ชอบกินผักกันมั้ยครับพวกเรา ^_^

          ผมทักทายแปลกๆเรื่องผักก็เพราะว่า วันสองวันนี้ผมได้ยินคำว่าผักสัก 1,000 ครั้งได้กระมังครับ อิอิ นั่นเพราะเจ้าเดย์รับเกียรติจากพี่เอกให้เข้าร่วมงานกันในทีมนักถอดบทเรียน ในกรอบของงานวิชาการด้วยครับ โอ้โห...ส่วนตัวนะครับ...อยากจะถามอีกคำถามว่า อะไรเอ่ย...ไม่เข้าพวก?? ก็ขอตอบเองว่า น้องเดย์ย์ย์ย์(ทำเสียงเจียมยาวๆ) อารมณ์ประมาณ...เจ้าเป็นไผ ใยมามั่วกับนักวิชาการเจ๋งๆกลุ่มนี้ได้ฮึ๊!!! 555 

          เล่าเป็นภาษาสื่อสารง่ายๆละกันเด้อครับว่า ทางกรมอนามัย จับมือกับบริษัทอาหารเอกชนอย่าง ไฮ-คิว เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆยี่ห้อโรซ่านั่นแหละครับ คิดโครงการหนึ่งขึ้น...สนับสนุนความรู้และเงินทุนอย่างจริงจัง เชื้อชวนให้คุณครูและนักเรียนประถมทั่วประเทศคิดโครงการเจ๋งๆ จุดประสงค์ก็เพื่อให้เด็กๆไม่ค่อยถูกกับผักนั้น...ได้มีความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของผัก ผลไม้ ต่อเนื่องไปยังให้เด็กเค้ากินผักมากขึ้นนั่นเอง และโรงเรียนจังหวัดทางอีสานเหนือเช่น ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย 3 จังหวัดผู้ตั้งใจดีสมัครตนเข้ามานั่งล้อมวงพูดคุย มาสุมหัวแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมใหม่ๆกันที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี วันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2553

          จากการที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุน --- คุณครูคิดโครงการนำไปปฏิบัติ และเด็กๆก็หน้าเขียวหน้าเหลืองเพราะกินผักมากขึ้น...สุขภาพดีสมองโดดเด้ง --- มาถึงเวลาที่ทั้ง 23 โรงเรียนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันในวันที่ 6 ก.พ. 2553 ท่ามกลางทีมงานกรมอนามัย, บริษัทไฮ-คิว และเรา...ทีมถอดบทเรียนทั้ง 6 , พวกเรารับรู้ได้เต็มๆ กับเรื่องราวกิจกรรมน่าทึ่งมากมายผ่านน้ำเสียงและแววตาของคุณครูเพื่อศิษย์ทุกท่าน...

          วันที่ 7 ก.พ. 2553 พี่เอกหัวหน้าทีมที่หน้าตาดี และอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ก็ได้ขึ้นเวที พูดคุย เล่าสรุปเรื่องราวดีดีนี้ให้สื่อมวลชนรับรู้ ผมจึงขอสรุปเป็นตัวหนังสือให้ได้ทราบกัน

          ท่านอาจารย์สง่านั้นชื่นชมบริษัทไฮ-คิวให้เราฟัง เล่าเรื่องราวยาวไกลตั้งแต่สมัยเมล็ดมะเขือเทศกำแรกในมือที่หว่านลงผืนดินจังหวัดหนองคาย...มะเขือเทศเติบโตสุกแดงด้วยน้ำจากแม่โขง...เดินทางเข้าโรงงานผลิตซอส...บริษัทเติบโตในภาคธุรกิจ มีรายได้ และมีส่วนขับเคลื่อนเศษฐกิจมวลรวมของประเทศไทย...มาถึงวันที่คืนกำไรสู่สังคมด้วยการมองเห็นทะลุถึงว่า การกินอาหารในเด็กนั้นยังน่าห่วง, ไม่ครบ 5 หมู่, อ้วนไป ผอมไป, คือผลกระทบแย่ๆนั้นเยอะนั่นเอง บริษัทจึงเอากำไรมาลงทางนี้ดีกว่า...คือการเสริมสร้างนิสัยการกินที่ดีถูกหลักโภชนาการให้เด็กไทย

"เราอยากจะบอกว่าการคืนกำไรสู่สังคมนั้น ภาคธุรกิจสามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่บริษัทไฮ-คิว ผลิตภันฑ์อาหารนั้นมองว่าเด็กคือต้นกล้าของแผ่นดิน ถ้าต้นกล้างอกขึ้นมาเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่แข็งแรงแล้ว ก็ย่อมจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่เขียวชะอุ่ม และทำให้แผ่นดินนั้นชุ่มเย็น แล้วก็เจริญงอกงามตามมาได้"  อาจารย์สง่า ดามาพงษ์
 

