สัมผัสแรกที่รู้ตัวว่าเป็นโรคไตนั้น คล้ายกับว่า ลมหายใจชีวิตในห้วงท้ายกำลังสิ้นสุดลงก็ไม่ปาน มันเหมือนเห็นความตายยืนตระหง่านอยู่ในระยะประชิด หันซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นใครพอจะเกี่ยวยึดประคองได้

 

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓)
          ผมและทีมงานเดินทางออกจากมหาสารคามในราวๆ ๙ นาฬิกา  โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่การไปร่วมงาน “จิตอาสาที่โรงพยาบาลหนองคาย” (go to know go to หนองคาย)
          การไปครั้งนี้ผมพ่วงพาทีมงานไปด้วยเหมือนทุกครั้ง          
          ทีมงานที่ว่านั้น ก็ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่และนิสิต  โดยหวังว่าพวกเขาจะเรียนรู้อะไรๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น  ได้ยืนอยู่หน้าเวทีด้วยตนเอง  ได้นั่งล้อมวงรับฟังและพูดคุยเรื่องราวนานาประการจากผู้ร่วมเสวนา

          และที่สำคัญก็คือ  ผมอยากให้เขามีเครือข่ายที่กว้างขวางมากขึ้น และเห็นพลังของคำว่า “จิตอาสา”  เพราะผมเชื่อว่า “จิตอาสา” คือทางรอดของสังคม

          นอกจากนั้น  ผมยังอยากให้เขาสัมผัสถึงความเป็นคนจิตอาสาของชาว G2K ที่มาต่างทิศต่างถิ่น  แบบว่าไม่คุ้นหน้าแต่คุ้นใจ  และมีความสัมพันธ์ทางใจราวกับคนคบค้าสมาคมกันมาเป็นสิบๆ ปี 
          ปรากฏการณ์ของจิตอาสา G2K จะช่วยให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ของผม รับรู้ได้ว่า โดยเนื้อแท้นั้น ไม่มีที่ใดในโลกใบนี้ที่ความดีงามจะเดินทางไปไม่ถึง  เมื่อเรารู้ข่าวความดีงามใดๆ 
ก็ไม่ควรปล่อยเลยให้ความดีงามนั้นๆ ต้องเดินทางไปอย่างเดียวดาย  มันเป็นหน้าที่ของคนทุกคน
ที่ต้องช่วยกัน  ใครทำอะไรได้ก็ต้องทำ  เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีกว่าไม่ทำ...

       
         ครับ, นั่นคือ  เหตุผล หรือโจทย์ที่ผมอยากให้เขาสัมผัสด้วยตนเอง  มันเป็นวิธีสอนของผม  สอนแบบพาไปดูให้เห็นกับตา... 
         และเมื่อไปถึง ผมก็มักถอย หรือถอนตัวเองออกมา  เพื่อผลัก หรือดันให้พวกเขาได้ก้าวเข้าสัมผัสในเรื่องนั้นด้วยตัวเองให้มากที่สุด         
         วิธีการเช่นนั้น คือสไตล์ที่ผมเป็นนั้นมาโดยตลอด  ผมเป็นประเภทนักคิดและซุกตัวอยู่
ด้านหลัง  เป็นประเภทคิดแต่ไม่เอ็นเตอร์เทน  หรือเรียกแบบเก๋ๆ ว่า หน้าไม่ยิ้มแต่หัวใจยิ้มก็ไม่ผิด
         กระนั้นพวกเขาก็รู้ดีมาโดยตลอดว่า  อย่างไรก็ตาม  เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง  พวกเขาจะต้อง “ถอดบทเรียน”  ให้ผมฟังเท่านั้นเอง....(ฮา)

 

 

ในเวทีครั้งนี้  ผมได้พบกัลยาณมิตรแห่ง G2K มากมาย
          การได้พบเจอคนที่เราอยากเจอนั้น  ประหนึ่งว่า  เราได้รับคำพร หรือของขวัญอันล้ำค่าจากโลกและชีวิตอย่างน่าทึ่ง

