ยอมรับว่าทิ้งบันทึกเรื่องหอมกลิ่นกฐินใจไปเสียนาน ทั้งที่อันที่จริงก็ถึงบันทึกสุดท้ายของเรื่องนี้แล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแรงบันดาลใจพอที่จะเขียนให้จบอยู่วันยังค่ำ…
ยังคงพอจำกันได้ใช่ไหมครับกับกิจกรรม “กฐินโบราณ” ที่ผมและน้องๆ ทีมงานได้จัดขึ้นเมื่อห้วงวันที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ณ บ้านโคกนางาม ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
ครั้งนั้น, มีการเย็บจีวรและย้อมสีจีวรจากเปลือกไม้ในแบบมหกรรมทำมือล้วนๆ ตกเย็นก็มีสอยดาว รำวงชาวบ้าน มีหนังตะลุงอีสานสมโภชกันแบบง่ายๆ...และกฐินที่ว่านั้น ก็กลายเป็นกฐินประวัติศาสตร์ที่มีขึ้นในหมู่บ้านแห่งนั้นโดยแท้ เพราะตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านมาร่วมๆ ๕๐ ปี ก็ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่จะได้จัดกฐินขึ้นมาสักครั้ง

ครั้งนั้น ผมได้ชวนให้ชาวบ้านได้ถกคิดถึงเรื่องอาหารการกินในงานกฐินโบราณ หรือกฐินแล่นกันพอสมควร หลักๆ นั้น ผมไม่ปรารถนาให้เกิดการสิ้นเปลืองถึงขั้นล้มวัวล้มหมู หรือสัตว์ใหญ่ใดๆ ทั้งสิ้น ผมอยากให้อะไรๆ เป็นไปอย่างสมถะ เรียกได้ว่า “กินปลาเป็นหลักกินผักพื้น” ได้ยิ่งดี และที่สำคัญเลยก็คือการพยายามไม่ให้มีเรื่องแอลกอฮอล์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวพันด้วยเหมือนกัน
ผมมีเหตุผลเพียงไม่กี่อย่างเกี่ยวกับเรื่องปากท้องในครั้งนั้น และเหตุผลที่ว่านั้นก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมาก ไม่ว่าจะเป็นการชวนให้ชาวบ้านเปลี่ยนมุมคิดเกี่ยวกับวิถีบุญที่มักฉลองปากท้องกันด้วยการล้มวัวล้มควาย หรือแม้แต่ล้มหมูมาสังสรรค์กันอย่างเอร็ดอร่อย มีทั้งกินเป็นอาหารและกินเป็นกับแกล้มก็เยอะ สิ่งเหล่านี้มีทั้งกระบวนการของเรื่องบุญเรื่องบาป และมีทั้งการส่งนัยยะถึงชาวบ้านว่าต้องการให้ “ประหยัด สมถะและพอเพียง” ดีๆ นั่นเอง...

นิสิตและเจ้าหน้าที่คนละไม้คนละมือกับการีดและผับจีวรที่ย้อมด้วยสีจากเปลือกไม้
ครั้งนั้น ผมฝากให้ชาวบ้านได้ใคร่ครวญว่าไม่จำเป็นต้องรับรองนิสิตราวกับ “ช้างเหยียบนา
พญาเหยียบเมือง” อาหารการกินก็กินกันแบบพื้นๆ เก็บพริกเก็บผัก หรือแม้แต่การลงทุ่งงมหอยปูปลาในชุมชนนั่นแหละมาปรุงเป็นหาอาหารตามมีตามเกิด และสำคัญก็คือ ผมและนิสิตมาในฐานะผู้เรียนรู้เป็นสำคัญ ไม่ได้เป็นเจ้าเป็นนาย เป็นปราชญ์ชำนาญการในเรื่องวิถีวัฒนธรรมใดๆ หรืออย่างมากก็มาในฐานะของการเป็นเสมือนทูตแห่งวัฒนธรรมเดิมๆ ที่มาทำหน้าที่ชักชวนให้
ชาวบ้านได้ย้อนรำลึกความดีงามในทางประเพณีและวัฒนธรรมของตังเองเท่านั้นทั้งผมและชาวบ้าน ไม่สามารถเสกสร้างอะไรให้ชาวบ้านสมหวังใดๆ ได้ครบทุกเรื่องหรอก ดังนั้น จึงฝากให้ชาวบ้านได้คิดว่า ขอให้กฐินโบราณเป็นไปตามครรลองเดิมๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยในการกินการบริโภค จะได้เหลือเงินเข้าวัดเข้าวาเยอะๆ สมดังปรารถนา (ฮา)...
