ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของ กฟผ. รุ่นที่ 6 ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-1 เมษายน 2553 ณ กฟผ.
หลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของ กฟผ. รุ่นที่ 6 ระยะที่ 2
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
กลุ่มงาน ทันตกรรม สถาบันธัญญารักษ์ · 31 มี.ค. 2553
รศ.ดร. เพชรากร หาญพานิชย์ · 31 มี.ค. 2553
iammrmui · 31 มี.ค. 2553
rungnapa · 31 มี.ค. 2553
ข้าของแผ่นดิน · 31 มี.ค. 2553
พิมล มองจันทร์ · 31 มี.ค. 2553
เกษตร(อยู่)จังหวัด · 31 มี.ค. 2553
คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
http://gotoknow.org/blog/chiraacademy/339639
ส่งการบ้าน 31 มีนาคม 2553 ครับ
1 .เทียบเคียงการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา ในการหานวัตกรรมของ กฟผ. การใช้ PDCA ในการแก้ปัญหาด้วย QCC ก็อาจทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆได้ เริ่มจากมีปัญหาหรือความต้องการปรับปรุงผลการดำเนินงาน จากนั้นจะวิเคราะห์และวางแผน ดำเนินการแก้ไข ประเมินผล ทำซ้ำ จะทำให้เกิดวิธีการใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อน บางครั้งก็เกิดอุปกรณ์ใหม่ๆมาใช้งาน
2.เรื่องการขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาซ้ำซากเกิดจากการเห็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่เข้ใจปัญหาของส่วนรวมแม้จะมีการแจ้งเตือนให้ลดการเพราะปลูกแล้วก็ตาม เป็นปัญหาในการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนและไม่มีแผนที่ชัดเจน ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เทียบเคียงกับ กฟผ. ประชาชนต้องการไฟฟ้าและเห็นด้วยว่าต้องมีโรงไฟฟ้าแต่ไม่ต้องการให้โรงไฟฟ้าอยู่ใกล้บ้าน ดังนั้นถ้า กฟผ.ไม่เปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการหาที่สร้างโรงไฟฟ้าก็จะเป็นปัญหาซ้ำซากเช่นเดียวกัน แม้จะสร้างได้แต่คนไม่เข้าใจก็จะต้องแก้ปัญหาไม่สิ้นสุด รวมทั้งการจัดการน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนก็ต้องปรับแนวคิดเพื่อป้องกันการแย่งน้ำกับชาวบ้าน
การบ้าน 31 มีค 2553
Thailand has a shortage of brain power, not water.
จากบทความจะเห็นถึงประเทศไทยซึ่งเคยอุดมด้วยน้ำ ซึ่งเคยมีคำกล่าวว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" ทำให้คนไทยใช้ชีวิตสุขสบายมานาน ซึ่งได้มาจากการที่ธรรมชาติอำนวย ทำให้มีความคิดทีมีแต่การร้องขอ ไม่คิดที่จะช่วยตัวเอง หรือลงทุนเอง แต่เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนไป การใช้น้ำโดยไม่รู้จักคุณค่า และการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล จึงทำให้การทำการเกษตรเสียหายมาก
ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศ ที่พลิกฟื้น พัฒนาทะเลทรายจนกลายเป็นแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ โดยการลงทุนสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ และทำให้เกิดความชุ่มชื่นขึ้น และสามารถทำการเกษตรได้
หากว่าประเทศไทยเอาแบบอย่างได้บ้างก็คงจะดี โดยใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และรู้จักที่จะลงทุนเองบ้าง ใช่ว่าจะรอร้องขอธรรมชาติอย่างเดียว โดยถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องคอยดูแล แต่ประชาชนก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้น้อยที่สุด โดยเห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง
ทุกอย่างควรมีระบบ และความร่วมมือระหว่างทุกหน่วยงาน ดังนี้
- ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า โดยการบริหารจัดการน้ำ
- กำหนดพืชที่จะเพาะปลูก ทั้งชนิดและปริมาณ โดยการลงทะเบียนเกษตรกร
- กระทรวงพาณิชย์ มีการกำหนดราคาสินค้าเกษตร
- เกษตรกรต้องรับฟังหลักเกณฑ์ เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง
นวัตกรรมทางการศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า สมุทรปราการ หรือโรงเรียนบางหัวเสือบุญแจ่มเนียมนิล