          ถึงแม้การพบเจอในห้วงเวลาอันน้อยนิดนั้น  จะไม่ทำให้เราได้พูดคุย หรือแลกเปลี่ยนกันเท่าที่ควร  แต่ภารกิจเฉพาะหน้าตรงนั้น  ก็ตอบได้ชัดเจนว่า “เรารักและปรารถนา”  ในสิ่งเดียวกัน 
          นั่นก็คือ “ความรักและความปรารถนาดี” ต่อเพื่อนมนุษย์
          (ฟังดูยิ่งใหญ่มากครับ แต่ความยิ่งใหญ่ก็สร้างจากมนุษย์ตัวเล็กๆ ด้วยกันทั้งนั้นมิใช่หรือ)

          และสำคัญที่สุดก็คือ  เราต่างตระหนักรู้ว่า  เรากำลังเรียนรู้ตัวตนของการเป็นผู้ให้  
          ในทำนองเดียวกันนั้น  เราก็กำลังเรียนรู้ที่จะบอกกับผู้รับว่า  เราเป็นแต่เพียง “ผู้นำสาร”  เท่านั้น  เพราะแท้จริงแล้ว  ยังมีคนรักและคนปรารถนาดีต่อพวกเขาอย่างมากมาย  เพียงแต่เดินทางมาไม่ได้เท่านั้นเอง

          ซึ่งทั้งปวงนั้น  ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับคำว่า “โลกไม่เงียบเหงา...เพียงเพราะมีคนให้เราได้คิดถึง” ...

  

 

ทันทีที่กิจกรรมการแยกกลุ่มเริ่มต้นขึ้น
          ผมพาตัวเองมานั่งสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ  โดยมีมะเดี่ยว (สายลม) น้องชายสุดที่รักเขยิบ
มาเจ๊าะแจ๊ะศาสตร์กับผมอย่างเงียบๆ
          เราคุยกันถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านพ้นมาในภาคเช้า  รวมถึงการพยายามเงี่ยหูฟังเรื่องราว
ที่คนในกลุ่มได้ “เปิดเปลือย”  สื่อสารออกมาให้เพื่อนร่วมกลุ่มได้รับรู้... รับฟัง...หรือแม้แต่ได้ร่วมชะตากรรมไปด้วยกัน
          ซึ่งทั้งเจ้าหน้าที่และนิสิตของผม  ก็พาตัวเองขยับเข้าไปร่วมล้อมวง “เล่า” กับกิจกรรมนั้นอย่างไม่อิดออด  ผมจึงได้แต่ภาวนาว่า  พวกเขาคงได้เรียนรู้อะไรบ้างล่ะ  อย่างน้อยก็เรียนรู้เรื่องคุณค่าของการใช้ชีวิต...เรียนรู้เรื่องมิตรภาพจากกันและกัน  รวมถึงเรียนรู้ความหมายของการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

          เสร็จจากนั้น  เมื่อถึงเวลาแห่งการสะท้อนบทเรียน  โดยพี่หนานเกียรติและพอลล่า
ให้แต่ละกลุ่มทำการคัดเฟ้นผู้แทนมานำเสนอเรื่องราวที่ชวนประทับใจให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ร่วมกัน 
         ถึงตรงนั่นแหละ  ทั้งผมและมะเดี่ยว จึงถือโอกาสแยกตัวออกจากกัน เพื่อลัดเลาะไปทำหน้าที่บันทึกภาพและร่วมเทใจซึมซับเรื่องราวต่างๆ อย่างใจจดใจจ่อ

 

 
 

         โดยหลักแล้ว  แต่ละกลุ่มดูเหมือนจะบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคนอย่างเปิดเปลือย 
นับตั้งแต่พื้นเพชีวิต  จนกระทั่งมารู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคไต...
         บางคนบอกเล่าสัมผัสแรกที่รู้ตัวว่าเป็นโรคไตนั้น  คล้ายกับว่า  ลมหายใจชีวิต
ในห้วงท้ายกำลังสิ้นสุดลงก็ไม่ปาน  มันเหมือนเห็นความตายยืนตระหง่านอยู่ในระยะ
ประชิด  หันซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นใครพอจะเกี่ยวยึดประคองได้
 
