การบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

เมื่อไหร่จะหายเสียที อาการปวดชา หลังและแขนของเรา ...เป็นมานานแล้วนะ เกือบจะสองเดือนแล้วละ.... ตอนนี้รับรู้และเข้าใจความเจ็บป่วยของคนไข้ได้มากขึ้นเลย ว่า....นอกจากความทุกข์ทรมานทางกายที่มีอยู่แล้ว ความวิตกกังวลยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ หากไปพบแพทย์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ยาที่รักษาเพียงแค่ประคับประคองอาการปวดเท่านั้น แล้วใครจะตอบคำถาม แล้วใครจะคลายความกังวลให้เราได้ คำอธิบายของแพทย์ ก็อธิบายแล้ว แต่เรายังไม่รู้สึกว่าจะเยียวยาความอยากรู้ของเราให้หาย ถามมากก็เหมือนรู้มาก แต่จริงๆ ความอยากรู้ของคนไข้ นั้น อยู่ภายใต้ความกังวล เราไม่เคยเป็นแบบนี้ เราปวด เราชา แต่ภายนอกเรายังคงดูปกติ เราต้องเป็นมากแค่ไหนกันถึงจะรู้เรื่องกันเสียที่ว่าจะรักษาแบบไหน รักษาได้ ทนได้ ก็รักษาไป ทนไม่ไหว ก็ไปที่อื่น อย่างนั้นหรือปล่าว ???

 ขอบคุณภาพ จาก http://cstproject.exteen.com/20090406/cg-sd

 

 

คุณภาพคือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสและค้นหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอย่างครบถ้วน ต่างหาก ที่เป็นคุณภาพที่มาจากหัวใจ ไม่มีคำถามที่แสดงถึงความเข้าใจในความกังวลของเรา ไม่มีคำถามเปิดโอกาสให้ได้ถาม ว่า สงสัยหรืออยากจะบอกอะไรไหม ไม่เคยดูอายุและการงานของเราประกอบกับการรักษา.... กินยาแล้วมาตามนัดนะ แค่นี้เอง.... โชคดีหน่อยวันนี้เราได้ทำกายภาพบรรเทาอาการปวด ชา ไปได้บ้าง แต่ที่แผนกกายภาพ เราได้เรียนรู้คำว่า”สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา Healing Environment” อย่างแท้จริง เพราะเราประสบมาด้วยตัวเราเอง

  

เครื่องมือทันสมัย ที่เจ้าหน้าที่แสดงว่าสามารถบรรเทาอาการปวดได้ ไม่ได้ช่วยเราให้หายจากอาการปวดใจ กังวลใจได้เลยแม้แต่น้อย เครืองมือบรรเทาปวด ที่ติดกับคอ แขน แล้วปล่อยให้เรานั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม มองทางขวามีตู้ ทางซ้ายมีเตียง ด้านหน้ามีม่านปิดมิดชิดไม่มีเพื่อน ไม่มีพี่น้อง ไม่มีคนที่มาแบ่งเบาความทุกข์ ความไม่สบายใจของเราลงได้เลย มีเพียงสัญญาณขอความช่วยเหลือที่ให้กด เมื่อเกิดอาการผิดปกติ ..อืม..นะ ในชีวิต(แม้จะเป็นพยาบาล) เพิ่งจะเจอเครื่องมือนี้ครั้งแรก ลองครั้งแรก เกิดอะไรยังไงก็ไม่รู้ รู้แต่แก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ ตอบกลับไป หลังจากได้รับคำบอก ว่า “ค่ะ” ได้รับคำตอบทันที เมื่อสัญญาณแสดงการหมดเวลาของเครื่องดังขึ้น หลายครั้ง จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง เจ้าหน้าที่ยังไม่เข้ามา เอ..แล้วเราต้องกดสัญญาณ ออดขอความช่วยเหลือกี่ครั้งกันแน่ ถึงจะเข้ามาช่วยเรา.... เวลาเราปกติ เราคงไม่คิด แต่เวลาป่วย แล้วคิดมากจริงๆ เรา...  หลังจากนั้นให้เราย้ายไปอีกห้องเพื่อดึงคอ รู้เพราะว่าเจ้าหน้าที่ ตะโกนสั่งกันว่า ห้องสอง ดึงคอ อ๋อ เรานั่นเอง... ความรู้อีกอย่างที่ได้รับจากที่นี่ พยาบาลถามว่าปวดตรงไหน เราบอกว่าไหล่ ไหล่ตรงไหน ก็ชี้ไปที่ไหล่ เขาบอกว่า ที่นี่เรียกว่า บ่า ไหล่ต้องอยู่ใกล้กับแขน ....มันเป็นประเด็นสำคัญมากมายใช่ไหมคะ ที่คนไข้ต้องเรียกให้ถูก

 

เดินออกจากห้องพร้อมกับข้าวของ เสื้อผ้า กระเป๋า สตางค์ โทรศัพท์ ย้ายไปโดยดี ในชุดคนไข้กายภาพที่แสนเซ็กซี่ เปิดโชว์หลังวาบหวิวออกจากห้อง ...เวลาเราไม่ป่วย เราไม่เคยคิดว่าการเป็นคนไข้เนี่ย โป๊ ไม่เป็นไร เน๊อะ !! แล้วก็มานอนบนเตียงอีกห้องหนึ่ง คงเป็นเครื่องดึงคอละ เพราะเรารู้อยู่แล้ว นอนไปโดยดี ....บนที่นอนที่เตรียมไว้อย่างเรียบร้อย มีหมอนอุ่นๆ รองที่ไหล่ และบ่า.. ติดตั้งเครื่องมือเสร็จ พร้อมให้ถือสัญญาณขอความช่วยเหลือไว้ในมืออีกตามเคย คราวนี้บอกว่าเครื่องจะดึงคอประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นปิดไฟแล้วก็เดินออกไป ความรู้สึกเดิมกลับมาอีกครั้ง ห้องสี่เหลี่ยมที่มองเห็นเพดานขาวๆ ตรงหน้า ประกอบกับเสียงเดิน เสียงเครื่องมือ เสียงการโทรศัพท์ เสียงสั่งอาหาร เสียงคุย ส่งเวรของเจ้าหน้าที่ ช่วยอยู่เป็นเพื่อนเราจนเรารู้สึกว่า 20 นาทีนั้น ช่างยาวนานเสียจริง

แล้ว 20 นาทีก็หมดเวลาลง เสียงเจ้าหน้าที่เปิดประตู ถอดเครื่องมือ พร้อมทั้งบอกว่า นัดอีกสองครั้งนะคะ ... เอ..แล้วเขาไม่อยากรู้หรือว่าเราเป็นอย่างไรบ้างกับการดึงคอของเขา มีแต่เสียงบอกให้เปลี่ยนเสื้อผ้ารับใบนัดข้างนอก...

 

ที่เล่ามาเป็นความรู้สึกของคนไข้คนหนึ่ง ที่น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับการทำงานของตนเอง หรือผู้ที่เข้ามาอ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย ความละเอียดอ่อน ความใส่ใจ ความเอื้ออาทร ความเข้าใจ การเยียวยาด้วยหัวใจ คุณภาพที่มาจากหัวใจและความเป็นมนุษย์ เพิ่งเข้าใจวันนี้เองค่ะ