๑๒-๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้มีงานสัปดาห์หนังสือ ผมจึงได้ไปเตร็ดเตร่ดูความเคลื่อนไหวของงานสร้างสรรค์และงานความรู้ที่สะท้อนอยู่ในหนังสือจากหลายสำนักพิมพ์ทั่วโลก แล้วก็ได้เห็นหนังสือดีๆหลายเล่ม ขอนำมาคุยแบ่งปัน สักเล่มสองเล่มทางด้านศิลปะ

ทั้งสองเล่ม จัดว่าเป็นงานแนวบูรณาการพหุปัญญา Integration and Multi-Intellectualistic และ Transformative Learning ซึ่งงานในแนวนี้ จะเป็นงานแนวข้ามโหมด ส่องทางกัน และสะท้อนซึ่งกันและกันแบบข้ามกรอบ ข้ามพรมแดนความแตกต่าง ซึ่งทางด้านศิลปะกับทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์นั้น ปรากฏให้เห็นในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาไม่มากนัก แต่ครั้งนี้มีความหลากหลายพอสมควร และโดยมากเป็นงานที่ผลิตออกมาไม่เกิน ๑๐ ปี

       เปิดพรมแดนศิลปะสู่ความรู้บูรณาการข้ามกรอบและข้ามศาสตร์

วิถีพหุปัญญาบนงานศิลปะแนวนี้ จะเห็นวิธีชมงานศิลปะอย่างเข้าถึงความซาบซึ้งและได้สัมผัสมิติสุนทรียภาพของมนุษย์ ขณะเดียวกันก็อ่านภาษาศิลปะ ข้ามโหมดงานสร้างสรรค์ทางปัญญา ให้วิธีมอง วิธีวิเคราะห์ พิจารณา หยิบยืมวิธีการกันและกันไปมากับศาสตร์สาขาอื่น ทั้งวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ วิพากษ์ และการสร้างความหมายของทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จิตวิทยาและศาสตร์ทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจต่อโลกของสรรพสิ่งอย่างหลากมิติและรอบด้าน ซึ่งโดยทั่วไปนั้นเรามักรับรู้ว่างานศิลปะต้องให้ประสบการณ์ด้านความงามและสุนทรียภาพ ทว่า งานในแนวนี้ จะเห็นถึงบทบาทของกระบวนการทางศิลปะในการสร้างความรู้และสื่อสะท้อนความจริง

วิธีผสมผสานที่ทำให้ได้วิธีคิดและความรู้หลากมิติอย่างนี้ จะพบว่าแตกต่างจากการอ่านงานเขียนที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาก โดยจะเห็นทั้งความรู้เชิงลึกและความรอบด้านที่สะท้อนไปสู่มิติอื่นแบบก้าวกระโดด ดูสีสันและภาษาองค์ประกอบของศิลปะ-->แล้วก็สามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบไปอธิบายสังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ พัฒนาการทางเทคโนโลยี และสารพัดที่เป็น Transformative Learning ในอีกแนวทางหนึ่ง

เหมือนกับฟังเพลง-->แล้วเขียนถ่ายทอดเป็นรูป | ดูรูป-->แล้วเขียนสะท้อนความคิดเป็นบทกวี | อ่านบทกวี-->แล้วก็กลับได้วิธีคิดแก้ปัญหาสังคมเชิงบวก | เขียนตัวอักษรและวาดรูปด้วยพู่กัน-->ก็สั่นสะเทือนภาวะภายในให้บรรลุธรรม | เลี้ยงลูกดีเห็นลูกประสบความสำเร็จ-->ทำให้เขียนรูปได้งดงามและเส้นอ่อนหวาน เหล่านี้เป็นต้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ จัดว่าเป็นความรู้และวิถีปัญญาที่สามารถกระโดดข้ามโหมด(Mode) ทั้งวิธีการ ลักษณะข้อมูล ชนิดของประสบการณ์ เปลี่ยนผ่านจากสิ่งหนึ่งไปยังอีกสิ่งหนึ่งราวกับเป็นคนละชนิดหรือปลูกถ่ายขึ้นใหม่ทั้งสารบบ ไม่มีความเกี่ยวเนื่องที่จะอธิบายได้ด้วยวิธีการคิดเชิงเดี่ยว  เหมือนกับเป็นโรคปวดหัวแล้วหาวิธีเปลี่ยนขนาดรองเท้าเลยทำให้หายปวดหัว ดังนี้เป็นต้น

       Art Practice as Research : Inquiry in Visual Arts    

                        

เล่มแรก   Art Practice as Research : Inquiry in Visual Arts   การเขียนรูปและกระบวนการทางศิลปะเพื่อเป็น Entry-Point เข้าสู่พรมแดนความรู้และงานทางปัญญาในมิติอื่นๆ รวมทั้งการใช้วิธีทำงานศิลปะและกระบวนการศิลปะเพื่อวิจัยและสร้างความรู้ที่ลึกซึ้ง

