การเปลี่ยนนาร้างเป็นสวนยางกับสวนปาล์ม อย่างไหนดีกว่ากัน หรือทำนาข้าวดีกว่า
บันทึก 26 มิถุนายน  2549

         ผมอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  นับยี่สิบปีมาแล้วที่ท้องทุ่งนาข้าวแถบนี้อุดมไปด้วยต้นกก  จนเรียกว่านาร้าง  ปัจจุบัน นาร้างเริ่มเปลี่ยน  คนส่วนหนึ่งกำลังแปลงนาร้างเป็นสวนยาง  อีกส่วนหนึ่งเป็นการส่งเสริมของทางราชการเปลี่ยนนาร้างเป็นสวนปาล์ม

 ภาพทุ่งนาร้าง ทั้งที่เป็นฤดูทำนา 

(ภาพเมื่อ มีนาคม 2549)

           การเปลี่ยนนาร้างเป็นสวนยางมีจุดเด่นตรงที่ราคายางพาราดีมากในช่วงนี้  ลงทุนทีเดียวประมาณ ๗ ปี  ให้ผลต่อเนื่องไปอีก ๑๕-๒๕ ปี  ตลาดยางพาราก็ซื้อง่ายขายคล่อง  มีพ่อค้าคนกลางทุกหมู่บ้าน  ถึงแม้บางช่วงบางปีราคาไม่ดีแต่ก็สามารถขายได้ตลอด  เคยมีหน่วยส่งเสริมการเกษตรของภาครัฐมาชักชวนให้ปลูกสวนปาล์ม  ชาวบ้านบอกว่า ไม่รู้จะเอาไปขายให้ใคร  ถ้าปลูกยางขายได้แน่  ราคาถูกๆ แพงๆ ก็ขายได้แน่  แถมเมื่อต้นยางพาราแก่จนไม่สามารถกรีดได้ ก็สามารถขายไม้ยางพาราได้ราคาดีอีกต่างหาก   บางปีไม้ยางพาราขายได้ไร่ละ  ๓ หมื่นบาทเลยทีเดียว   นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า  ในขณะที่การทำนาข้าวต้องเหนื่อยทุกปี  ชาวบ้านที่เคยทำนาข้าวปัจจุบันเลยหันไปกรีดยางอย่างเดียว  มีรายได้จากยางพาราซื้อข้าวสารกินก็เพียงพอ             เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรมาแนะนำให้เจ้าของนาร้างพัฒนาที่ดินให้เป็นสวนปาล์มน้ำมัน  โดยรัฐขุดที่นา ยกร่องให้ มูลค่าไร่ละประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท  ชาวบ้าน เมื่อเห็นว่าได้ขุดดินยกร่องฟรี ส่วนหนึ่งจึงหันไปเข้าโครงการเปลี่ยนนาร้างเป็นสวนปาล์ม  ทั้งๆ ที่บางคนยังไม่ทราบเลยว่าเมื่อให้ผลผลิตแล้วจะเอาไปขายที่ไหน  ราคาเท่าไรถึงจะอยู่ได้  ต้นทุนการบำรุงรักษาเป็นอย่างไร  โครงการนี้น่าเป็นห่วงคล้ายๆ การส่งเสริมให้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ในภาคอีสาน   การส่งเสริมก็ทำไป  การตลาดเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน            จากประสบการณ์พบว่าสวนยางเหมาะสำหรับปลูกบนที่สูง เช่นที่ราบที่น้ำไม่ท่วม  หรือเชิงเขา  ที่นาส่วนใหญ่จะเป็นที่ลุ่มน้ำขังตลอดปี  หน้าฝนน้ำท่วมไม่ต่ำกว่า ๑-๒ เมตร   การทำสวนยางพาราในที่นาจึงต้องขุดยกร่องเพื่อระบายน้ำ  ขณะเดียวกันการยกร่องก็เป็นอุปสรรคสำหรับการบำรุงรักษา  การเข้าไถพรวนทำได้ยาก ต้องจ้างแรงงานตัดและดายหญ้า   ทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาสูง  แต่ธรรมชาติของต้นยางพาราเมื่ออายุย่างปีที่ ๔ ร่มเงาจะหนาแน่นขึ้น วัชพืชก็จะลดลงและหายไปในที่สุด  ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือการขุดเอาดินลึกที่ไม่มีธาตุอาหารขึ้นมาไว้หน้าดิน  ต้นยางจึงไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร  ผลผลิตก็เลยตกต่ำไปด้วย      แต่ด้วยเพราะที่นาแปลงหนึ่ง  พื้นที่ 3 ไร่  เป็นที่ดินเปรี้ยว  ปลูกข้าวให้ผลผลิตน้อยมาก   พี่สาวและน้องสาวเขาตกลงกันว่าจะทำให้เป็นสวนยาง  ผมจึงต้องทำนาให้เป็นสวนยางไปด้วย    ยังมีที่นาข้าวอีก  3 แปลง ประมาณ ๑๐ ไร่ ที่ผมยังทำนาข้าวอยู่  แม้ให้ผลผลิตน้อย แต่ก็สบายใจที่ขายข้าวได้แน่ๆ      เมื่อปี ๒๕๔๗   ทำสวนยางบนเชิงเขา 2 แปลง  แปลงหนึ่ง ประมาณ ๒ ไร่  อีกแปลงหนึ่ง 8 ไร่  ส่วนนาข้าว 3 แปลง  รวมประมาณ  ๑๐ ไร่   ยังทำนาอยู่  วันนี้จึงยังไม่มีความคิดว่าจะให้เป็นสวนยาง   โดยเฉพาะถ้าจะคิดทำให้เป็นสวนปาล์ม ยิ่งไม่เคยคิดเลย