และเมื่อวันนั้นเดินทางมาถึง แทบไม่น่าเชื่อว่า ในกฐินโบราณที่ว่านั้น ไม่มีการล้มวัว-ควาย-เป็ด-ไก่-หมู เลยสักตัว อาหารการกินก็เป็นปลาเป็นผัก เป็นหอยแทบทั้งสิ้น และทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็เป็นสิ่งที่หาได้เองในหมู่บ้าน และยังเป็นไปในทำนองการทำอาหารไปวัดไปวานั่นแหละ เพราะมีตั้งแต่ผักลวก น้ำพริก ส้มตำ ตำถั่ว ตำแตง ผักดอง ป่นปลา ซุบขนุน ซุบมะเขือ แกงหน่อไม้ ขนมจีนน้ำยาปาทู ทำเอาผมอิ่มท้องอิ่มใจไปหลายวัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมซ่อนงำการเรียนรู้ไว้สำหรับนิสิตนั้นก็คือ การชวนให้พวกเขา
ได้ขบคิดถึงวัฒนธรรมการบริโภคของคนอีสานในยุคอดีตที่ยังพึ่งพิงกับธรรมชาติอย่างสนิทแน่น อันหมายถึงการบริโภคอย่างพอเพียง บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มูมมาม ปลูกเองแบบไร้สารพิษ มีผักสวนครัวหลากฤดูเต็มรั้วให้เก็บกินไม่เบื่อ รวมถึงการนำพาไปสู่ภูมิปัญญาของการบริโภคพืชผักที่เป็นหยูกยาของชีวิตด้วยนั่นเอง
แน่นอนครับ ผมคิดเรื่องนี้นานมากถึงได้หยิบมาคุยกับชาวบ้านและนิสิต เพราะชีวิตผมโตมาจากวิถีเช่นนั้น เคยได้ปลูกเองและเก็บเองจากท้องทุ่ง หรือไม่ก็เก็บกำมาจากสวนผักที่ผมและแม่ต่างเคยลงแรงด้วยกันอย่างเปี่ยมสุข ซึ่งจะว่าไปแล้ว แท้จริงมันก็คือการรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองเลยก็ว่าได้ หากแต่ชวนให้คนอื่นมาท่องเล่นในความทรงจำเหล่านั้นเป็นเพื่อนด้วยเฉยๆ...

เป็นต้นว่า...
- หัวปลี : รสมันอมฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้โลหิตจาง
- สายบัว : รสจืด ออกเย็นๆ บรรเทาอาการร้อนในได้ไม่แพ้หัวปลี
- กระเจียวแดง : กินได้ทั้งดอกอ่อนและแก่ ช่วยขับลมได้ดีเยี่ยม
- หมากลิ้นฟ้า : รสขมอมหวาน กินกับซุบหน่อไม้อร่อยนักแล แก้ไอ และช่วยผายลมได้อย่างไม่ยากเย็น
- ยอดหมากอึ : หรือฟักทอง ป้องกันท้องผูก
- ยอดมะกอก : กินกับน้ำพริก ลาบ ก้อย ช่วยแก้โรคบิด
- ยอดมะรุม : ลวกกินกับป่น ลาบ แกงอ่อม เป็นยาบำรุงน้ำบำรุงนม ขับปัสสาวะ

ครับ, นั่นคือพืชผักเล็กๆ น้อยๆ ในความทรงจำของชีวิตที่ผมเติบโตและคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน ความเป็นผักย่อมหมายถึงอาหารที่ให้วิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยต่อร่างกาย และในบางขณะเราก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยเช่นกันว่า “ผัก” คือ เครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ธรรมชาติประทานมาให้กับมนุษย์...
และนั่นคือเรื่องราวในทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ในอีกมุมหนึ่งของชีวิตผมนั้น ผมกลับไม่หยุดที่จะหวนรำลึกถึงวิถีวัฒนธรรม อันหมายถึงความเชื่อของผู้คนที่เกี่ยวกับผักไม่ได้...
และ “แม่” ก็เคยเล่าให้ฟังในทำนองว่า...
