ยินดีมากๆ ครับ ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นที่แตกต่างครับ ต่อข้อกังวลที่ว่าหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรไม่ได้ทำหน้าที่ให้ก้าวหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเลยนะครับ และไม่ใช่หน่วยงานนี้เท่านั้น ส่วนราชการมักมีพลังอันจำกัดในการทำหน้าที่ของตนครับ ผมเคยเขียนบทความเรื่องทำนองนี้ไว้ เพื่อสะท้อนวิธีคิดในการทำงาน แต่อีกส่วนที่สำคัญคือการเปลี่ยนทัศนคติอดีตชาวนาหรือลูกหลานชาวนา ให้กลับมาสนใจท้องทุ่ง เชื่อไหมครับสถานีพัฒนาที่ดิน(ปัตตานี)เคยไถพลิกฟื้นนาร้างให้ แล้วให้อดีตชาวนาและลูกหลานชาวนาดำนา เพื่อให้ได้ข้าว เขายังไม่เอากันเลยครับ เขายอมไห้ขี้ไถตากแดดขาวโพลนทั้งทุ่ง เมื่อฤดูทำนามาถึงหญ้าก็เขียวชะอุ่มและเติบโตจนรกเหมือนเดิม จะไปโทษสถานีพัฒนาที่ดินได้อย่างไรครับ
เมื่อก่อนมาเลเซียต้องพึ่งกองทัพมดจากไทย ขนข้าวไปขายมาเลย์ ปัจจุบันกองทัพมดตายหมดแล้ว เพราะมาเลย์เขาปลูกข้าวกินเองซะแล้ว ผมไปดูงานที่มาเลย์ พบว่าเขาส่งเสริมให้ชาวนาเขาทำนาโดยการไถดะและไถแปรให้ ให้ชาวนาปลูกและบำรุงรักษาเอง เมื่อข้าวสุก ทางการก็จะส่งรถเกี่ยวนวดมาเกี่ยวนวดให้ ข้าวยกให้ชาวนาไปเลย ต้นทุนการผลิตข้าของเขาจึงไม่มีค่าแรงไถกับค่าเก็บเกี่ยว ชาวนาเขาจึงอยู่ได้ ต้นทุนส่วนนี้น่าจะประมาณ ๕๐ % ของต้นทุนทั้งหมด น่าจะได้มั้งครับ สำหรับเมืองไทย หากสภาพการทำนาอยู่อย่างนี้ อนาคตเราคงต้องซื้อข้าวจากมาเลย์กินแน่ๆ
เรื่องปัญญาสร้างเงินนั้นผมไม่วิจารณ์ครับ แต่แนวคิดผมว่าให้ใช้ปัญญาสร้างต้นไม้ ผ่านสภาพเรือกสวนไร่นาและป่า ต้นไม้สร้างสมดุลย์ ความสมดุลย์สร้างสุข และสุขก็สร้างมิตรภาพ มิตรภาพที่จะอยู่ร่วมกันระหว่างต้นไม้และคนครับ ถ้าคิดว่าจะปลูกหรือไม่ปลูกจนทะเลาะและขัดแย้งกันก็ไม่น่าจะใช่วิถีทางที่ควรจะเป็น ใครจะว่าเหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไรก็ว่ากันไปแต่สำหรับผมลงมือปลูกสถานเดียว ใช้ปัญญาปลูกให้โตปลูกให้รอดปลูกให้ได้ผลผลิต ความสุขก็จะตามมา บทความที่ผมเขียนจึงไม่ใช่คิดและเทียบเคียงจากทฤษฎี แต่เป็นการเขียนจากการได้ลงมือกระทำครับ ทำแล้วเกิดผลอย่างไรก็นำมาลงไว้ ใครที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างก็ไม่ว่ากันครับ ใครที่สนใจจะดูในสิ่งที่ผมทำมาดูของจริงได้ครับ และยินดีจะพาชมที่เขาทำสำเร็จและพื้นที่จริง หรือใครที่ทำงานการพัฒนาหรือการเกษตรคิดจะวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ก็ยินดีจะช่วยครับ แต่ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นนักวิชาการเกษตรนะครับ ที่ผมทำไปเป็นการทำแบบชาวบ้านๆ ครับ