จากบทความนำมาประยุกต์ใช้กับนวัตกรรมทางสังคมกับ กฟผ. โดยการปรับเปลี่ยนความคิดให้ความรู้กับชุมชน และให้ชุมชนมีส่วนร่วม เช่นการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กประจำชุมชน โดยชุมชนเป็นเจ้าของ และ กฟผ. ให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ก็จะทำให้เกิดโรงไฟฟ้าสำหรับชุมชนนั้นๆ ได้เอง
1. จะว่าไปแล้วนวัตกรรม ของ กฟผ. ก็มีคน กฟผ. คิดไว้บ้างเหมือนกันคือเป็นแนวทางใหม่ในการบริหารงานโดยเพิ่มผลผลิต/ลดต้นทุนในรูปแบบของไฟฟ้าและการเพิ่มสินค้าอื่นก่อนการแปรรูป แต่เมื่อ กฟผ. จำเป็นต้องกลับมาอยู่ในรูปแบบรัฐวิสาหกิจซึ่งมีข้อจำกัดในการแตกแขนงของการเพิ่มสินค้าอื่นที่ไม่ใช่พลังงานไฟฟ้า แต่แนวทาง กฟผ. น่าจะมุ่งไปในการกำหนดนโยบายใหม่อย่างไรจึงจะลดการต่อต้านจากชุมชน แค่นี้ก็สามารถจะนำพาให้ กฟผ. ทำงานที่มีอยู่ให้ประสบผลสำเร็จได้ก็พอแล้ว โดยงานอย่างอื่นถือว่าเป็นผลพลอยได้
2. ปัญหาเรื่องน้ำไม่พอใช้ในฤดูแล้ง ในปีนี้น้ำสำรองในอ่างเก็บน้ำน้อยเนื่องจากการปลูกข้าวนาปรังนอกฤดูฝน
เป็นปัญหาที่ประเทศไทยเป็นมาแทบทุกปี ถ้าปีไหนฝนมาเร็วก่อนกำหนดก็เลิกพูดถึงปัญหาเร็วขึ้นและเตรียมไปพูดถึง
ปัญหาน้ำท่วม
กฟผ.และกรมชลประทานถือโอกาสนี้ต้องพูดกันและช่วยกันคิดใหม่ทำใหม่เพื่อผลักดันให้รัฐบาลถือเป็นวาระแห่งชาติ ทำเรื่องน้ำให้เป็นระบบ ทั้งขาดน้ำ ป้องกันน้ำท่วมให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้
โดยทำโครงการผันน้ำมาเก็บในอ่างใหญ่ ส่วนหนึ่งและสร้างแหล่งเก็บน้ำเพิ่ม ซึ่งจะสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ด้วย
ตอบการบ้าน เรื่องนวัตกรรม
1.กรณีศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการศึกษาของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ สามารถนำมาปรับใช้กับ กฟผ. ได้เช่น
- การกระตุ้นให้ผู้บริหารมีความกระตือรือร้น สนใจในการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้มีโอกาสที่จะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะนำมาช่วยพัฒนาและปรับปรุง กฟผ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
- สร้างให้เกิดแนวคิดที่จะทำ กฟผ ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริงทั่วทั้งองค์กร
- กฟผ ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนเพียงพอ จึงมีโอกาสมากกว่าที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จากทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ของ กฟผ ให้เกิดขึ้นได้ หากได้รับการผลักดันและสนับสนุนจากผู้นำและความร่วมมือจากพนักงานอย่างจริงจัง
- สนับสนุนให้ชุมชนมีการเรียนรู้ที่จะแสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานจากธรรมชาติที่พอจะทำให้เกิดขึ้นได้เองในแต่ละชุมชน
- สนับสนุนให้มีการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางด้านพลังงานในรูปแบบต่างๆ ให้กระจายสู่ท้องถิ่น เพื่อช่วยให้ชุมชนมีความรู้และเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้การเสนอโครงการสร้างโรงไฟฟ้าต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น
2. บทความเรื่อง Thailand has a shortage of brain power, not water
- บทความนี้สื่อให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้จากโลกภายนอกว่ามีลักษณะวิธีคิดแก้ปัญหาอย่างไร ถึงช่วยให้ประเทศเหล่านั้นเกิดการพัฒนาได้ทั้งๆ ที่บางประเทศมีประชากรไม่ได้มากมายอะไร อาจจะน้อยกว่า กทม ด้วยซ้ำ หลายประเทศมีอุปสรรคปัญหาจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงกว่าประเทศไทยหลายเท่า แต่คนในสังคมเหล่านั้นก็ยังสามารถที่จะช่วยกันหาวิธีป้องกันและแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทำไมคนในสังคมไทยถึงยอมปล่อยให้ปัญหาที่รุนแรงน้อยกว่ายังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่น น้ำท่วม หรือความแห้งแล้ง โดยที่ผู้รับผิดชอบไม่รู้จักที่จะคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อให้หมดสิ้นไปอย่างถาวรเหมือนในต่างประเทศ อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ยังขาดการศึกษา นิสัยคนไทยอาจไม่ชอบที่จะคิดแบบเชิงวิเคราะห์เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา และไม่ชอบทำงานเป็นทีมเพราะถือศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสำคัญ มีความอดทนต่อสภาพปัญหาต่างๆได้ดี มีความเกรงใจสูง และยินยอมสนองรับความไม่ถูกต้องจากผู้อื่นได้โดยเฉพาะการคอร์รับชั่น หรือซื้อเสียงจากนักการเมือง รัฐบาลที่มุ่งแสวงหาประโยชน์จากโครงการช่วยเหลือต่างๆ
