เช้าตรู่วันนี้ทุกคนส่วนใหญ่จะสวมเสื้อผ้าสีสดใสเพราะพี่ไกด์บอกว่า ถ้าใครจะถ่ายรูปที่กำแพงเมืองจีนต้องสวมเสื้อผ้าสีสดใสจึงจะออกมาสวย ทั้งนี้พี่ไกด์จะไม่ปีนกำแพงเมืองจีนกับพวกเราจะคอยพวกเราอยู่ข้างล่าง ดังนั้นการใส่เสื้อผ้าสีสดใสจะทำให้พี่ไกด์ทราบตำแหน่งของเราได้จากระยะไกล ซึ่งวันนี้พี่ไกด์เน้นย้ำว่า คนที่จะขึ้นกำแพงเมืองจีนต้องมีความพร้อม เนื่องจากหากไปเป็นอะไรด้านบนจะทำความลำบากให้กับเพื่อนๆ และคณะดังนั้นขอให้ดูแลตนเอง และเคารพกฏกติกา
กำแพงเมืองจีนหรือกำแพงหมื่นลี้ที่น่าไปดูในช่วงตอนเหนือของปักกิ่งมี 4 ช่วงคือ ปาต๋าหลิง มู่เถียนอวี้ จวีหย่งกวน และซือหม่าไถ พวกเราใช้ด่านจวีหย่งกวนซึ่งใกล้ปักกิ่งและนักท่องเที่ยวไม่มากเท่ากับด่านปาต๋าหลิงซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 10 กิโลเมตร เมื่อใกล้รถจอดพี่ช้างนัดหมายเวลารถออกคือ 11.40 น. ซึ่งทุกคนต้องรักษาเวลา เพราะหากเลยเวลาก็จะกระทบถึงอาหารกลางวันของเพื่อนๆ

กำแพงหมื่นลี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลกในยุคกลาง ที่สร้างขึ้นด้วยแรงงานของคนนับหมื่นคน มีความยาวกว่า6,350 ก.ม.ก่อสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณกว่า 2,000 ปีก่อน โดยเมืองต่างๆ แต่เมื่อจักรพรรดิ์จิ๋นซี ผู้รวบรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่นได้ครองแผ่นดิน จึงสั่งให้เชื่อมกำแพงเมืองต่างๆเข้าด้วยกัน ตัวกำแพงสูง 7 เมตร กว้าง 6 เมตร ว่ากันว่าถ้านำวัสดุที่ใช้ก่อสร้างกำแพงแห่งนี้มาสร้างกำแพงที่มีความหนา1 เมตร สูง 5 เมตร จะได้กำแพงที่มีความยาวรอบโลก ดังนั้นในทริปครั้งนี้ครูนกขอยกให้กำแพงเมืองจีนเป็นจุดเด่นของทริปนี้
ก่อนจะขึ้นกำแพงเมืองจีนนักเรียนคนจะตั้งคำถามครูนกว่า “อาจารย์จะไปถึงด่านไหน” ครูนกบอกว่า “ถึงแค่ไหนก็แค่นั้นนะค่ะ แต่อยากไปถึงด่านเจ็ดค่ะ”
ด่านแรกทางเดินจะกว้างทุกคนที่เดินขึ้นมีสีหน้าสดใส มุ่งมั่นจะไปถึงด่านสูงสุดให้ได้ แต่เมื่อถึงด่านที่ 4 หลายคนต้องถอดใจเพราะทางยิ่งเดินยิ่งแคบและยิ่งชัน และดูสภาพของคนที่เดินสวนลงมาหายใจสะเทือนถึงดวงดาวเลย เพื่อนๆ ครูนกตั้งคำถามครูนกใหม่ “จะเดินต่อหรือเปล่า พี่หยุดแล้วนะ” ครูนกหันมาบอกว่า “ไปเรื่อยๆ ค่ะ ยังไหวอยู่”