- แม่ลูกอ่อน หรือหญิงหลังคลอด ห้ามบริโภคผักหวาน ชะอม หน่อไม้ แต่ให้กินผักประเภทผักหนอก (บัวบก) แทน เพราะจะช่วยขับเลือดในระยะแรกคลอด
- เด็กที่ท้องร่วงร้องเฟ้อ ก็ให้นำใบสะระแหน่มาต้มให้เด็กอาบ หรือหากเจ็บไข้เป็นหวัด ก็ให้ทุบหอมแดงมาวางแปะไว้ที่ศีรษะ
- เวลาแกงขี้เหล็ก ก็มักเต็มไปด้วยหัวหอม เพราะเห็นว่าแก้โรคดีซ่านได้
- หรือที่ผมมีอันต้องเก็บผักบุ้งมากินแทบทุกเช้าค่ำ ก็เพราะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า มันช่วยทำให้เรา “ตาสวยๆ-สาวๆ จะได้รักและหลงรักเรา” ด้วยก็มี...

ครับ นั่นเป็นเพียงความทรงจำเล็กๆ น้อยในชีวิตที่ผมแอบหวนคิดถึงแบบเงียบๆ พร้อมๆ กับการแอบซ่อนไว้เป็นบทเรียนให้กับนิสิตได้สืบค้น ถอดความ รวมถึงการชวนเชิญให้ชาวบ้านได้ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า “หลงลืมพืชผัก” เหล่านี้ไปสิ้นแล้วหรือยัง
เช่นเดียวกันนี้
วันนี้ หากยังต้องดุ่มเดินลงทุ่ง...ยังมีผักให้เก็บอยู่อีกหรือเปล่า
รั้วรอบบ้าน ยังมีกระถิน-บวบ-ฟักทอง-ตำลึงเลื้อยไล่หยอกเล่นกันอยู่อีกบ้างไหม
ใกล้ครัวและชานเรือน ยังพอมีมะละกอ พริก มะเขือ เหลือสักกี่ต้น
หลังบ้าน ยังพอมีกอไผ่สักกี่กอที่พอให้เก็บหน่อไม้มาแกง
หรือทุกอย่าง เราต้องซื้อต้องหาจากท้องตลาดกันแล้วทั้งนั้น
แต่สำหรับกฐินโบราณครั้งนี้...ผมมีความสุขโดยแท้ที่ได้เห็นการไม่ล้มสัตว์ใหญ่ แต่หันมา “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น” ในงานบุญของชาวบ้านอีกครั้ง

แดนไทและคุณปู่..เกี่ยวก้อยในการแห่กฐินโบราณ
อรุณสวัสดิ์ค่ะหนุ่มโรมันกะติกตลอดกาล
อ่านแล้วชอบๆ ค่ะ เห็นบรรยากาศแล้วคิดถึง ยังประทับใจช่วงไปร่วมงานจุลกฐินทางเหนือเลยค่ะ
... การรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองเลยก็ว่าได้ หากแต่ชวนให้คนอื่นมาท่องเล่นในความทรงจำเหล่านั้นเป็นเพื่อนด้วยเฉยๆ...
วันนี้เห็นหน้าคุณปู่ชัดๆแล้ว คุณปู่น้องแดนไทหล่อจังค่ะ ... มีความสุขนะคะ
สวัสดีครับ คุณปูpoo
ก็เหมือนที่ผมชอบโปรยเป็นประจำว่า การได้หวนคิดถึงอดีตอันง่ายงามของชีวิต มันทำให้ชีวิตวันนี้มีแรงพลังดุ่มเดินไปข้างหน้ามากพอสมควร เช่นเดียวกับเรื่องเหล่านี้ ชีวิตในวัยเด็กเคยได้ปลุกผัก จับปลามาบ้าง โดยเฉพาะก่อนไปเรียนนั้น ต้องตื่นมารดน้ำพืชผักสวนครัวตามรั้วต่างๆ แทบทุกวัน เลิกเรียนมาก็ทำหน้าที่นั้นอีกรอบ รู้สึกว่าช่วงดังกล่าวพวกผักพวกพืชกินได้ มีให้ซื้อน้อยมาก เพราะเราสามารถเก็บมาจากหมู่บ้านได้แทบทั้งสิ้น และที่สำคัญ ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เคยได้รับการบำบัดเยียวยาผ่านพืชผักมาก็มาก ยกตัวอย่างเช่นเรื่องท้องอืดท้องเฟ้อนั่นแหละ แม่ก็มักนำเอาใบสะระแหน่มาต้มให้อาบอยู่เป็นประจำ หรือแม้แต่ความเชื่อที่ผู้ใหญ่บอกว่ากินกระเทียมเยอะๆ จะลดการเป็นมะเร็งนั่นก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้สมัยเด็กๆ กินกระเทีมดองมากมาย รวมถึงเด็ดเอาใบกระเทียมในแปลงผักมาตำใส่กับมะละกอ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน
เป็นความอิ่มเอิบในความรู้สึกของเช้านี้ ก่อนทำงานค่ะ..