- เปรียบเทียบกับ กฟผ แล้วอาจมองได้ว่า กฟผ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ถึงแม้จะมีพนักงานอยู่มากมายและมีความสามารถมากก็ตาม แต่ทำไมองค์กร กฟผ ยังไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าทัดเทียมเหมือนกับต่างประเทศได้ในหลายๆ ด้านเช่น การสร้างเทคโนโลยีของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาจากต่างประเทศในบางด้าน การใช้คนในองค์กรมาพัฒนาหรือแก้ปัญหาต่างๆ โดยไม่ต้องอาศัยที่ปรึกษา หรือการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่มีอยู่ เป็นต้น
การบ้าน วันที่ 31/3/2553
Thailand has a shortage of brain power,not water
เนื้อหา:
เป็นการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยที่เวลาฤดูฝนก็มีฝนตกจนน้ำฝนมากจนเกิดน้ำท่วมเวลาฤดูร้อนก็แล้งจัดซึ่งต่างจากคนอินเดียที่รู้จักการจัดการน้ำซึ่งใช้วิธีขุดสระในทุกพื้นที่เวลาฤดูน้ำหลากเพื่อเก็บกักน้ำทำให้ดินชุ่มชื้นถีงแม้ว่าพื้นดินจะซึมน้ำและขุดบ่อลึกเพื่อใช้น้ำบาดาลในฤดูแล้งซึ่งถ้าหากเราบริหารจัดการน้ำที่ดีเช่นเก็บกักน้ำไว้ในหน้าฝนและนำน้ำไปใช้ในหน้าแล้งประกอบกับทำแม่น้ำลำคลองให้สะอาดก็จะไม่มีโอกาสขาดแคลนน้ำในการทำนาปลูกข้าวซึ่งต้องใช้น้ำมากแทนที่จะต้องพึ่งรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวแสดงถีงการใช้วิธีคิดให้เป็นประโยชน์
Assignment 5
1.กรณีใช้เกณฑ์ TQA เป็นบรรทะดฐานในการวิเคราะห์นวัตกรรมนี้
1.1 ด้านภาวะการนำองค์กรของผู้นำระดับสูงถือว่าเกิดนวัตกรรมด้านวิสัยทัศน์และความกล้าหาญในการสื่อสารด้วยตัวเองของผู้บริหารสูงสุด
1.2 ด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ถือว่าการนำ Ideas ใหม่ + ความคิดสร้างสรรค์ + ความรู้ไปริเริ่มโครงการเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับเกณฑ์ข้อนี้
1.3 ด้านการมุ่งเน้นลูกค้าและตลาดถือว่ามีการมุ่งเน้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มโดยเฉพาะชุมชน
1.4 ด้านการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ปรากฎเฉพาะนวัตกรรมในการแสวงหาความรู้และใช้ความรู้จากต่างประเทศมาช่วย
1.5 ด้านการมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคลถือว่ามีนวัตกรรมคือการสร้างความผูกพันธ์ของบุคลากรระดับสูง รวมถึงการไปศึกษาสภาพแวดล้อมจากตัวอย่าง ณ สถานที่จริงจะทำให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้โดยอัตโนมัติและชัดเจนที่สุด
1.6 ด้านการจัดการกระบวนการถือว่าการใช้ผังแสดงแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมเป็นการใช้หลัก Process Oriented ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการทำให้เกิดหลักสูตรที่ตอบสนองท้องถิ่น
1.7 ด้านผลลัพธ์ยังไม่พบข้อมูลที่แสดง Results ในแต่ละด้านที่เป็นรูปธรรม
2. กรณีใช้หลัก P – D – C – A เป็นบรรทัดฐานในการวิเคราะห์นวัตกรรมนี้
2.1 ขั้นตอน P ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจนว่าการวางแผนของ ดร.จีระ กับการวางแผนของ อ.ปรารถนา ส่วนใดก่อให้เกิดนวัตกรรมในผลลัพธ์สุดท้ายอย่างไรบ้าง
2.2 ขั้นตอน D มีความเห็นว่าทั้ง 2 ท่านมีการลงมือทำ (Do) อย่างต่อเนื่อง ที่เป็นทั้ง Break through และ kaizen
2.3 ขั้นตอน C ยังไม่มีข้อมูลที่พอเพียงต่อการวิเคราะห์
2.4 ขั้นตอน A มีความเห็นว่าเกิดการปรับปรุงตามแนวคิด Think Global / Act Local ในระยะเริ่มต้นหรือวงจร P-D-C-A วงจรแรกที่มีแนวโน้มของนวัตกรรมที่จะเกิด Continuous Improvement ตามหลัก TQM หลายประการ
สรุป Panel Discussion หัวข้อ วิกฤติเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยผลกระทบและการปรับตัวของกฟผ.วันที่ 1 เมษายน 2553
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
คุณมนูญ ศิริวรรณ