          อาจารย์สง่ายังกล่าวต่อว่า การลงทุนกับเด็กนั้นเป็นการลงทุนระยะยาว คืออาจารย์พูดให้เห็นภาพว่า คนทั่วๆไปนั้นอาจมองการลงทุนนี้แตกต่างกันไป บ้างบอกว่าก็แค่สอนให้เค้าอ่านออกเขียนได้, จับเข้าโรงเรียนที่ดี, สอบได้ที่หนึ่ง, สอบเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย อะไรก็ว่าไป blah blah blah แต่ลืมนึกไปว่า แล้วเด็กเค้าจะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาจับดินสอเขียนก.ไก่ บวก 1 เป็น 2 ได้. ก่อนที่จะโต เรียนจบเอาลูกเอาเมียนั้น เด็กจำเป็นต้องมีเซลส์สมองที่ดีมาก่อน นั่นก็คือปลูกฝังการกินที่ถูกต้อง และเหมาะสมให้เด็กควบคู่ไปด้วยเช่นนั้นนั่นเอ๊งงง!! ^_^ 

          กรมอนามัยรับรู้ปัญหาการกินนี้มาตลอด แอบบอกด้วยว่าเด็กเค้ากินผักกันแค่วันละหนึ่งช้อนเอง ทั้งที่จริงน่ะต้อง 12 ช้อนจึงจะเพียงพอ ชวนให้กินผักกับห้ามให้กินขนมก๊อบแก๊บนั้นอันไหนยากกว่ากันผมว่าน่าคิด เพราะ 9,800 ล้านบาท คือยอดเงินโดยประมาณที่เด็กไทยใช้ไปกับการซื้อขนมขบเคี้ยว แต่ตังค์ที่พกมาโรงเรียนนั้นประมาณ 3,400 ล้านบาท!?!?! (มันจะเอาตังค์มาจากไหนไปซื้อขนมอย่างว่า ถ้าไม่ใช่พ่อแม่หนับหนุน หรือละเลย / ผู้เขียน) คือไอ้ขนมที่ดีพอมีประโยชน์นั้น ใน 10 ถุงก็จะมีบ้างแค่ถุงครึ่งเท่านั้นเอง นอกนั้นมีทั้งหวานจัด เค็มจัด ไม่ก็ผงชูรสเยอะ น่ากลัวไปกว่านั้นคือสิ่งเหล่านี้ซื้อหาง่ายมากทั้งในและหน้าโรงเรียน แล้วมันจะไปเหลือรึ๊???

          นี่เองคือที่มาที่ไป (จริงๆอยากเขียนแทนด้วยคำว่าบริบท จะได้ดูมีวิชาการแต่นิ้วมันห้ามไว้ อิอิ) ของโครงการแผนส่งเสริมโภชนาการดีอย่างยั่งยืนในโรงเรียน ซึ่งครั้งนี้ทุกหน่วยย้ำว่าต้องยั่งยืน นั่นเพราะใช่ว่าไม่เคยทำมาก่อนนะพวกโครงการแนวๆนี้ อาจารย์สง่าเล่าให้ฟังว่าเคยทำมาแล้ว บ่อยมากด้วย แต่มันจะออกมาประมาณว่าเกิดขึ้นแล้ว...และจบไป ไม่มีแม้กระทั่งเอกสารอ้างอิง บันทึกที่พาดพิงถึงความรู้ความสำเร็จนั้นๆ...สูญเปล่าและจางหาย ว่างั้นเถอะครับ ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะสานต่อไปไม่รู้จบ

          ไฟส่องมาที่อาจารย์พี่เอกบ้าง พี่เอกมีบทบาทบนเวทีนี้ด้วยการมาเล่าสนุกสนุกให้สื่อมวลชนได้ทราบว่าเมื่อวานที่ถอดบทเรียนกันนั้นน่ะ...เกิดอะไรขึ้นในห้องเล็กๆ เราคุยอะไรกันบ้าง พี่เอกเล่าว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยคือเด็กไม่ค่อยกินผักนั่นแหละ ทั้งๆที่ชนบทไทยน่ะนะแทบจะเรียกว่ามีผักกินเยอะมากๆ โรงเรียนก็ปลูกผักด้วย ส่งเสริมให้กินผักตามปกติ แต่ตัวเด็กนั่นเองที่เรียกร้องจะกินอาหารอย่างอื่นที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ผู้ปกครองเองก็ไม่ใช่ว่าตามใจหรอก...แต่ไม่รู้จะทำยังไงมากกว่า

