หรือพาวเวอร์พ๊อยต์คนละ ๒๐ ภาพ และจะมีเวลาให้พูดนำเสนอเพียงคนละ ๕ นาที พูดเรื่องที่คิดว่าดีที่สุดในชีวิตในขณะนั้น ภายใน ๕ นาที ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็จะมีเวลา ๑๕ วินาทีต่อ ๑ ไสลด์ ...พูดให้ดีที่สุด...มีเรื่องราวมากที่สุด ทว่า ด้วยระยะเวลาที่สั้นที่สุดและในสภาพแวดล้อมที่กดดันที่สุด !!!!! ทั้งท้าทายและเป็นเวทีสร้างคน บ่มสร้างวิถีผู้นำโดยสถานการณ์ และเป็นวิถีผู้นำภาคพลเมืองที่น่าสนใจมากอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นวิถีผู้นำและภาวะผู้นำของปัจเจกทุกคนที่ไม่มีพลังอำนาจและเครื่องมือทางอำนาจอื่นใด นอกจากพลังทางสติปัญญา พลังของการสื่อสารและนำเสนอถ่ายทอด พลังของสื่อเฉพาะกิจและสื่อขนาดเล็กที่เข้าถึงและปฏิบัติการได้ในวิถีชีวิตของปัจเจก พลังคุณธรรมต่อส่วนรวมและพลังทางจิตใจ ส่งเสริมความเป็น Active Citizenship ของประชาชนทุกคนอยู่ในตนเอง

เวทีหนึ่งๆจะมี Igniter หรือผู้จุดประกาย เวทีละ ๑๐-๒๐ คน ก่อนการพูดและนำเสนอของ Igniter ซึ่งจะต่อเนื่องกันไปนั้น ก็จะมีการแสดงในเชิงสร้างสรรค์ และอาจจะมีคนอื่นๆหมุนเวียนกันขึ้นไปพูดคุยรอให้คนมาพร้อมกันก่อน ซึ่งก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ารายการจริง เมื่อมองจากองค์ประกอบทั้งหมดแล้ว Ignite จึงเป็นเวทีจุดประกายพลังเชิงบวกในตัวของปัจเจก รวมทั้งเป็นเวทีการแสดงออกถึงความสร้างสรรค์ของพลเมือง นำเอาพลังความตื่นตัวกับสำนึกต่อสังคมและความต้องการมีส่วนร่วมทางสังคมของผู้คนทุกสาขาอาชีพและทุกระดับชั้นด้วยวิถีทางที่สร้างสรรค์ ไม่รุนแรง ไม่แบ่งแยก ให้มาบรรจบกัน สร้างกิจกรรมชีวิตนอกบ้านที่เกิดขึ้นในพื้นที่สังคมเมือง ให้สะท้อนเนื้อหาการครุ่นคิดต่อสังคม ทั้งในบริบทความเป็นท้องถิ่นและความเป็นโลกาภิวัตน์

อาจจัดได้ว่า Ignite เป็นเวทีสร้างสรรค์การเมืองเชิงวัฒนธรรมของภาคพลเมืองในมิติใหม่ๆและเคลื่อนไหวในประเด็นส่วนรวมทั้งของท้องถิ่นและระดับโลก เวทีแต่ละครั้งจะเป็นเวทีหลากรส หลากประเด็น มีเพียงแนวคิดหลักหรือมี Theme ร่วมกันเท่านั้น บ้างก็สะท้อนไปสู่ประเด็นสุขภาพ บ้างสะท้อนสู่ประเด็นการศึกษาเรียนรู้ ความบันดาลใจแห่งชีวิต คุณค่า ความหมาย และคุณภาพแห่งชีวิต รวมทั้งจะมีการกำหนดวาระจัดเวที Ignite ร่วมกันทั่วโลกในเวลาเดียวกัน ตามหัวข้อต่างๆอยู่เป็นระยะๆ

เวที Ignite กระจายอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก เป็นรูปแบบกิจกรรมและแบรนด์ที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครต้องการจัดและเป็นเครือข่ายเวทีเชื่อมโยงกัน ก็สามารถริเริ่มและออกแบบเวทีได้อย่างไม่จำกัด รวมทั้งสามารถออกแบบโลโก้ได้ด้วยตนเองเพียงขอให้มีคำว่า Ignite และ Central-Connector รูปสายเชื่อมต่อสัญญาณเครือข่ายสื่อสาร ลักษณะเหมือนเกสรดอกไม้แตกออก ๓ ช่อ อยู่ในโลโก้ด้วยเท่านั้น เมื่อจัดขึ้นแล้วก็ส่งข้อมูลไปเผยแพร่ร่วมกันและแจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของทราบ ผู้ที่ริเริ่มเป็นชาวต่างประเทศ* ผู้ที่นำมาจัดในประเทศไทยคือ Web Master ของ krapook.com และ sanook.com ได้รับการตอบรับและเป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

เวที Ignite ครั้งหนึ่งๆจะใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงและจะเลือกจัดในช่วงเวลาหลังเลิกงานเพื่อให้สอดคล้องกับแบบแผนชีวิตการทำงานของคนชั้นกลางในสังคมเมือง เวที Ignite Thailand ครั้งที่ ๒ ที่จัดขึ้น ณ จุฬาลงกรณ์มหาวทิยาลัยในครั้งนี้ มี Igniters ที่โดดเด่นและน่าสนใจหลากหลายสาขา คลิ๊กเข้าไปดูได้ที่นี่

.......................................................................................................................................................................

   เชิงอรรถ    :

* เวที Ignite ริเริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๙ (คศ.๒๐๐๖) ที่เมือง Seattle สหรัฐอเมริกา โดย แบรดดี้ ฟอเรสต์ และเบร เพตติส ( Brady Forrest and Bre Pettis) โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัททำสื่อและแมกกาซีน O'Reilly Media และ MAKE magazine รูปแบบของเวที Ignite นับแต่ก่อเกิดขึ้น มีการดำเนินการด้วยบริษัทธุรกิจเอกชนครั้งเดียวในปี ๒๕๕๒ (คศ.๒๐๐๙) โดยเป็นการดำเนินการของบริษัท OSCON นอกเหนือจากนั้นเป็นการดำเนินการขึ้นอย่างอิสระด้วยการรับทุนอุดหนุนจากแหล่งต่างๆ และเปิดให้ผู้เข้าร่วมเวที Ignite ฟรี