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
Workshop
1. เสนอเรื่องเศรษฐกิจกับปัญหาพลังงาน 1 เรื่องที่กฟผ.เชี่ยวชาญแล้วสร้าง value added อย่างไร
2. ฟังวันนี้แล้ว วิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจกับปัญหาพลังงาน 1 เรื่องที่เป็นจุดอ่อนและควรมีการ Study หรือ Research หรือร่วมมือกับพันธมิตรอื่นอย่างไร
3. ให้คะแนนโต๊ะของตัวเอง (0-10) เท่าไหร่เรื่องการติดตามและเรียนรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจกับพลังงาน
4. เรื่องเศรษฐกิจกับพลังงาน-ช่วยให้เราเอาชนะอุปสรรคในการจัดหาพลังงานในอนาคต เช่น ถ่านหินหรือนิวเคลียร์
กลุ่ม 3
กลุ่ม6
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
คุณมนูญ ศิริวรรณ
รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
กลุ่ม 2+5
กลุ่ม 4
กลุ่ม 1
คุณมนูญ ศิริวรรณ
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
Assingment 4 (5.3.10)
1. สรุปประเด็นจากการอ่านบทความเรื่อง Leading Change
Why Transformation Efforts Fail โดย John P. Kotter
ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลง จะต้องทำตามขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง ในช่วงเวลาที่เหมาะสมเร่งด่วน เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำในตลาดใหม่ที่มีความท้าทาย รวมทั้งต้องสร้างแนวร่วมที่มีพลังอย่างเพียงพอในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้นให้สำเร็จ
ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในมาตรฐานต่างๆ เช่น Total quality management , reengineering , rightsizing , restructuring , culture change และ turnaround แต่ในเกือบทุกกรณี เป้าหมายพื้นฐานจะเหมือนกัน คือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานว่าควรดำเนินธุรกิจอย่างไรเพื่อให้สามารถจัดการกับสภาพแวดล้อมทางตลาดที่ใหม่และท้าทาย
บทเรียนพื้นฐานที่ควรศึกษาจากบริษัทที่ประสบความสำเร็จ คือ ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงควรมาจากขั้นตอนการดำเนินการที่ต่อเนื่องกัน โดยรวมจะเป็นการใช้เวลา การข้ามขั้นตอนเป็นเพียงการเร่งเวลาแต่จะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ บทเรียนทั่วไป คือ ความผิดพลาดที่สำคัญในขั้นตอนใดๆ มีผลกระทบที่รุนแรง การเคลื่อนที่อย่างช้าๆ และการปฏิเสธความยุ่งยาก อาจเป็นเพราะมีประสบการณ์น้อยในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กร นอกจากนี้บุคลากรที่มีความสามารถก็อาจสร้างความผิดพลาดใหญ่ๆได้อย่างน้อยเพียงหนึ่งครั้ง
1.1 ความผิดพลาดที่ ๑ เกิดจากการไม่สร้างความเร่งด่วนที่เพียงพอ
ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ เริ่มจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเริ่มมองเห็นสภาวะการแข่งขันของบริษัท ตำแหน่งของตลาด แนวโน้มทางเทคโนโลยี ผลการจัดการทางการเงิน ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และเริ่มค้นหาหนทางที่จะสื่อสารข้อมูลอย่างกว้างขวางและอย่างรวดเร็ว ก้าวแรกเป็นสิ่งสำคัญเพราะเมื่อเริ่มการเปลี่ยนแปลงต้องการความร่วมมือกันของบุคคลหลายๆคน โดยการสร้างแรงจูงใจเพื่อรวมพลังอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนแปลง คือ การสร้างระบบใหม่ซึ่งต้องการการเป็นผู้นำ และเริ่มต้นได้ดี เมื่อองค์กรมีหัวหน้าใหม่ที่มีลักษณะเป็นผู้นำที่ดีและเป็นผู้เล็งเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ และมีระดับความเร่งด่วนที่เพียงพอ
1.2 ความผิดพลาดที่ 2 เกิดจากการไม่สร้างแนวทางการร่วมมือที่มีพลังอำนาจเพียงพอ
ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ ต้องเกิดจากการรวมพลังสร้างแนวร่วมที่มีอำนาจเพียงพอ เป็นผู้ขับเคลื่อนและสนับสนุน โดยต้องเน้นที่ระดับหัวหน้าเป็นแกนนำรวมกลุ่มกัน เพื่อสร้างฐานอำนาจในการเปลี่ยนแปลง
ในองค์กรขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทีมแนะแนวความสำเร็จจะประกอบด้วยคน 3-5 คน ในระหว่างช่วงปีแรกของความพยายามในการปรับปรุง แต่ในบริษัทขนาดใหญ่ ความร่วมมือจำเป็นต้องเติบโตในระดับ 20-50 คน โดยผู้จัดการอาวุโสมักจะเป็นแกนของกลุ่ม และบางครั้งพลังร่วมที่มีอำนาจอาจมาจาก สมาชิก คณะกรรมการ ตัวแทนลูกค้าหลัก หรือ ผู้นำกลุ่มสหภาพ