         ยิ่งได้ยินคำว่า “ระยะสุดท้าย”  ยิ่งเหมือนตัวเองกำลังจะแตกดับสลายกลายเป็นธุลีปลิวหายไปกับสายลมยังไงยังงั้นเลยทีเดียว
         แต่ครั้นพอตั้งสติได้  ก็ยังต้องมาปวดกะบาลกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ดูแล้วช่างมากมาย
ก่ายกองเหลือทน  บางคนถึงขั้นคิดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าจะเอาแรงที่ไหนมายืนหยัดสู้กับเจ้าโรคไตที่ว่านี้ได้
         จนแล้วจนรอด  หลายต่อหลายคนก็ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างทระนง



        

        
         สิ่งสำคัญที่ผมรับรู้และสัมผัสจากเรื่องเล่าเหล่านั้นก็คือ  การมีหัวใจอันกล้าแกร่ง พร้อมที่จะยอมรับสภาวะความจริงที่ผู้ป่วยเป็นอยู่... หรือแม้แต่การพลิกวิกฤตเป็นโอกาส  แทนที่จะสิ้นหวัง หดหู่  ก็ปรับใจเข้าสู่การเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดในวันเวลา
ที่เหลือ

         ผมว่าตรงนี้คือเรื่องของ “ทัศนคติเชิงบวก”  โดยแท้  เพราะมันช่วยย้ำให้รู้ว่าหัวใจของมนุษย์นั้นเข้มแข็งมากยิ่งนัก และมนุษย์ก็ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อจะพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยปราศจากการต่อสู้
         ถัดจากนั้น  ผมเห็นว่าเรื่องความรักจากคนในครอบครัวก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งใหญ่  เพราะทุกคนยืนยันได้ว่า  การมีคนข้างๆ ยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันนั้น ถือเป็นอาวุธอันทรงพลานุภาพอย่างยิ่งใหญ่ในการต่อกรกับโรคภัยไข้เจ็บ
         มันเป็นปรากฏการณ์แห่งการพิสูจน์วิถีแห่งรักโดยแท้ว่า  "ในยามทุกข์ยามยากเช่นนี้ 
คนที่เคยบอกว่ารักเรามากมายนักหนานั้น  ยังคงยืนเคียงข้างเราอยู่อีกหรือไม่  เขายังรู้สึกเจ็บปวด ..รู้สึกร้อนหนาวไปกับเราหรือเปล่า  ..."


เช่นเดียวกับอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาสะท้อนออกมาก็คือ  มิตรภาพความรักที่ได้รับการดูแลจาก
คุณหมอและพยาบาลนั่นเอง  เพราะนี่คือกระบวนการอันสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นว่า “ชีวิตยังมีทางออก” เสมอ

 

 

แน่นอนครับ  นั่นคือสิ่งที่ผมได้รับฟังและสัมผัสได้จากหัวใจว่า ความเป็นมนุษย์นั้นมีจุดแข็งอยู่ที่ “หัวใจ” 
         
หัวใจที่ว่านี้  หมายถึง การไม่อ่อนแอ หรือจำนนต่ออุปสรรคใดๆ ที่ผ่านพบหรือรุกล้ำเข้ามาในชีวิต  รวมไปถึงการมี “หัวใจ” ที่พร้อมจะแบ่งปันความรักให้แก่กันและกัน
          และสำหรับการไปเยือนของเหล่าบรรดาบล็อกเกอร์ “จิตอาสา” นั้น  ก็น่าจะทำให้ผู้ป่วย
ได้ร่วมรับรู้บ้างกระมังว่า  นอกจากความรักจากคนในครอบครัวแล้ว พวกเขาก็หาใช่อยู่อย่าง
เดียวดายเสียเมื่อไหร่  คนที่มาในวันนี้ ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติขาดไม่ได้...
          ฉะนี้แล้ว โลกและชีวิต  ยังรื่นรมย์ และมีค่าต่อการยืนหยัดสู้อย่างมากมายนัก
ขอเพียงมีลมหายใจที่ไม่ท้อ...ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเสมอ

          ส่วนนิสิตและเจ้าหน้าที่ที่ร่วมเดินทางไปกับผมนั้น  คงต้องหาเวลาถอดความรู้กันสักยก
ว่า  เขาทั้งหลาย เห็นและสัมผัสได้กับสิ่งใด  หรือพบพานสัมผัสได้ในสิ่งเดียวกับผม บ้างหรือเปล่า !