ครูต้องให้ความรักกับนักเรียนก่อนเลย สำคัญเลยนะ...ความรักนี่สำคัญที่สุดเลย

       ที่มาของบันทึกนี้....คงเนื่องมาจากทีมงานของครูแอนและเด็กๆ กลุ่มแกนนำจากการเสวนาที่โรงเรียนเทพา  ในหัวข้อ “ทำอย่างไรจึงเรียนดีในวิชาภาษาอังกฤษ....แล้วเราจะช่วยเพื่อนๆ ให้เรียนดีขึ้นได้อย่างไร”  นั่นล่ะค่ะ....ต้นตอของบันทึกนี้ล่ะค่ะ

คุณครูจุไรรัตน์  สุขปุนพันธ์

ครู  โรงเรียนวัดคลองยอ

      ในการจัดเสวนาครั้งนั้น ทีมงานเด็กๆ เค้าจะเชิญเพื่อนคนเก่งของแต่ละห้องมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  และในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในเวทีครั้งนี้  มีเพื่อนๆ คนเก่งหลายคนบอกว่า....การที่เค้าเรียนภาษาอังกฤษได้ดี  เพราะ...เค้ามีแรงบันดาลใจและแรงผลักดัน/ส่งเสริม มาจากคุณครูคนเก่าที่เคยสอนเค้าตอนที่เค้าเรียนที่โรงเรียนประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดคลองยอ  คุณครูท่านนั้นชื่อว่า...คุณครูจุไรรัตน์  สุขปุนพันธ์ และเมื่อเด็กๆ กลุ่มแกนนำฯได้ยินเช่นนั้น  แล้วมาสรุปร่วมกันพวกเค้าเลยมีความคิดอยากจะไปค้นหาและเจาะลึกข้อมูลความรู้ที่ทำให้เด็กๆ เก่งภาษาอังกฤษจากคุณครูท่านดังกล่าว  เราจึงติดต่อไปยัง “ครูไร...ของเด็กๆ”  เพื่อจะเข้าไปขอสัมภาษณ์ถอดบทเรียนความรู้จากท่าน 

        พวกเราไปด้วยกันทั้งด็กๆ และคุณครูรวม 11 ชีวิต  โดยมีพี่ศุภชัยพนักงานขับรถตู้ใจดีเป็นผู้นำทาง  ตลอดเส้นทางที่จะไปยังโรงเรียนวัดคลองยอนั้น  เราต้องผ่านทั้งชุมชนหมู่บ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม และสวนยางพาราบนเชิงเขาของชาวบ้านนั่นเอง (ครูแอนเริ่มสังเกตสองข้างทาง  เห็นยอดใบยางบนต้นยางพาราที่เริ่มจะเปลี่ยนสีออกสีส้มๆ แดงๆ เพื่อเตรียมการผลัดใบแล้วล่ะค่ะ...ว้า...ช่วงผลัดใบยางพารานั่นก็หมายถึงว่า...ชาวสวนยางอย่างเราๆ จะไม่สามารถตัดยางในช่วงดังกล่าวได้เลย  แถวบ้านครูแอนเรียกว่า “ยางผลัดใบ” ค่ะ)

       และแล้ว...พี่ศุภชัยก็นำคณะของเรามาถึงโรงเรียนวัดคลองยอ  คุณครูจุไรรัตน์  สุขปุนพันธ์  คุณครูผู้มีอายุเกือบวัยใกล้เกษียณอายุราชการแล้วแต่ในดวงตาและรอยยิ้มของท่าน  รวมถึงความกระฉับกระเฉง  และท่าทางคล่องแคล่วของท่านกลับไม่ได้บ่งบอกเลยว่าท่านอยากจะเกษียณตัวเองเมื่อถึงวัยนั้นจริงๆ  ทว่าสิ่งที่พบคือ  “ไฟ” ในตัวตนแห่งคนทำงานของท่านนั่นต่างหาก...ที่ฉายโชนชัดเจนมาก  ท่านออกมาต้อนรับพวกเราด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส  และนำพวกเราไปพักผ่อนเพื่อพูดคุยกันต่อที่ห้องสมุดของโรงเรียน 

           เด็กๆ กลุ่มแกนนำยิงคำถามถามท่านว่า.....คุณครูทำอย่างไรเด็กๆ ที่จบจากโรงเรียนวัดคลองยอจึงเก่งภาษาอังกฤษกันเยอะมาก......