เมื่อประมาณปี ๒๕๔๙ ผมและกลุ่มนักวิชาการสหสาขาของมหิดล ประกอบด้วยอาจารย์นักวิทยาศาสตร์สุขภาพหลายสาขา ได้จัดเวิร์คช็อปกันโดยผสมผสานความเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และศิลปะ เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เดียวกัน ต่อมาก็บันทึกแนวคิดและวิธีการการพัฒนาการคิดคลี่คลายโดยวิธีการทางศิลปะ[คลิ๊กเข้าไปชมและอ่านรายละเอียดที่นี่] ทำหมายเหตุขึ้นกรอบและแนวคิดทดไว้ก่อน จากนั้น ก็หาหนังสือและงานวิจัยอ่านศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นฐานสนับสนุนแนวคิดกับวิธีการคล้ายกับที่ได้พบอีกครั้งในครั้งนี้ แต่ก็หาไม่ได้ดังที่ต้องการสักที รวมทั้งในปี ๒๕๕๐ ก็ได้เขียนหนังสือการพัฒนาพลังทางศิลปะเป็นหมายเหตุความคิดไว้เพื่อศึกษาค้นคว้าและหาบทเรียนจากประสบการณ์ในการทำงานเชิงสังคมต่อไป [คลิ๊กเข้าไปอ่านรายละเอียดและโหลดฟรีที่นี่ หนังสือ การพัฒนาพลังทางศิลปะ]

เมื่อกว่า ๑๕ ปีก่อน ก็เคยอ่านบทความและงานเขียนของต่างประเทศพอได้สะดุดความคิดที่สอดคล้องกับสิ่งที่กรุ่นอยู่ในใจได้บ้าง แต่ครั้งนั้นก็พบว่าเป็นงานเขียนที่ผู้เขียนพยายามพิจารณาจากทรรศนะนักวิทยาศาสตร์สังคม ซึ่งให้ความลึกซึ้งและเผยให้เห็นความเป็นจริงในมุมมองใหม่ๆหลายประการด้วยกัน ทว่า ก็มีข้อจำกัดด้วยขาดจุดยืนในการพิจารณาด้วยทรรศนะคนทำงานศิลปะ แม้หลายเรื่องจะพยายามใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนทำงานมาเป็นแหล่งอ้างอิงชั้นต้น แต่ก็เข้าถึงได้เพียงความรู้ระดับทรรศนะวิพากษ์เท่านั้น ไม่สามารถกล่าวถึงมิติเชิงสะท้อนโลกและการแสดงความความหมายออกมาจากวิธีการทางศิลปะโดยตรง

Art Practice as Research : Inquiry in Visual Arts เล่มนี้ ก็ให้ความรู้ในด้านที่ขาดหายไปจากที่ได้กล่าวถึงข้างต้น โดยเป็นการเดินออกจากกรอบตนเองของนักวิชาการศิลปะไปสู่ทรรศนะที่ขยายกรอบครอบคลุมไปถึงพรมแดนอื่นนอกเหนือจากมิติความงามและสุนทรียภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดในการพิจารณาด้วยทรรศนะสาขาอื่นที่มองเข้ามายังศิลปะดังที่ปรากฏอยู่ในงานที่ได้กล่าวมา

กระนั้นก็ตาม ก็นับว่าเป็นการสร้างมิติใหม่ของการเดินเข้าหาความเป็นเอกภาพความต่างกันของปัจเจกและสังคม ทำให้เห็นได้มากขึ้นว่าบทบาทของศิลปะมิได้มีมิติเดียว ทว่า เป็น Entry-Point เพื่อสร้างความรู้อย่างเป็นระบบ เดินเชื่อมโยงไปหาทรรศนะและศาสตร์สาขาอื่น พร้อมกับสามารถให้ทรรศนะการเข้าใจและจัดความสัมพันธ์ในกรอบใหม่ๆที่งดงามและเติมเต็มให้แก่กันได้มากยิ่งๆขึ้น ในทรรศนะผมแล้ว ถือว่าเป็นสัญณาณความก้าวหน้าอีกก้าวหนึ่งของวิธีวิทยาในการสร้างความรู้ (Knowledge Creation) และวิธีเห็นโลกของสรรพสิ่ง(Ways of Knowing) ที่นำเสนอออกมาจากนักวิชาการทางศิลปะและสังคมวิทยาศิลปะแนวบูรณาการ 

       Art : The Definitive Visual Guide      

                         

                        

                        

อีกเล่มหนึ่ง คือ...  Art : The Definitive Visual Guide  คอหนังสือและคอศิลปะเห็นแล้วต้องครางฮือเลยทีเดียว

โดยเนื้อหาแล้ว หนังสือ Art : The Definitive Visual Guide ราวกับเป็น Encyclopedia ทางศิลปะของโลกที่จะสามารถแยกเล่มได้สัก ๔๐ เล่มของ ๔-๕ ยุคสมัย สักยุคละ ๑๐ เล่มย่อยๆ นับแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโบราณ ยุคศิลปะสมัยใหม่ กระทั่งความเคลื่อนไหวที่เป็นความก้าวหน้าทางศิลปะของทั่วโลก ทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