เมื่อถึงด่านที่ 4 มีโต๊ะรับทำเกียรติบัตรผู้พิชิตกำแพงหมื่นลี้ โดยต้องจ่ายเงิน ครูนกกับศิษย์อีก 3 คนใจตรงกันที่ตะลุยข้างหน้าไปแบบไร้เกียรติบัตร ยิ่งเดินยิ่งแคบยิ่งชันและยิ่งเหนื่อย การแวะถ่ายรูปคือการพักผ่อน เสียงพูดคุยระหว่างการเดินน้อยลง จะได้ยินเสียงลมหายใจชัดเจน เมื่อถึงด่านที่ 5 นักปีนกำแพงเมืองจีนชาวไทยมีครูนก เจ้าพลช เจ้าเสถียรพงศ์ และชินภัทร คนที่เดินตัวปลิวมากสุดคือเสถียรพงศ์ พลชมีปัญหาเรื่องขาใส่เหล็กแต่ประสงค์จะไปถึงด่านที่ 7 ให้ได้ เจ้าชินภัทรมีเรือนร่างที่ท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลก เราก็ไปกันเรื่อยๆ แวะพักเป็นช่วงๆ เมื่อถึงด่านที่ 6 ครูนกดีใจมากๆ เจอห้องน้ำ แต่เมื่อก้าวเท้าจะเข้าไปบริเวณห้องน้ำแทบจะทำให้หมดเรี่ยวแรง เพราะห้องน้ำที่คงจะขาดคนดูแลมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี จากอาการดีใจกลายเป็นอาการอยากจะอาเจียนแต่ต้องขอบคุณที่ทำให้อาการอยากเข้าห้องน้ำหายสนิท และที่สำคัญเมื่อเงยหน้ามองไปรู้สึกว่า เราใกล้ด่านที่ 7 เลยแข็งใจเดินต่อไป ขณะที่ใกล้จะถึงด่านที่ 7 มีสองหนุ่มน้อยลูกศิษย์ครูนกเดินสวนลงมาคือ นายปู๊นๆ กับนายแบงค์ ซึ่งท่าทางยังไม่มีเหนื่อย แถมร่าเริงแจ่มใส สรุปว่าสองคนนี้คือกลุ่มแรกของคณะทัวร์ของเราที่เดินทางมาถึงด่านที่ 7 (จุดสูงสุดของช่วงนี้) และคณะครูนกเป็นชุดที่สอง จำนวนสมาชิกสองชุดรวมกันได้ นกพอดีเลยต้องมีการถ่ายรูปร่วมกันเป็นหลักฐานทางทักษะชีวิตของพวกเรา

"ยิ้มของผู้พิชิตลำดับหนึ่งของทริปเรา"

"เราทำได้"
ตอนที่พวกเราลงมาปรากฏว่ายังเจอคณะพวกเราเดินขึ้นไปอีกหลายคน ก็เลยให้กำลังใจกันว่า ใกล้จะถึงแล้ว พยายามหน่อย ครูนกมองเวลาแล้วก็แอบกังวลเล็กๆ ว่า กลุ่มที่ขึ้นไปใหม่จะลงมาทันเวลานัดหมายหรือเปล่า เพราะกลุ่มครูนกมีเวลาช่วงขาหลังคือ 40 นาทีซึ่งหมายถึงว่าเราถึงฐานก่อนเวลานัดหมาย 5 นาทีเอง ปรากฏว่ากลุ่มทัวร์ของเราต้องเลื่อนเวลาอาหารกลางวันเพื่อให้ทุกคนไปถึงเป้าหมายที่อยากจะพิชิตให้ได้ในวันนี้

"ชุดสาวน้อยที่ตามขึ้นไปสมทบ"