          ปล่อยให้เป็นอย่างนี้อยู่นาน เมื่อเราเริ่มมอบโครงการโภชนาการฯนี้ให้ คุณครูท่านก็คิด คิด คิด ว่าจะทำไงดีน๊า?? คิดกันแบบว่าบางโครงการก็รู้สึกไม่เกี่ยวกับการกินผัก แต่ด้วยความเป็นครูไง ย่อมคิดอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่า เช่นยังไม่ต้องเอาเรื่องผักขึ้นมาบังคับให้เด็กทำหน้าขมเมื่อได้ยิน แค่บอกถึงความมีประโยชน์อันน้อยนิดของน้ำอัดลม หรือขนมกรุบกรอบ พอครูบอกว่าอะไรไม่ดี เค้าก็ย่อมฟังและติดหูในที่สุด ให้เค้ารู้หลีกอาหารประเภทนี้ พูดทุกวันๆ ต่อมาเมื่อขจัดอาหารขยะหมดไปก็ สรรหาของดีมีประโยชน์เช่นผัก...ซึ่งมีมากๆๆๆๆๆๆๆมายๆๆๆๆๆๆๆๆ มาแทนที่ ซึ่งด้วยที่ผักบ้านเรามันหลากหลาย มีอะไรให้เรียนรู้เยอะแยะ สามารถมาปรับเป็นกิจกรรมสนุกๆได้อีกเพียบ!! จึงเกิดนวัตกรรมใหม่เช่น การแทรกเรื่องผักเข้าไปในบทเรียนทุกวิชา(แทรกได้ทุกวิชาจริงๆนะ...เชื่อเลย!!) หรือโรงเรียนไหนที่ไม่มีพื้นที่ปลูกก็ปลูกใส่ถุงนมโรงเรียนที่เป็นพลาสติกวางไว้โรงเพาะ ได้ความรู้ ได้เฝ้ารอและเก็บเกียวไปกินด้วย (สมัยเด็กๆ) อันต่อไปนี้เจ๋งสุดขีด...พี่ประถมเล่นละครกล่องนมให้น้องอนุบาลเด็กเล็กดู คือเอากล่องนมมาปาดครึ่งตัด 3 ด้าน แปะตัวการ์ตูนบนหัวกล่องท้ายกล่องงุ้มลงมาแล้วเอามือสอดขยับผับๆเสมือนเป็นปากตัวละคร เล่าเรื่องคุณประโยชน์ของการกินผักแบบสนุกสนาน ย่อยง่าย น้องๆชอบ ^^ รวมทั้งสื่อการสอนอื่นอีกเป็นกระตั๊ก  โภชนาการที่ดีมีผลประโยชน์ต่อเด็กมาก คุณครูที่พร้อมก็ย่อมเป็นส่วนสำคัญให้งานนี้สำเร็จ พวกเราเห็นใจครูทุกท่านนะครับ ลำพังงานสอนก็เยอะอยู่แล้ว ท่าน

          นิทรรศการของทั้ง 23 โรงเรียนที่จัดกันในวันนี้ ผมได้เดินดูไปก็ปลื้มจังครับ ได้คุยกับครู กับเด็กประจำบูธแล้วหัวใจพองโต เด็กมันรู้เรื่องที่มันพูดเว้ย อธิบายเป็น Shot ๆๆๆๆๆๆๆ ตอบคำถามปากเปล่าแบบซื่อๆไม่มีติดขัด คุณครูก็ตื่นเต้นที่มีคนเข้าไปดูไปถาม หอบแฟ้มโครงการมาเปิดให้ผมดูอย่างภาคภูมิใจ ผมเห็นแล้วซึ้งครับ ซึ้งทุกครั้งที่เห็นความตั้งใจดีของคนในสังคมที่ร่วมใจกันทำอะไรดีดีสักอย่าง...นี่เพียงเรื่องโภชนาการอย่างเดียวนะครับ เรายังได้เห็นการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมขนาดนี้ :)

          ผมฝันเช่นเดียวกันกับทุกฝ่ายในงานนี้ครับ...คือความยั่งยืน เพราะลูกสาวลูกชายผมและเด็กๆของเราในอนาคตทุกคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอยู่โรงเรียนเป็น 10 ปี เราดูแลที่บ้านเต็มที่ครับผมเชื่อ ฉะนั้นอาหารเที่ยงแสนวิเศษของเค้าน่ะ รบกวนแม่ครัวปรุงให้แซบ และมีประโยชน์ครบถ้วนนะครับ...เรามาร่วมมือกัน ;)

         ...................................................

ขอบพระคุณมากๆครับพี่เอก ที่มอบโอกาสให้ผมได้ร่วมงานใหญ่ครั้งนี้...ครั้งแรกด้วยนะพี่อย่างที่รู้
ได้อยู่ท่ามกลางคนเก่งๆมืออาชีพนอกจากพี่เอกแล้ว ยังมีพี่ศิลา พี่หนานเกียรติ พี่ดิเรก พี่หมวยสีตะวัน ผมได้เรียนรู้เยอะมากครับ
 รสชาติการสนทนาทุกมื้ออาหารและยามว่าง ผมได้คำศัพท์ใหม่ทางวิชาการเยอะดี อิอิ ใช้พูดกับเพื่อนคงตลกดี ดูน่าเชื่อถือขึ้นมานิดๆ 555
ดีใจที่ได้ร่วมงานนี้นะครับ...มันจะเป็นความทรงจำที่ดีของผมไปอีกแสนนาน ^^