สวัสดีครับน้องคุณครูอ้อยเล็กครับ

  • ตัวเล็กจนแทบจะต้องถลนตาเอาไปแปะที่หน้าจออย่างแมลงวันเลยละครับ
  • ได้ความรู้ดีครับ เคยเห็นท่าน ศาสตราจารย์ ดร.วิรุฬ ตั้งเจริญ อธิการบดี มศว.ประสานมิตรท่านพูดถึงอยู่เมื่อหลายปีมาแล้ว แล้วก็ดูเหมือนผมจะได้อ่านจากที่ไหนสักแห่ง ...จากบทความของคุณณัฐรดาหรือเปล่านะครับ รู้สึกว่าเมื่อไม่นานมานี้เอง
  • เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายวิธีพัฒนาคนอย่างไม่แยกส่วนอีกแนวหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ
  • เป็นแนวการพัฒนา Individualist ที่สอดคล้องกับแนวคิด Mastery Learning ของ Bloom ที่เชื่อว่าปัจเจกทุกคนค้นพบและเข้าถึงความเป็นเลิศในตนเองซึ่งมีอย่างแตกต่างกันได้ทุกคน เหมือนกันนะครับ
  • แต่แนวพหุปัญญญานี่นอกจากจะเน้นความเป็นเลิศว่ามีอยู่หลายด้านแล้ว ก็เน้นการพัฒนาความเป็นเลิศที่มากกว่า ๑-๒ ด้านขึ้นไปในปัจเจกคนหนึ่ง
  • ในแนวประชาคมที่เน้นวิธีทำงานแบบรวมกลุ่มของปัจเจก กับแนววิถีชุมชน ก็น่าจะนำเอาแนวคิดอย่างนี้ไปเป็นแนวคิดได้ด้วยเช่นกันครับ
  • แต่พอหน่วยการพิจารณายกขึ้นจากระดับปัจเจกบุคคล เป็นระดับกลุ่มคนและระดับชุมชน ก็จะมีแนวคิดเรื่อง Collective Leadership และ Potential-Social Capital เข้ามาช่วยเป็นแนวคิดสำหรับชี้นำการปฏิบัติ
  • การรวมกลุ่ม และภาวะผู้นำที่หลากหลายของหมู่คณะนั้น ก็มีแนวคิดและแนวอธิบาย ที่พอจะกล่าวโดยสรุปได้อย่างนี้ว่า....หากได้วัฒนธรรมการทำงานด้วยกันในวิถีการเรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ในแนวราบหรือแนวประชาคม กลุ่มการรวมตัวกันของปัจเจกและความเป็นชุมชน ก็จะผลิตพลังพหุปัญญาออกมา ให้คนเรามีความสามารถช่วยกันแก้ปัญหายากๆและสร้างความเป็นส่วนรวมได้เป็นอย่างดี ดูๆแล้วก็จะคล้ายกันเหมือนกันนะครับ
  • แต่แนวคิดที่เน้นการรวมกลุ่มของปัจเจก และเน้นวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ความเป็นส่วนรวมด้วยความเป็นชุมชนอาจจะมีข้อปลีกย่อยที่ต่างขึ้นมาอีกนิดหน่อย
  • นอกจากความเป็นเลิศหลายๆด้านของแต่ละคนระดับปัจเจกแล้ว เขาเชื่อว่าทุกคนเป็นทุนศักยภาพและทุนมนุษย์ของสังคม แม้ในคนที่อาจจะไม่ได้มีความฉลาดที่พอจะสามารถระบุออกมาเป็นด้านได้อย่างเจาะจง อีกทั้งตลอดชีวิตก็อาจจะไม่ได้ตายตัวอยู่กับความสนใจเพียงบางด้านอย่างแยกส่วน เมื่อมีพื้นฐานความเป็นชุมชนและการพัฒนาวิธีเรียนรู้ที่จะระดมพลังผสมผสานกันที่ดีได้ พลังเชิงบวกและภาวะผู้นำอย่างพหุปัญญา ก็จะเกิดขึ้นอย่างทวีคูณ ซึ่งก็จะเหมาะสมสำหรับการอยู่ร่วมกันของทุกคนไปอีกแบบหนึ่ง
  • ในแนวคิดอย่างหลังนี้ มีแง่มุมที่จะก่อเกิดจาก 'ความร่วมกัน' ซึ่งเมื่อแต่ละคนอยู่ตามลำพังแล้วจะไม่สามารถมีและเกิดขึ้นได้คือ เมื่อมีพื้นฐานความเป็นกลุ่มก้อนและชุมชนแล้ว ความมีใจต่อใจและความสามารถสื่อพลังแห่งความเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนหมู่คณะ ก็จะทำให้แต่ละคนเป็นความบันดาลใจซึ่งกันและกัน ซึ่งองค์ประกอบจากพลังความร่วมกันในลักษณะดังกล่าวนี้ จะสามารถทำให้คนไม่ฉลาดกลายเป็นคนฉลาดได้ และคนฉลาดที่ตีบตันทางความคิดก็จะเกิดความบันดาลใจ ดึงพลังสร้างสรรค์ในตัวเองออกมาได้อย่างมากมาย
  • สองแนวคิดนี้บวกกัน ก็จะยิ่งทำให้เราได้แนวคิดสำหรับปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆในเงื่อนไขแวดล้อมที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งๆขึ้นเลยนะครับ