กับบรรยากาศที่แสดงถึง "รากเหง้า" ของชีวิต ที่อาจารย์บรรจงเล่า..
(ชอบคำนี้เช่นเดียวกับอาจารย์ค่ะ)
ทำให้ได้คิดอีกแล้ว..
ทุกย่างก้าวของชีวิตขณะนี้ กำลังพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ..ทุกหนทาง
ที่จะ "รักษ์" สิ่งเหล่านี้ไว้ (ก่อนที่จะโอกาสจะหมดไป)
โดยเริ่มทำเอง-บอกล่าวด้วยการนำสู่หลักสูตรท้องถิ่น-หลักสูตรชีวิตพอเพียงของโรงเรียนค่ะ..
เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อใช้ เรียนเพื่อรักษ์
เพื่อตระหนัก เพื่อหวงแหน เพื่อคลายเขลา
เพื่อท้องถิ่น ล้านนา ภูมิลำเนา เพื่อค้นเอา "คุณค่าภูมิปัญญาไทย"
(ขอเป็นหนึ่งแรงที่ท้องถิ่นล้านนาค่ะ..)
ความเอ๋ยความทรงจำ ช่างงดงามยิ่งนัก..
สวัสดีปีเสือยิ้มแย้ม.. แด่ครอบครัวที่แสนอบอุ่นของอาจารย์ด้วยค่ะ
สวัสดีครับ คุณปูคุณปูpoo
โทษทีครับ ลืมบอกไปว่าคุณปู่ของน้องแดนไท...อายุ 74 ปี...
สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่พนัส..
หอมกลิ่นกฐินผ่าน blog เลยค่ะ
อ่านดูนึกถึงโฆษณา
ไม่กินเหล้าในงานบุญ อิอิ เกี่ยวกันไหมนี่
ก็มาเน้นกินผักแทนไงคะ 555
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
ชอบทานผักมากเลยค่ะ เคยทานได้ทุกชนิดเวลาไปออกค่ายอาสาฯ มักเจอผักแปลกๆ มากมาย
ล่าสุดทานกับชาวบ้าน....กลับมาต้องเข้า รพ. เพราะทานผักแปลกๆ แล้วเกิดอาการแพ้...ฉีดยาไปสามเข็ม....ไม่กล้าทานอีกเลย...555
แต่เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วอดคิดถึงเรื่องราวในอดีตเวลาไปค่ายฯ ไม่ได้เลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ พี่ศน.อ้วน
ครับ,เกี่ยวกับเรื่องรากเหง้านั้น เมื่อวานก็คุยกับเจ้าหน้าที่ในองคืกรกรณีการสอนลูกให้ซึทซับกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง โดยเฉพาะการสอนให้พูดภาษา "อีสาน" นั่นเอง ผมยืนยันว่า ไม่ใช่การสอนแบบจริงจัง แต่พยายามให้เขารู้ว่าเขาเกิดจากที่ไหน...ญาติพี่น้องพูดภาษาอะไรเป็นสำคัญ เวลากลับบ้านก็พูดอีสานกับพี่ป้าน้าอา มันก็ทำให้พี่ป้าน้าอาไม่รู้สึกขวยเขินที่จะสื่อสารภาษากับลูกหลานไปในตัว...
ครับ,นี่ก็เป็นอีกหนึ่งของเรื่อง "รากเหง้า" ด้วยเหมือนกันครับ
สวัสดีครับ คุณน้อง-พิชชา
จริงๆ นัยสำคัญก็คือ การพยายามสะท้อนเรื่องลดละเลิกเหล้าเลิกยาในงานบุญของชุมชนด้วยนั่นแหละ ไม่ล้มวัว ก็ลดทอนเรื่องกับแกล้มไปได้เยอะเลยทีเดียว...(ฮา)...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่ เกษตร(อยู่)จังหวัด
ผมมองในอีกนัยหนึ่งของบันทึกนี้ แต่ไม่ระบุ หรือเขียนถึงไว้ก็คือ ...คนเราจะรู้สึกว่าอาหารที่อร่อยนั้น มักมาจากฝีมือคนที่บ้านของเราเสมอ โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ของเรานั่นเอง อาจจะโดยรสชาติ หรืออาจเป็นความเคยชินด้วยก็เถอะ..แต่เผมเชื่อว่า นั่นคือความรู้สึกหนึ่งที่อยากจะเขียนถึงแต่ไม่ได้เขียนถึงในบันทึกนี้ นะครับ...