"จุดนิยมที่สุดในการถ่ายรูปขาลง"
เมื่อลงมาถึงด่านที่ 1 ต้องถ่ายรูปกับแผ่นแกะสลักหินคำคมที่สลักภาษาจีน(ซึ่งครูนกอ่านไม่ออก ถามนายปู๊นศิษย์รักปู๊นก็อ่านไม่ออก) แต่ต้องเป็นคำคมแน่ๆ เพราะใครๆก็นิยมถ่ายรูป
วันนี้ครูนกชื่นชมในลูกศิษย์หลายคนที่ 1) ทราบศักยภาพตนเองว่าขึ้นได้หรือไม่ ไม่ทำตัวเป็นภาระของใคร 2) นักเรียนผู้ชายคอยให้ความช่วยเหลือบรรดาครูๆ ในการถือขวดน้ำ หรือเดินไปเพื่อนให้เพื่อนและครูที่เดินทิ้งระยะห่างคนอื่น
สิ่งที่ลูกศิษย์ครูนกต้องปรับตัวคือ การบริหารจัดการเวลาเพื่อการถ่ายรูป การเข้าห้องน้ำ และการเดินบนกำแพงเมืองจีน ซึ่งเด็กๆจะไม่ดูนาฬิกาแต่จะดูเพื่อนเป็นเกณฑ์ ถ้าเพื่อนยังอยู่หมายถึงเราก็ยังอยู่ต่อไปได้ ถ้าเพื่อนส่วนใหญ่เคลื่อนตัวเราก็เดินตาม
ประทับใจมากต่อการท่องเที่ยวกำแพงเมืองจีนหรือกำแพงหมื่นลี้ ที่สร้างมาด้วยความยากลำบาก คนที่สร้างต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความอดทน พี่ไกด์ใช้คำว่า อิฐ 1 ก้อนเท่ากับชีวิตคนที่เสียชีวิตระหว่างการสร้างกำแพงเมืองจีน 1 คน เป็นอะไรที่เกินคำบรรยายซึ่งน่าจะส่งผลให้คนจีนในปัจจุบันมีแรงบันดาลใจ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและ ความยากลำบากด้วยมองเห็นอนาคตผ่านกำแพงเมืองจีนที่ดูมั่นคงแข็งแรง
หลานม่อนมาขอชมความมหัศจรรย์ กำแพงหมื่นลี้ ม่อนมีโอกาสไปเมื่อไรจะต้องขึ้นไปสูงๆแบบนี้บ้างพี่เขาเก่งจัง ขอบพระคุณครับ
ขอหนาวด้วย ชอบอชบ อยากไปน่ะค่ะ ขออ่านเตรียมตัวก่อนเนอะ ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณครูธนิตย์
สวัสดีค่ะ ท่านประจักษ์และหลานม่อน
- ครูนกว่าหลานม่อนปีนกำแพงเมืองจีนได้สบายๆ อยู่แล้ว
- ขอบพระคุณสำหรับการ์ดปีใหม่ค่ะ
สวัสดค่ะอาจารย์
ขอบคุณค่ะ คุณครูอ้อยที่แวะมาเยี่ยมชม
สวัสดีค่ะ คุณหมูจ๋า
ขอบคุณสำหรับรูปที่สวย...เซ็กซี่ค่ะ..ชอบวัฒนธรรมจีนต้องไปเมืองจีน จิบชา ชมเมืองค่ะ
สวัสดีค่ะ น้องซิลเวีย
- วันนี้ครูนกเพิ่งซื้อหนังสือ "บันทึกโลก ฉบับรวมเล่ม1-2" มาคิดจะอ่านไปเรื่อยๆ อยากทราบประวัติศาสตร์ของหลายๆ เหตุการณ์ หลายๆ ประเทศ
- ใช่เลยค่ะประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกมีรากฐานมาจากการต่อสู้ ความเจ็บปวด ชัยชนะที่ผสมผสานกัน
- กำแพงเมืองจีนที่เห็นนี้ได้ผ่านการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วค่ะน้องซิลิเวีย ช่วงไหนที่ไม่บูรณะรัฐบาลจีนจะไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพราะมีอันตรายค่ะ และพี่ไกด์เล่าครูนกว่า มีนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายของจีนแอบไปกางเต้นท์ฉลองการจบชั้นม.ปลาย ที่กำแพงเมืองจีน โดยไม่บอกพ่อแม่ ทำไปด้วยความคึกคะนองสุดท้ายไม่มีใครได้รอดกลับมาบ้านเลยสักคนค่ะ...เศร้าอีกแล้ว
สวัสดีค่ะ
- ตามมาเที่ยวกับครูด้วยคนค่ะ
" อิฐ 1 ก้อนเท่ากับชีวิตคนที่เสียชีวิตระหว่างการสร้างกำแพงเมืองจีน 1 คน
ชอบมากเลยค่ะ
แวะมาระลึกถึงครับ...สิ่งที่ควรคำนึงกับอีกบันทึกที่ควรจดจำครับ
ขอบคุณค่ะ คณอ้อยเล็กที่มาแวะเยี่ยมชมยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ
ใช่เลยค่ะคุณเพชรน้อย...แต่ละคนต้องสูญเสียเวลาครึ่งค่อนชีวิตให้กับการก่อสร้างกำแพง...แต่ความยิ่งใหญ่มักจะแลกมาด้วยชีวิตและเลือดเนื้อค่ะ
ขอบคุณค่ะ คุณเสียงเล็กๆ..สบายดีนะค่ะ
สวัสดีค่ะ
- จะตามไปพิสูจน์บันทึกนี้นะคะ
ถ่ายได้สวยมาก อยากไปเที่ยวจังเลยครับ
สวัสดีค่ะ มาแวะทักทายให้กำลังใจเพื่อนครูด้วยกันค่ะ มีความสุขกับการทำงานน่ะค่ะ .. เดี๋ยว ขอตัวไปจัดเสื้อผ้าสีสดใส ไปถ่ายภาพคู่กับกำแพงเมืองจีนก่อนค่ะ ขอบคุณน่ะค่ะ..