นอกจากนี้ บทนำของหนังสือซึ่งเหมือนกับผนวกตำราว่าด้วยหลักทฤษฎีทางศิลปะกับการวิเคราะห์ทางศิลปะและสังเคราะห์แบบแผนที่สะท้อนอยู่ในศิลปะต่างๆทั่วโลกเข้าไว้ให้เกิดปัญญาและทรรศนะอันกว้างขวาง ก็ให้หลักเกณฑ์การชมและเรียนรู้โลกกว้างผ่านการชมงานศิลปะซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยได้รู้จัก สมกับเป็นหนังสือและตำราที่พาท่องเข้าไปในประสบการณ์ปัญญาสร้างสรรค์ด้านศิลปะของทั้งโลกด้วยวิธีการต่างๆหลายวิธี

ภายในเล่มมีผลงานของศิลปินและจิตรกรทั้งหมดที่เราเคยรู้จักและไม่เคยรู้จักอย่างพรักพร้อมเป็นที่สุด รวมทั้งงานสร้างสรรค์ทางศิลปะที่เป็นลายมือและจิตวิญญาณของสังคมต่างๆ ซึ่งรวมถึงของประเทศไทย กลุ่มประเทศอาเซียน และทุกอารยธรรมของโลก

ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในหนังสือหนาเตอะเล่มเดียว ความหนา ๖๑๑ หน้า ขนาดกระดาษ A3 เจียนขอบย่อมกว่าหนังสือมติชนสุดสัปดาห์นิดหน่อยเท่านั้น ภาพประกอบ ๔ สีบนกระดาษอาร์ตด้าน ๘๐ แกรม ซึ่งทำให้คุณภาพการพิมพ์ ความคมชัด การแสดงผลด้านสีสัน และมิติ Half-Tone ให้ความงดงามสมกับเป็นหนังสือชั้นเยี่ยมทางศิลปะ

ผมเห็นขนาดนี้แล้วเลยได้แต่นั่งดู เปิดชม แล้วก็ลูบๆคลำๆอยู่เป็นนาน ไม่คิดว่าจะซื้อ และมั่นใจว่าไม่มีกำลังซื้อเป็นของตนเองแน่นอน เพราะเมื่อก่อนนี้ หนังสืออย่างที่พรรณามานี้ ควรจะเล่มละหมื่นกว่าบาท จึงต้องขอนั่งลง จมอยู่กับกองหนังสือ เพื่ออ่านและชมภาพเร็วๆ เป็นชั่วโมง แต่เจ้าของและพนักงานขายมาบอกว่าเล่มละ ๒,๙๐๐ บาท ทำให้รีบตัดสินใจซื้อเพราะเหลืออยู่เล่มเดียวด้วย แล้วก็สั่งเข้าห้องสมุดมหาวิทยาลัยเพื่อให้นักศึกษาซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้มีไว้เพื่อศึกษาค้นคว้าด้วย

หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนที่ระดมนักวิชาการแนวนี้มาร่วมกันเขียน ๑๒ คน Andrew Graham-Dixon เป็นบรรณาธิการที่ปรึกษา และมีบรรณาธิการร่วมกัน ๔ คน เป็นหนังสือออกเมื่อปี ๒๐๐๘ หรือ ๒๕๕๑ เมื่อปีกว่ามานี้เอง

เนื้อหาของหนังสือ นำเอางานศิลปะมาเป็นจุดเริ่มต้นเปิดเข้าสู่พรมแดนต่างศาสตร์ สรรพวิชา และมิติใหม่ๆของ ความงาม ความดี ความจริง และสุนทรียภาพ ทำให้เห็นความสะท้อนกันและกันในความสร้างสรรค์ของมนุษย์จากสังคมต่างๆทั่วโลก ข้ามยุคสมัยครอบคลุมกรอบเวลากว่า ๕,๐๐๐ ปี กล่าวได้ว่าข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงของโลกจนเป็นของสากลที่ไม่ปรากฏเชื้อชาติและขอบเขตประเทศอย่างเจาะจงเลยทีเดียว เห็นความร่วมกันและความเป็นสากลที่ปรากฏในงานศิลปะ มากกว่าที่เคยเห็นจากวิธีการอธิบายสังคมโลกในศิลปะก่อนหน้านี้

กระนั้นก็ตาม ก็มีความเป็นการศึกษาโดยใช้กรอบการพิจารณาอิงอยู่กับศิลปะยุโรป อเมริกา และสังคมโลกตะวันตก รวมทั้งวิธีวิเคราะห์โดยใช้ภาพรวมในภูมิภาคต่างๆของโลก เป็นหลัก ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดในการเห็นความหลากหลายในแง่มุมที่ต่างออกไป โดยเฉพาะศิลปะและงานสร้างสรรค์ที่สะท้อนวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ในการดำรงอยู่ของสังคมต่างๆ

แล้วจะค่อยๆย่อยมาแบ่งปันให้ฟังนะครับ คอศิลปะและคนทำงานแนวบูรณาการต้องชอบแน่นอน.

.......................................................................................................................................................................

เรื่องที่ ๑ Assemblage,Junk, and Land Art
            เมื่อขยะ ความเปล่าร้าง สื่อพลังสร้างโลกของเมือง