 

ภาพแปลงนาพื้นที่ติดนาร้าง แสดงให้เห็นผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์

บันทึก 16 ก.ค. 50

   เพื่อนบ้านมีที่นาแปลงหนึ่งประมาณ 30 ไร่  เขาเล่าให้ฟังว่าจะแปลงเป็นสวนยางสัก 20 ไร่  ประมาณ 10 ไร่ไว้ทำนาข้าว   วางแผนว่าจะทำเป็น 2 ช่วง  ช่วงแรกปลูกไปเมื่อ มิถุนายน  ๒๕๔๙  ขณะที่บันทึกนี้ยางที่อยู่บนร่องเติบโตปกติ ยกเว้นที่ลุ่มยังไม่สามารถปลูกได้อีกประมาณครึ่งไร่  

        พื้นที่แถวนั้นผมไปไถดะนาไว้แล้ว คิดว่าจะทำนาหว่านประมาณ  ๗ ไร่  และพื้นที่ติดกันก็จะทำนาดำด้วย   วันนี้กังวลอยู่อย่างเดียวว่า  ในอนาคต ๒-๓ ปีข้างหน้า  นาข้าวจะสลับกับสวนยาง-สวนปาล์ม  ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ถ้าอยู่ติดกันก็จะขัดแย้งกันอย่างรุนแรง  เพราะสวนยางไม่ต้องการน้ำ  แต่นาข้าวกลับต้องการน้ำมาก  พื้นที่ที่ทางภาครัฐกำลังส่งเสริมให้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว มีระบบน้ำส่งให้ เมื่อตรงนั้นกลายเป็นสวนยางก็มีการปิดกั้นไม่ให้น้ำเข้าสวนยาง  น้ำไหลต่อไปพื้นที่ทำนาข้าวไม่ได้  ท้ายที่สุดนาข้าวก็ต้องยอมแพ้เมื่อสวนยางปิดไม่ให้น้ำผ่านก็ทำนาไม่ได้  อีกประการ สวนยางจะเป็นที่อยู่อาศัยของหนูและวัชพืชอย่างดี  เมื่อปลูกข้าว  หนูที่อาศัยอยู่ในสวนยางก็จะออกมารบกวนนาข้าว   สองเหตุผลนี้บวกกับความยากลำบากและผลผลิตตอบแทนที่น้อยนิดก็จะทำให้การทำนาข้าวหดหายออกไปโดยลำดับ  ไม่เชื่อคอยดู 

       ได้สังเกตโครงการทำนาข้าวให้เป็นสวนยางของเพื่อนบ้านบนพื้นที่ประมาณ ๑๐ ไร่ ช่วงที่ ๒ เดือนมีนาคม   ๒๕๕๐    เห็นความคืบหน้าของการไถยกร่องนาข้าวให้เป็นสวนยาง  เห็นรถแทรคเตอร์ได้เข้าดำเนินการแล้ว  ไถได้เพียงบางส่วน เนื่องจากบางพื้นที่น้ำเยอะ  ต้องปิดน้ำสักระยะหรือรอให้ฝนทิ้งช่วง  ค่าจ้างไถไร่ละ ๑,๗๐๐ บาท  ประมาณพฤษภาคม ๒๕๕๐  ก็ปลูกต้นกล้ายางเสร็จ  ครั้นถึงเดือนมิ.ย. ฝนที่ตกลงมาตามปกติทำให้ทุ่งดังกล่าวน้ำท่วม ทำให้สวนยางน้ำท่วมโคน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อต้นยางที่ไม่ชอบให้ระดับน้ำท่วมราก เขาจึงยอมทุ่มค่าจ้างแบคโฮขุดยกร่องใหม่ ไร่ละ ๑๔,๐๐๐ บาท  อีกทั้งต้องขุดกล้ายางที่ปลูกลงไปแล้วขึ้นมาชำใหม่  และปลูกลงไปอีกครั้งเมื่อยกร่องด้วยแบคโฮเสร็จ  ที่ปลูกไปช่วงแรกเมื่อ ๒๕๔๙  ก็เลยขุดซ้ำเพื่อระบายน้ำ  เมื่อปลูกยางเสร็จพบว่าน้ำที่อยู่ในร่องยังไม่สามารถระบายออกได้ เขาจึงต้องไปเจรจาที่ดินข้างเคียงเพื่อขอฝังท่อระบายน้ำลงคลอง  น้ำจึงแห้งไปได้  งานนี้บนพื้นที่ประมาณ ๒๐ ไร่  ลงทุนไปประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท  นับเป็นการลงทุนทำสวนยางที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับการทำสวนยางในที่สูงทั่วไป

       วันที่บันทึกนี้ความคิดเรื่องการแปลงนาข้าวเป็นสวนยางยังไม่ปลี่ยน  แต่เริ่มมีปัจจัยอืนๆ เข้ามาเปลี่ยนความคิดบ้างแล้ว