การเปลี่ยนแปลง ต้องการกิจกรรมที่ออกนอกขอบเขต ความคาดหวัง และวิธีการปกติ การจัดการจะช่วยในการรวมแนวทางความร่วมมือเข้าด้วยกัน ช่วยพัฒนาและร่วมกันประเมินปัญหาและโอกาสของบริษัท และสร้างระดับความเชื่อใจและการสื่อสาร เป็นเครื่องมือที่ทำให้ภารกิจสำเร็จ กลุ่มที่ขาดผู้นำที่เข้มแข็งก็จะไม่มีพลังอำนาจตามที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงได้
ความพยายามที่ไม่มีแนวทางความร่วมมือที่มีอำนาจเพียงพอ สามารถสร้างความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่หลังจากนั้น การต่อต้านจะตามทัน และการเปลี่ยนแปลงจะหยุดลง
2. บทความนี้ Context ถูกต้องกับวัฒนธรรมองค์กรของ กฟผ. หรือไม่
วัฒนธรรมองค์กร ของ กฟผ. คือ รักองค์กร มุ่งงานเลิศ เทิดคุณธรรม
การเปลี่ยนแปลงภายใน กฟผ. ต้องมี ผู้นำที่เข้มแข็ง มีความรู้ที่กำหนดทิศทางอนาคตขององค์กรที่ชัดเจน มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดแนวร่วมที่มีพลังอำนาจอย่างเพียงพอ โดยต้องรวบรวมกลุ่มคนในทุกระดับเป็นแนวร่วม ตั้งแต่ ผู้เป็นเจ้าของ ผู้มีส่วนได้เสีย คณะกรรมการ ฝ่ายบริหาร พนักงาน สหภาพแรงงาน และ ลูกค้า ซึ่งจะทำให้มีพลังอำนาจในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จ ทั้งนี้จะต้องทำตามกระบวนการการเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างถูกต้องในเวลาที่รวดเร็วและเหมาะสม
ซึ่ง กฟผ. เป็นองค์กร ที่มีการรวมพลังได้อย่างเข้มแข็งและรวดเร็วอยู่แล้ว เพราะมีวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกหล่อหลอมให้รักองค์กร ดังนั้นหากมี ผู้นำที่เป็นที่ยอมรับภายในองค์กรแล้ว ผู้นำก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดใน กฟผ. ได้ไม่ยาก ประกอบกับ คน กฟผ. เป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว
3. การวิจารณ์บทความนี้
(a) การบริหารการเปลี่ยนแปลง
จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไร และ เพื่ออะไร แล้วจึงสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลง หาเครื่องมือที่จะใช้เป็นมาตรฐานในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา และมองอนาคตที่แตกต่างและท้าทาย แสวงหานวัตกรรมใหม่ จากนั้นจึงจะเริ่มดำเนินการสร้างแนวร่วมของกลุ่มบุคคลที่มีพลังอำนาจมาร่วมมือกัน และดำเนินการตามขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้องในเวลาที่รวดเร็วและเหมาะสม และจะต้องดำเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ
(b) การปรับ Mindset ใน กฟผ. ได้อย่างไร และจะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร
การปรับ Mindset ใน กฟผ. ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะ คน กฟผ. เป็นผู้ที่มีความรู้และมีทัศนคติที่ดี มีความรับผิดชอบต่อองค์กร สังคม และ ประเทศชาติ แต่ Mindset ที่จะปรับ ต้องเป็น Mindset ที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ในภาพรวมขององค์กร สังคม และประเทศชาติ
(c) อ่านแล้วจะพัฒนาตนเองอย่างไร
ต้องพัฒนาตนเองโดยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ด้วยการอ่านหนังสือ พูดคุยกับผู้รู้
สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยี และด้านสังคม ต้องฝึกคิดอย่างเป็นระบบ คิดนอกกรอบ คิดไปข้างหน้า คิดแบบเป็นกลุ่มเพื่อหาพลังร่วม และมองให้เห็นกุญแจแห่งความสำเร็จ เพื่อให้ตัวเองมีความพร้อมที่จะต้องรับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
***********************
สรุป Learning Forum หัวข้อ การสร้างทุนทางจริยธรรมในองค์กร โดย คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย
1. ภายใต้สถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจของกฟผ. มีกฎหมายและระเบียบปฏิบัติมากมายที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการด้าน Social Innovation แต่เชื่อว่า กฟผ.สามารถทำได้ภายใต้ข้อจำกัดนี้
ประเด็นสำคัญคือ
1. ทำอย่างไรที่จะทำให้สังคม ชุมชนและประชาชนเข้าใจ เชื่อใจและยอมรับกฟผ.
