".....นาคนับเป็นร้อยจ้าวก็จะเริ่มแห่และทำพิธีตั้งแต่ก่อนสว่าง เมื่อต่างก็แห่นาคมาถึงวัดแล้วก็จะมารวมกันที่ศาลาวัดหนองกลับ...."

ประเพณีการแห่นาคหมู่และการบวชนาคหมู่ของชุมชนชาวหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ริเริ่มมายาวนานนับแต่ยุคหลวงพ่ออ๋อย หรือพระครูนิกรปทุมรักษ์ (๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๒ - ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๙ อายุ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗ พรรษา) แห่งวัดหนองกลับหรือวัดหนองบัว ลูกศิษย์หลวงพ่อเดิม

                         

ภาพที่ ๑  ภาพขบวนแห่นาคหมู่อำเภอหนองบัว : ประเพณีการแห่นาคและการบวชนาคหมู่ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์  ภาพประกอบวาดโดย : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ กรกฏาคม ๒๕๕๒

การแห่นาคจะแห่นาคแต่ละจ้าวมาจากหมู่บ้านและชุมชนต่างๆทั่วสารทิศ ทั้งในตัวชุมชนอำเภอหนองบัวและจากโดยรอบ มักเริ่มแห่ออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนรุ่งอรุณ ตี ๔-ตีห้าโดยประมาณ โดยกะให้ไปเตรียมข้าวของเพื่อเริ่มทะยอยเข้าโบสถ์อีกครั้งที่วัดหนองกลับซึ่งก็จะเริ่มแต่เช้าตรู่ให้เสร็จก่อนเพลเพื่อที่ญาติพี่น้องและนาคจะได้ทำการฉลองพระใหม่และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ได้

บางปีมีนาคนับเป็นร้อยจ้าวก็จะเริ่มแห่และทำพิธีตั้งแต่ก่อนสว่าง เมื่อต่างก็แห่นาคมาถึงวัดแล้วก็จะมารวมกันที่ศาลาวัดหนองกลับ ซึ่งเป็นศาลาไม้ขนาดใหญ่โต

ระหว่างการรอเพื่ออุปสมบทเป็นนาคหมู่พร้อมกัน ก็จะมีการเล่นแตรวง รำวง ล้อมวงกินข้าว แบ่งปันขนมและสิ่งของเพื่อช่วยงานกันและทำบุญกุศลร่วมกัน

ในประเพณีดังกล่าว แตรวงมากมายหลายวง ก็จะมีบทบาทเหมือนกับเป็นผู้จัดกระบวนการทางสังคมและเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม รวมกลุ่มช่วยกันเป่าแตรและเล่นเพลงให้ชาวบ้านรำวงเอาแรงกัน จ้าวไหนแห่เสร็จก่อนก็จะไปช่วยแห่ให้กับจ้าวอื่น บ้างก็จะขอหามเสลี่ยงและขอให้ได้เป็นพาหนะให้นาคขี่คอ ด้วยถือว่าได้อานิสงมาก บ้างก็ขอช่วยหาบข้าวของที่เป็นอัฐบริขาร และบางทีก็แบ่งปันข้าวของตนเองเข้าไปช่วย

                         

ภาพที่ ๒  เครื่องแห่นาค : คานหาม เสลี่ยง เครื่องทรงนาค และสิ่งตบแต่งต่างๆ สำหรับการแห่นาคในลักษณะต่างๆ ทั้งการขี่คอ การคอนเสลี่ยงและคานหาม การขี่ม้า การขี่ช้าง การขี่รถ เครื่องทรงและการตบแต่งจะเป็นงานแสดงออกทางฝีมือช่างของชาวบ้าน รวมทั้งแสดงออกทางปริศนาธรรมและภูมิปัญญาเกี่ยวกับพระศาสนา เช่น คานหามทำเป็นรูปม้า ๔ ขาก็อาจหมายถึงกายและรูปขันธ์ทั้ง ๔ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งเป็นเหมือนพาหนะและที่อาศัยของวิญญาณขันธ์ เป็นต้น ภาพถ่ายโดย : เสวก ใยอินทร์ คนหนองบัว จากบล๊อก เวทีเรียนรู้สร้างสุขภาวะคนหนองบัว