แต่ก็ดีใจที่มีคนก้าวข้ามไปสัมผัสถึงห้วงอารมณ์นั้นของผมได้เช่นกัน...
ขอบคุณครับ..
สวัสดีครับ คุณชาดา ~natadee
เห็นคุณชาดาพูดถึงเรื่องการกินอยู่เมื่อครั้งไปค่ายอาสาพัฒนา ผมเองก็อดที่จะคิดถึงชีวิตในช่วงหนึ่งนั้นเหมือนกัน เคยมีผู้อำนวยการโรงเรียนมาหาผมที่มหาวิทยาลัย บอกว่าอยากให้พานิสิตช่วยไปออกค่ายสร้างอาคารให้หน่อย แต่ไม่มีเงินซื้อวัสดุสักบาท แต่ก็ยืนยันว่าจะหามาให้ได้ โดยบอกว่าที่โรงเรียนมีปลาในสระ มีผักในแปลง พอเป็นค่าอาหารได้บ้าง ซึ่งผมก็คุยกับนิสิตและนิสิตก็ตกลงไปช่วยทางโรงเรียน ไปรออยู่หลายวัน กว่าจะได้วัสดุมาก็แทบแย่ และการกินในแต่ละวันก็ได้ปลาและผักที่ว่านั่นแหละ เป็นเสบียงชีวิตให้ชาวค่ายได้เอาชีวิตรอดมาได้
นั่นเป็นความทรงจำหนึ่งเหมือนกันในวิถี "กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น"
สวัสดีครับ คุณบุษรา
สวัสดีครับ คุณ นัฐพร จันทร์ส่งสิงห์
ขอบคุณคำชมมากมายที่ทำให้หัวใจพองโต มีกำลังใจในการเขียนบันทึกในแบบฉบับของตัวเองต่อไปนะครับ..
ผมเป็นประเภทวิชาการสามบรรทัดครับ ที่เหลือเน้นการเขียนแบบรำพึงรำพันกับตัวเองเสียมากกว่า ในหลายประเด็น ไม่เน้นชี้ชัดฟันธง...แต่ทำให้คลุมๆ หรือกว้างๆ ไว้ก่อน เพื่อชวนให้มีคนมาร่วมคิด..
แต่ส่วนใหญ่ กัลยาณมิตรมักบอกว่า บันทึกของผม เป็นบันทุกในแนวปลายปิด...มีบทสรุปในตัว จบในมุมของมันเอง จนไม่รู้จะแลกเปลี่ยน หรือต่อยอดอะไรมาก ได้แต่อ่านเอาเพลินไปซะงั้น -
ขอบคุณครับ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณแผ่นดิน ขอให้ทั้งครอบครัวมีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง และเป็นครอบครัวที่น่ารักตลอดไปนะคะ
ไม่อยากบอกเลยค่ะว่า...เมื่อไกลบ้าน วันที่ 4 ก็คิดถึงบ้านแล้ว...
แถมกลับมา...รักษัตริย์ไทยขึ้นมากมายก่ายกองเลยค่ะ
สวัสดีปีใหม่ครับ พี่สิริพร ทิวะสิงห์ tuk-a-toon
ผมเองก็เช่นกันครับ เมื่อเดินทางไกลไปต่างแดน ไปได้ไม่กี่วัน ก็คิดถึงบ้านแล้วครับ พอกลับมาแผ่นดินเกิด สิ่งแรกที่ทำคือ วิ่งหาร้านข้าวเหนียวส้มตำและลาบสุกๆ พร้อมซุบหน่อไม้กินเติมพลังให้กับชีวิต...
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์แผ่นดิน
ชอบวิธีการนี้มากครับ จำได้ว่าสมัยเป็นนักศึกษา เราทำโครงการไปเยี่ยมบ้านเพื่อนในสาขากัน กติกาคือ อาหารแต่ละบ้านต้องเป็นอาหารพื้นบ้านจริงๆ อย่าให้เจ้าบ้านทำอะไรยุ่งยาก ซึ่งบ้านผมขึ้นชื่อกับน้ำพริกกะปิฝีมือแม่ผมครับ ฮิฮิ