2. ทำอย่างไรที่จะทำให้คนกฟผ.ปรับเปลี่ยน Mind-Set เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามข้อ 1
ทั้งสองประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็น Social Innovation ที่สำคัญและเร่งด่วนของกฟผ.ที่จะต้องรีบดำเนินการ
2. ปัญหาเรื่องการปลูกข้าวนาปรัง การบริหารจัดการน้ำในระบบชลประทาน การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง และราคาข้าว จะเป็นปัญหาของประเทศทุกปี โดยเฉพาะในฤดูแล้ง หากข้าวราคาดี สามารถจัดสรรน้ำได้อย่างพอเพียง ก็จะไม่เกิดปัญหาการเรียกร้องของเกษตรกรและชาวนาในการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ในทางตรงกันข้าม เช่นในฤดูแล้งปีนี้ ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนต่างๆมีน้อย เนื่องจากมีปริมาณน้ำฝนตกน้อย (อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนและการตัดไม้ทำลายป่า) และการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่ชาวนายังต้องการน้ำเพื่อปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากข้าวราคาดี
ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี ซ้ำซาก แต่ฝ่ายการเมืองและหน่วยงานภาครัฐ มักจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ไม่คิดจะแก้ปัญหาในระยะยาว แท้ที่จริงแล้วควรจะกำหนดปัญหาดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ มีการบริหารจัดการที่ดี โดยยึดถือผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง จึงจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้
ถาวร งามกนกวรรณ
EADP รุ่น 6
การบ้าน วันที่ 30/3/2553 นาย ยงยุทธ วชิรธาราภาดร
กรณีศึกษานวัตกรรมทางการศึกษาโดยกระตุ้นให้ครูได้ใช้ทฤษฎี 4 L,s,8 K’s และ 5 k’s ทำให้เกิดนวตกรรมใหม่ๆเกิดโครงการใหม่ๆขึ้นมามากมายทำให้การเรียน การสอนทั้งครูและนักเรียนมีความสุขและมีการติดตาทผลและทำอย่างต่อเนื่องมีการเยี่ยมชมงานในต่างประเทศและนำมาปรับปรุงในงานทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆต่อสังคมตามมาซึ่งต้นทุนเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในงานของกฟผ ได้ซึ่งมีทุกอย่างพร้อมเพียงแต่ขาดการกระตุ้นในการนำมาใช้ในทางปฎิบัติอย่างต่อเนื่องๆจากม่มีแผนแม่บทหรือ Road Mapที่ชัดเจนซึ่งจะนำมาซึ่งโครงการใหม่ๆที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมาปฏิบัติได้นอกจากนั้นยังขาดการระดมสมองในแต่ละระดับชั้นในการสร้าง Road Map ที่ตรงจุดซึ่งสามารถสร้างได้โดยการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และวิธีการให้ตรงจุดตรงประเด็นโดยใช้ต้นทุนดังกล่าวข้างต้นให้เป็นประโยชน์และให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมไม่จำกัดในเฉพาะผู้บริหาร
Assignment 3
Happyness capital
ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในที่ทำงาน
การสร้างความสุขในการทำงานตามความเห็นของผม คือการรักงานที่ทำ ตั้งใจทำงานให้ดีเท่าที่ความสามารถของเราจะทำได้ โดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น
ส่วนปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียดและไม่มีความสุขคือ ปัญหาในการจัดสรรเวลา ซึ่งมีผลต่อการบริหารเวลาและปริมาณงานให้เหมาะกับตัวเองได้ ปัญหาที่เกิดมักเกิดจากการหารือ หรือการประชุมที่ใช้เวลามากกว่ากำหนด และงานที่ต้องแก้ไขนำกลับมาทำใหม่ ทำให้แผนบริหารเวลาผิดพลาดต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
Assignment 4
Thailand has a shortage of brain power, not water.
