ใกล้เข้ามาแล้วถึงเวลาที่ต้องกล่าว "คำอำลา" แม้ว่าได้เตรียมใจ เตรียมตัว และทดลองการใช้ชีวิตผ่านมากว่า ๑ ปีแล้วนั้น  สำหรับการที่ต้อง...ก้าวเดินจากไป "อยู่ก็ให้เขารัก จากไปก็ให้เขาคิดถึง"  ซึ่งจะพบได้จากป้ายงานเลี้ยงรับ เลี้ยงส่งเสมอ ดูเหมือนว่าฉันไม่แคร์คำนี้สักเท่าไร  เพราะฉันจะอยู่หรือจะจากไปฉันก็ทำตัวเหมือนเดิม  เหมือนที่ฉันเคยทำและฉันเคยเป็น  "ใครจะรักหรือใครจะคิดถึงฉันไม่สำคัญเท่ากับว่าฉันจะมีคนที่ฉันให้รักและคิดถึงสักกี่คน" ต่างหาก

        สิ่งที่ฉันได้เตรียมคือ ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำ"หนังสือ" เมื่อมาคิดดูว่า "จะมีสักกี่คนที่สนใจอยากอ่าน" เมื่ออ่านไม่ครบเนื้อความประโยชน์ก็แทบจะไม่มี  จึงเปลี่ยนมาเป็น "หนังสือทำมือ" ในจำนวนจำกัดเพียงไม่กี่เล่ม  มีไว้สำหรับคนที่ฉันอยากจะให้อ่าน 

        ลำดับต่อไปมีเป้าหมายที่ "ทุนการศึกษา" สำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนในทุกตำบล และสนับสนุนสมทบเป็นทุนของ "สมาคมครูนครไทย" เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาเช่นกัน  จึงได้ความคิดและรูปแบบที่ลงตัว  ดังต่อไปนี้

        จัดทำเสื้อยืดสีขาว มีข้อความสั้น ๆ "ครูนครไทย(รูปหัวใจ) เพื่อเด็ก" จำนวน ๑๐๐  ตัว  สำหรับการนำไปขายวันงานมุฑิตาจิตที่อำเภอ  ซึ่งจะทำให้กองทุนเพิ่มขึ้น  และเป็นสะพานบุญให้ผู้คนที่มาร่วมงานได้ร่วมบุญทำกุศลอีกด้วย  โดยจะนำรายได้มาแบ่งสรรให้กับศูนย์โรงเรียนแต่ละตำบล และโรงเรียนต่าง ๆ ต่อไปนี้

๑. ศูนย์พัฒนาเครือข่ายประสิทธิภาพนครไทย ๑ - ๕  จำนวนหนึ่ง สำหรับนำไปพิจารณาเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนของโรงเรียนในแต่ละศูนย์

๒.ส่วนหนึ่งนั้นได้เตรียมไว้สำหรับมอบเป็นกรณีพิเศษ  ให้กับโรงเรียนที่มีความสำคัญและได้มีส่วนสนับสนุนส่งเสริมสร้าง "ความเป็นครู" ให้ตลอดมา  เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่คือโรงเรียนต่อไปนี้

"โรงเรียนนครไทยวิทยาคม"  เป็นโรงเรียนแห่งแรกของอำเภอนครไทย  ที่ได้มารับใช้อยู่ระยะหนึ่ง  และที่นี่ได้ทำให้รู้จักคุณค่าของคำว่า "ครูดีเด่น" เป็นครั้งแรก  และทำให้ได้เรียนรู้ว่า "ชาวนครไทยมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรักจริงใจ และมีความเป็นกันเองสูง" นับเป็นแรงจูงใจที่ได้กลับมาอยู่นครไทยอีกครั้ง

"โรงเรียนบ้านน้ำลอม" เป็นโรงเรียนแห่งที่สอง  ที่ได้รับใช้อยู่เป็นเวลา ๖ ปีการศึกษา ทำให้รู้จักคุณค่าของชีวิตความเป็นครู  มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ  ตั้งแต่วิทยฐานะ "อาจารย์ ๑ ระดับ ๕ /อาจารย์ ๒ ระดับ ๕ /อาจารย์ ๓ ระดับ ๖ - ๗" ตามลำดับ

"โรงเรียนบ้านน้ำเลา" เป็นโรงเรียนที่ไม่เคยไปทำการสอน  แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียนและคณะครู  เป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจในการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ  สู่ความเป็นวิทยฐานะ  และกำลังใจในการทำงานตลอดมา

"โรงเรียนวิทยสัมพันธ์" เป็นโรงเรียนที่มีพระคุณท่วมท้น  ได้รับใช้ที่นี่เป็นเวลา ๗ ปี  ได้รับบทเรียนและประสบการณ์ชีวิตที่ดี  มีคุณค่ามากมาย   แม้จะมีความตั้งใจว่า"จะไม่ลาออกก่อนเกษียณ" แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจลาออก  ดูเหมือนเป็นคนพ่ายแพ้ในเกม  นับเป็นเรื่องปกติและธรรมดา ธรรมชาติของการแข่งขันย่อมมีแพ้ มีชนะ  คนแพ้ก็ต้องถูกคัดออกหรือตกรอบไป "คนแพ้ก็ต้องมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย" แพ้ในที่นี้หมายถึงแพ้การแข่งขันกับตนเอง  ถ้าหากมีโอกาสก็จะรับใช้โรงเรียนเหมือนเคย

๓. รายได้อีกส่วนหนึ่งได้เตรียมไว้ให้กับ  กองทุน "สมาคมครูนครไทย"  เพื่อประโยชน์อันเป็นส่วนรวมของสังคมครู  ในการรักษาสถานภาพของสมาคมครูนครไทย  ให้มั่นคงเข้มแข็งยิ่งขึ้น 

           คุณปู่ของฉันชอบอบรมหลาน ๆ ในยามว่าง  โดยนำลูกหลานมานั่งล้อมวง  แลกเปลี่ยนกันเล่านิทาน อ่านหนังสือ ตอบปัญหาทั้งทางโลกและปัญหาธรรมะ  และสั่งสอนมากมายหลายอย่างโดยไม่ซ้ำกัน  แต่มีเป้าหมายว่า "หลานของปู่ทุกคนต้องศรัทธาในการทำดี"  คุณปู่ได้สอนอีกอย่างหนึ่งว่า "แค้นนี้ไม่ต้องชำระแต่บุญคุณต้องทดแทน" ทำนองเดียวกันฉันก็ไม่เคยลืมคำสอนของคุณพ่อที่บอกว่า "ชีวิตมีไว้เป็นเดิมพัน"

          วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๓  จะจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน  ได้แก่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น  ก๋วยเตี๋ยวหมูสับ  ผลไม้  ลอดช่องไทย  และน้ำสมุนไพรแก่นักเรียนโรงเรียนวิทยสัมพันธ์  และนักเรียนก่อนวัยเรียนที่ศูนย์เด็ก ฯ เพราะถือว่านักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ให้ประโยชน์

       ความจริงไม่ได้เคยคิดที่จะมาเล่าเรื่องการลาออก  หรือการเขียนผ่านบันทึก  เพราะนึก"ละอาย" ไม่น้อยที่ไม่สามารถอยู่จนครบเกษียณอายุราชการ  แต่วันนี้ได้มีแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนรัก "คุณอุ๋ย" ได้โทรศัพท์มาถามเกี่ยวกับการเตรียมการ  เมื่อเขาฟังคำบอกเล่าแล้วเขาอุทานมาตามสายว่า "wow !!!!...a wonderful"  ขอขอบคุณผู้เป็นแรงใจ