มันเป็นเหงื่อที่ซึมไหลออกมาอย่างก้นบึ้งของชีวิต

วันนี้ตื่นนอนเช้าเป็นพิเศษ เพราะมีภารกิจสำคัญต้องพานิสิตและบุคลากรไปทอดเทียนพรรษาที่วัดชัยจุมพล บ้านขามเรียง ต.ขามเรียง จ.มหาสารคาม 

ไม่สิ,จะเรียกว่าพานิสิตและบุคลากรไปทอดเทียนก็คงไม่ถูกนัก เพราะอันที่จริง พวกเขาเองต่างหากที่เป็นคนพาผมไปทอดเทียนพรรษา 

แต่กว่าภารกิจแห่งใจจะแล้วเสร็จลง  เวลาทั้งปวงก็ล่วงเข้าเกือบๆ จะบ่ายโมงตรง ผมจึงสบโอกาสพาตัวเองปั่นจักรยานกลับมาเอนกายพักในชายคาอันเป็นห้องหับชีวิต  ถัดจากนั้นก็ยันกายลุกเพื่อทำหน้าที่พาสองหนุ่มน้อยไปฝาก “เรียนพิเศษที่บ้านนอก” ที่มีคุณปู่และคุณย่าเป็นครูสอนพิเศษ 

ครับ,เป็นปกติโดยแท้เมื่อเทศกาลเข้าพรรษามาเยือนคราใด  ผมแทบไม่มีโอกาสได้กลับไปสัมผัสอุ่นไอและกลิ่นอายแห่งวัฒนธรรมเช่นนี้ ณ บ้านเกิดของตัวเอง  เพราะภารกิจแห่งการงานได้ตรึงยึดผมไว้อย่างแน่นหนา.. 

ครั้งนี้น้องดินและน้องแดน ยังยืนยันในเจตนารมณ์ของการกลับไปพักชีวิตและเรียนรู้ชีวิตที่ชายทุ่ง โดยมีเปรยบอกอย่างนุ่มเนียนในทำนองว่า “บางทีคุณปู่อาจพาไปเวียนเทียนและจุดดอกไม้ไฟเหมือนปีที่แล้วด้วยก็เป็นได้” 

 

 

ผมออกเดินทางจากมหาสารคามในราวๆ บ่ายสามต้นๆ และจอดรถคู่ชีพบนแผ่นดินเกิดในราวๆ เกือบจะห้าโมงเย็น -

ทันทีที่ขนสัมภาระต่างๆ ขึ้นสู่รวงรังอันสมถะเสร็จสิ้น ผมและลูกๆ เดินลัดเลาะดูชมต้นไม้ที่ปลูกไว้อย่างตื่นเต้น บางต้นหยัดยืนกายคล้ายกำลังบอกว่า “ไม่ต้องห่วง...ผมกำลังโต”  แต่จำนวนไม่น้อยเลยที่ดูจะออกอาการ ผมไม่ไหว...ร้อนแล้งเหลือทน” ส่วนอีกกลุ่มก็ชัดเจนแล้วว่า “ตายสิ้น”  (ไม่หลงเหลือลมหายใจของการยืนต้นแตกกิ่งใบอีกต่อไป) 

ปีนี้, ฝนฟ้าดูเย็นชาเป็นที่สุด ต้นไม้ที่ปลูก หรือแม้แต่ผืนแผ่นดินแห่งท้องทุ่งดูเหมือนเป็นคนรักที่ถูกทอดทิ้งจากแผ่นฟ้าอยู่ไม่น้อย 

ครับ, มันคือปรากฏการณ์แห่งการเรียนรู้ระหว่างความเป็นมนุษย์โลกกับธรรมชาติ  เช่นเดียวกัน ก็เรียกได้ว่าคือผลพวงแห่งชะตากรรมที่เราต่างล้วนมีส่วนต่อการเสกสร้างไว้ทั้งสิ้น

 

ก่อนพระอาทิตย์หย่อนตัวลงจากปลายแผ่นฟ้าอันแสนไกล  ผมและลูกๆ ช่วยกันออกแรงรดน้ำต้นไม้กันอย่างแข็งขัน  บางขณะก็หยอกเล่นกับเจ้าสุนัขแสนซื่อตัวเดียวที่เหลืออยู่ รวมไปถึงการเล่นหัวเล่นหางกับวัวสองถึงสามตัว (ที่เริ่มคุ้นชินกับตัวตนของผมแล้ว...)และนั่นยังรวมไปถึงการเดินทอดเท้าไปดูหนองน้ำที่เริ่มแห้งขอด

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น พลอยให้เสื้อที่ผมใส่มาชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งไต่ปีนขึ้นมาจากหนองน้ำ
       ครับ, มันเป็นเหงื่อที่ซึมไหลออกมาอย่างก้นบึ้งของชีวิต ซึ่งผมรู้สึกได้อย่างไม่กังขาว่า “นานมากเลยทีเดียวกับการไม่เคยได้รู้สึกว่าความเปียกชื้นและกลิ่นเหงื่อที่ว่านั้นยังเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในตัวตนของผม” ... 

เฉกเช่นกับกลิ่นโคลนสาปควาย (วัว) ที่ติดแน่นอยู่ในฝ่ามือก็เข้มข้นไม่ต่างกัน เพราะไม่จำเป็นต้องยกมือขึ้นสูดดม,ไม่จำเป็นต้องมีลมพวยพัดอย่างแรงลุก กลิ่นที่ว่านั้นก็โชยแรงราวกับถูกแต้มไว้ที่ปลายจมูกของผมเอง 

ครับ, มันอาจไม่ใช่กลิ่นที่หอมชวนแช่มชื่นของใครๆ เท่าใดนัก  แต่สำหรับผมแล้ว  มันเป็นกลิ่นที่มีความสด,มีชีวิต และมีเสน่ห์อย่างมหาศาล และที่สำคัญเลยก็คือ มันเป็นกลิ่นอายแห่งความอบอุ่น,มีพลัง และสามารถเตือนความจำผมได้เป็นอย่างดีว่า ”ผมเป็นใคร,มาจากที่ไหน, กำลังเดินทางไปที่ใด, และมีความสุขในระดับใดกับความเป็นปัจจุบันของชีวิต...”

 

 

 .........................................................

หมายเหตุ

ผมมีความสุขมากกับการพาตัวเองที่เต็มไปด้วยกลิ่นโคลนสาปควายเดินดุ่มๆ เข้าไปในร้านจำหน่ายสินค้า ณ ปั้มน้ำมันหรูแห่งหนึ่งที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ...
(คล้ายกับเป็นการประกาศศักดาว่า กลิ่นนี้...เป็นกลิ่นอายแห่งชีวิตที่ปราศจากการปรุงแต่งโดยแท้)

๒๔ กรกฎาคม ๕๓