กฟผ. มีส่วนสำคัญในการช่วยบริหาร จัดการน้ำ ให้เป็นไปตามแผน จากทรัพยากรที่เคยหาได้ง่ายกำลังจะกลายเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลน ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดแคลนสมอง Apply Intelligent แต่สิ่งที่ขาดคือ ช่องทางในการจะนำความคิดไปสร้างในสิ่งที่เป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น ผมเคยคิดเรื่องการนำHydrogen ในน้ำมาเป็นเชื้อเพลิง ตั้งแต่สมัยเรียน แต่เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนทำให้ไม่มีโอกาสที่จะได้ทำงานในเรื่องนี้ต่อ
Assignment 5
นวัตกรรมทางการศึกษา
กฟผ. เริ่มมีการจัดการองค์ความรู้ทั้งองค์การประมาณ 2-3 ปีมาแล้ว แต่มากมายจนคนที่ทำงานไม่มีเวลาว่างพอจะเข้าไปดูได้
สามารถเข้า การคิดนวัตกรรม สร้างสรรค์ ต่อยอดจากองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมน่าจะทำได้ดี ถ้ามีเวลาและได้รับความสนับสนุน
Assignment 6
Managing Oneself
เห็นด้วยกับบทความนี้ครับ ความสำเร็จในการเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ควรเริ่มต้นจากคนที่เข้าใจ คุณค่า จุดแข็ง และ ความสามารถที่ดีที่สุดของตนเอง และนำมาใช้ร่วมกันได้กับผู้อื่น (โดยต้องมีความเข้าใจความคิดและพื้นฐานของผู้ร่วมงานด้วย) การป็น Knowledge worker ทำให้เกิดการ ไม่เกษียณอายุ ได้ จะเห็นจากหลายๆท่าน รวมถึงผู้บริหารเก่าของ กฟผ. จำนวนมาก ที่ยังสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ ในการทำงาน เป็นที่ปรึกษา ฯลฯ ซึ่งเป็นทรัพยากรประเภท ทุนมนุษยื ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้โดยตลอด
ความเห็นที่ 15 คือผมเองครับ ขออนุญาตซ้ำ เพราะลืมใส่ชื่อ
Assignment 6
Managing Oneself
เห็นด้วยกับบทความนี้ครับ ความสำเร็จในการเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ควรเริ่มต้นจากคนที่เข้าใจ คุณค่า จุดแข็ง และ ความสามารถที่ดีที่สุดของตนเอง และนำมาใช้ร่วมกันได้กับผู้อื่น (โดยต้องมีความเข้าใจความคิดและพื้นฐานของผู้ร่วมงานด้วย) การป็น Knowledge worker ทำให้เกิดการ ไม่เกษียณอายุ ได้ จะเห็นจากหลายๆท่าน รวมถึงผู้บริหารเก่าของ กฟผ. จำนวนมาก ที่ยังสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ ในการทำงาน เป็นที่ปรึกษา ฯลฯ ซึ่งเป็นทรัพยากรประเภท ทุนมนุษยื ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้โดยตลอด
จากกรณีศึกษา “นวัตกรรมทางการศึกษา” นำมาประยุกต์ใช้กับ กฟผ. ดังนี้
จากบทความ “Thailand has a shortage of brain power, not water”
วิธีแก้ไขป้องกันปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ปัญหาหมดไป แต่คนในต่างประเทศจะช่วยกันหาวิธีแก้ไขป้องกันปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะเป็นเพราะว่า คนไทยไม่ชอบคิดเชิงวิเคราะห์ เป็นระบบหรือองค์รวม ซึ่งเปรียบเทียบกับ กฟผ. เป็นองค์กรที่มีพนักงานมีความรู้ ความสามารถและเชี่ยวชาญหลายด้าน แต่ยังไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้ ต้องพึ่งพาต่างประเทศ ดังนั้น เรื่องที่ กฟผ. เชี่ยวชาญมากควรจะนำมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่ม Value added
นายเสรี ละอองอุทัย
Thailand has a shortage of brain power, not water:
ปัญหาเรื่องน้ำในประเทศไทยมักมีมาตลอด โดยเกิดการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งอยู่เกือบทุกปี ทั้งๆที่ก็เกิดอุทกภัย(น้ำมาก)ในช่วงฤดูฝนเช่นกัน ทุกครั้งที่มีปัญหาก็มักจะแก้ปัญหากันไปแบบเฉพาะหน้าด้วยนักการเมือง ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ที่สำคัญคือการเรียนรู้ การศึกษาอย่างรู้จริง แล้วนำไปคิด สร้างโครงการลงมือทำอย่างต่อเนื่องให้สำเร็จ (หรือที่เรียกว่านวัตกรรม) และมองการณ์ไกล ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับบางประเทศที่มีอัตราปริมาณฝนตกน้อยกว่าเราหลายเท่าเขายังรู้จักวิธีการบริหารจัดการน้ำที่ดีได้
เรื่องนี้อาจสะท้อนถึงปัญหาอื่นๆ เช่นการขาดแคลนด้านพลังงาน (รวมถึงไฟฟ้า) ดังนั้นจึงต้องมีการร่วมคิดร่วมทำและวางแผนอย่างรอบคอบด้วยกันทั้งจากภาครัฐ องค์กร เอกชน และผู้มีส่วนได้เสีย
นวัตกรรมทางการศึกษา:
นับเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ได้กระตุ้นครูและผู้บริหารเกิดการใฝ่รู้ ค้นคว้า ค้นหา คิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม(คิดนอกกรอบ) โดยมี 3 ขั้นตอนที่สำคัญ คือ 1.คิดใหม่ คิดสร้างสรรค์ หาความรู้ 2.นำไปทำโครงการและลงมือทำ 3.ทำให้สำเร็จและต่อเนื่อง (3 ต. ของ ดร.จีระฯ)
สามารถนำมาใช้ใน กฟผ. องค์กร หรือธุรกิจได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่สำคัญต้องมีนวัตกรรม(Innovations) ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ การบริหารจัดการ รวมถึงนวัตกรรมทางสังคม การที่จะมุ่งไปสู่นวัตกรรมอาจต้องมี Strategic Approach เช่น คิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ คิดแบบลูกค้าเป็นศูนย์รวม คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียและสังคม เป็นต้น สิ่งที่ กฟผ.ยังขาดอยู่คือ ทั้ง 3 ขั้นตอนข้างต้น ดังนั้นการสร้าง Learning Organization ขึ้นในองค์กรจะเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันมุ่งให้เกิดนวัตกรรมได้ง่าย
1. ทฤษฏีตัว L U V และ W เป็นการมองเศรษฐกิจหลังจากมีการตกต่ำของเศรษฐกิจไม่ว่าจะ เป็นในประเทศนั้น ทวีปนั้น หรือภาพรวมของเศรษฐกิจโลก เราเคยมีเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 ช่วงต้มยำกุ้งในเอเชียเป็นบทเรียนสำหรับมุมมอง ในความตกต่ำของเศรษฐกิจครั้งใหม่ๆ ถ้าเศรษฐกิจของโลกถึงจุดต่ำสุดแล้ว เราก็มามองความเป็นไปได้ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนำมาวิเคราะห์แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทย เพื่อเป็นข้อมูลในการเตรียมการด้านพลังงานของ กฟผ. สำหรับประเทศไทยแล้วนอกจากสภาพทั่วไปของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ยังมีอีกตัวหนึ่งที่ยังเป็นตัวถ่วงคือการเมืองไม่ให้เกิดการฟื้นตัวตามสภาพของเศรษฐกิจโลกหรือนอกประเทศ ดังนั้น กฟผ. ก็คือว่ายังมีเวลาเตรียมตัวในการจัดการเรื่องพลังงานเพื่อรองรับการฟื้นตัวในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นความต้องการใช้พลังงานอาจจะออกมาในรูปแบบก้าวกระโดดได้.
2. การพัฒนาแบบยั่งยืนของประเทศไทยในปี 2553 นั้น เป็นการพูดถึงแนวโน้ม เศรษฐกิจไทยในปี 2553 โดยได้มีการมองครบทุกประเด็น เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสามารถให้ กฟผ.เตรียมการด้านพลังงาน รวมทั้งใช้เป็นตัวกำหนดในแผนการดำเนินงานเรื่องแนวทางเลือกของชนิดพลังงานที่จะต้องใช้ในอนาคตด้วย จะเห็นได้ว่าถ้าเศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถฟื้นไปในทิศทางที่พึ่งพาตลาดใหม่ได้ ก็สามารถฟื้นตัวได้ แต่ในขณะเดียวกัน ทางด้านการเมืองและข้อกำหนดที่เข้มข้นของด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวถ่วงได้.