----นี่คือคำตอบจากคุณครูจุไรรัตน์ค่ะ...----

        “ ครูสอนเยอะมากเลยลูก  ที่สำคัญที่ครูถือปฏิบัติมาโดยตลอดเลยคือ  ครูต้องให้ความรักกับนักเรียนก่อนเลย  สำคัญเลยนะ...ความรักนี่สำคัญที่สุดเลย  ให้ความรักเค้า  แล้วเค้าก็จะรักเรา  เมื่อเด็กเค้ารักเราเค้าก็อยากจะเรียนกับเรา  สนุกที่จะเรียนกับเรา  แต่ที่โรงเรียนนี่เน้นเลย...คือให้เด็กๆ เค้าใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารเลย  ให้เค้าใช้ภาษาในห้องเรียน  ในโรงเรียน  ในโรงอาหาร  ในทุกๆ โอกาสเลยลูก”

 

        “ แล้วครูต้องฝึกเค้าบ่อยๆ นะ เพราะวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะไง  ต้องฝึกทักษะให้เค้าทุกวัน  ฝึกบ่อยๆ ถ้าใช้บ่อยๆ เค้าก็จะพูดได้เอง  ต้องฝึกให้เค้ากล้าที่จะพูดก่อนเลย  ท้ายที่สุดเค้าก็จะพูดโดยไม่ต้องเกร็งว่าจะพูดผิดเวลาที่เค้าพูด หากเค้าผิด  หรือทำไม่ได้เราก็ต้องใจเย็นๆ นะ  อย่าใจร้อน บอกเค้าไปเลยว่า “เอาใหม่ๆ เอาใหม่ก็ได้  เดี๋ยวก็ได้เองแหละ”  ฝึกอยู่นั่น...จนเค้าได้เองแหละ”

 

       “ บางครั้งครูเองก็ต้องเล่นกับเค้าด้วยเลย  เป็นกันเองกับเค้า  แล้วครูต้องใช้ภาษาอังกฤษกับเค้าเลย  มีบางวันเค้าเดินจะมาช่วยครูถือของที่ครูหอบพะรุงพะรังมา  ครูยังต้องบอกให้เค้าพูดแสดงความช่วยเหลือเป็นภาษาอังกฤษกับครูก่อนแล้วครูจึงยอมให้เค้าช่วยครูถือของได้ แรกๆ เค้าไม่สามารถช่วยครูได้  เค้าก็จะกลับไปฝึกมาพูดกับครูในครั้งใหม่เลย  เพื่อจะมาช่วยครูให้ได้ในวันนึงไง”

 

        “ ครูต้องสอนเค้านะจนกระทั่งเค้าพูดได้  ทำได้  จนเค้าเข้าใจเลย  แล้วอย่าไปดูถูกเค้านะ...ถ้าเค้าผิดครูต้องสอน...ไม่ว่าจะในรายวิชาภาษาอังกฤษ  หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมที่ไม่น่ารักที่เค้าแสดงให้เราเห็น  เราต้องสอนเค้าทันที  มีอยู่ครั้งนึงเจ้าอ้อมกับเพื่อนๆ โดนเลย  ต้องไปขอโทษคนที่เค้าสติไม่ค่อยดีเลย (ศิษย์เก่าครูไร...หนึ่งในนักเรียนที่ไปด้วยกันในคณะ...นั่งอมยิ้มแก้มตุ่ยเมื่อโดนคุณครูเล่าย้อนอดีตชีวิตวัยเด็กของตนให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง) อ้อมกับเพื่อนๆ เนี่ย...เค้าไปแกล้งคนที่สติไม่ค่อยเต็มซักเท่าไหร่  คนนั้นเค้าอาศัยอยู่ที่วัดน่ะ  แล้วพอโดนเด็กๆ แกล้งเค้าวิ่งหนีเตลิดไปเลย  ไม่กลับวัด  ครูเลยต้องตักเตือนนักเรียนกลุ่มนี้ ชี้แจงให้เค้าเห็นผิด-ถูก แล้วบอกว่าเราต้องขอโทษเค้านะเพราะเราผิด  แล้วครูก็ไปตามคนนี้ที่วัดนะ  แต่ไม่เจอ...เลยฝากบอกหลวงพ่อไปว่า  ถ้าเค้ากลับมาให้ไปพบครูไรที่โรงเรียนด้วย  พอเค้ากลับมาแล้ว  เค้าก็มาพบครูไรที่โรงเรียน  ครูไรให้เค้านั่งเลย  แล้วให้อ้อมกับเพื่อนๆ เข้าไปขอโทษ..ใช่มั๊ยอ้อม..” (หญิงอ้อมของเราเลยได้แต่นั่งอมยิ้มอยู่อย่างนั้น  เพราะคงนึกถึงภาพความหลังครั้งเป็นเด็กๆ ออกมาเป็นฉากๆ เลยตามที่คุณครูเล่ามาจริงๆ นั่นแหละ)

 

----จะยาวไปรึปล่าวคะเนี่ย   ตอนนี้แค่นี้ก่อนละกันค่ะ----

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนมาถึงท้ายตอนนี้นะคะ

-------เอาเป็นว่า......รอติดตามอ่านตอนต่อไปด้วยนะเจ้าคะ-------

 

ป.ล.  .....ครูแอนได้ความรู้จากบทสนทนากับคุณครูจุไรรัตน์ (ครูไร) มาเยอะเลยล่ะค่ะสำหรับตอนที่  1 นี้.....งั้น...เราก็ลองนำมาปรับใช้ในบริบทของเราในคาบเรียนของเรา  ห้องเรียนของเราและเด็กๆ ต่อไปแล้วกันค่ะ