การเข้าไปเดินร่วมในขบวนและการออกไปร่ายรำหน้านาค มักมีคนเฒ่าคนแก่และชาวบ้านทั่วไปที่โดยปรกติก็จะไม่เห็นการร่วมกิจกรรมรื่นเริง เนื่องจากในประเพณีดังกล่าว การร่ายรำหน้าขบวนแห่นาค อยู่ในฐานคติของการทำเพื่อเป็นปฏิบัติบูชาหรือการบูชาด้วยดนตรีและการร่ายรำ มิใช่เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

ในหมู่แตรวง จะมีวัฒนธรรมการไล่เพลง นั่งต่อเพลง และสอบทานทางเพลงให้กัน จึงนอกจากจะทำให้การบวชนาคทำให้ผู้คนหนองบัวมีสำนึกในการเป็นศิษย์ครูอาจารย์ร่วมโบสถ์เดียวกันแล้ว วัฒนธรรมอย่างในกลุ่มแตรวงนี้ ก็มีส่วนในการทำให้ผู้คนซึ่งก็มาจากชาวนาและชาวบ้าน ได้รู้จักเคารพนับถือกันเป็นครูอาจารย์รวมไปถึงทั้งชุมชน จะคิดและทำสิ่งใดก็มุ่งปรึกษาหารือกัน เป็นกลไกโดยธรรมชาติในการอยูร่วมกันในอดีต

จากนั้นก็จะเริ่มแห่ขบวนนาค จัดเป็นนาคเอก นาคโท* หรือไปจัดในตอนนั่งในโบสถ์ แห่รอบโบสถ์ เข้ารับการบรรพชาอุปสมบทพร้อมกัน เป็นประเพณีการบวชนาคหมู่ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชุมชนชาวหนองบัว นครสวรรค์

ระหว่างการแห่นาค ทั่วตลาดอำเภอหนองบัว รวมทั้งในวัดหนองกลับ ก็จะก่อให้เกิดการสื่อสารเรียนรู้และสร้างการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมอย่างคึกคัก ทั้งชุมชนอำเภอเต็มไปด้วยบรรยากาศงานบุญและความครึกครื้น ปลื้มปีติ ผู้คนจะถามไถ่และทบทวนว่านาคเอก นาคโท เป็นใคร รวมทั้งพ่อนาคคนอื่นๆเป็นลูกหลานของใคร

สิ่งเหล่านี้ ก่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นแน่นหนาของชุมชน เป็นวิธีสืบทอดประเพณีทางศาสนาที่ผสมผสานกลมกลืนกับวิถีของท้องถิ่น คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้การบวชนาคและการแห่นาคหมู่ เป็นหนึ่งในคำขวัญของอำเภอหนองบัว.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  * นาคเอก นาคโท  

               ในประเพณีการบวชนั้น จะมีขั้นตอนที่สำคัญโดยผู้ที่จะบวชก็จะไปอยู่วัดเพื่อรับการอบรมทางด้านต่างๆ จากนั้นก็จะโกนหัวเป็นนาค เมื่อเป็นนาคแล้ว ก็จะผ่านขั้นตอนที่สำคัญอีกคือ การสมาทานศีล ๑๐ การถือนิสสัยสำหรับการปฏิบัติไตรสิกขา และแนวปฏิบัติศึกษาอสุภกรรมฐาน ซึ่งในขั้นตอนนี้บางครั้งก็อาจเรียกว่าเป็นการบรรพชาเป็นสามเณร จากนั้นจึงจะเป็นการอุปสมบทซึ่งเป็นขั้นตอนพิจารณารับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหมู่สงฆ์ หรือเปลี่ยนผ่านเป็นสมาชิกของชุมชนทางศาสนา อยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยได้ฉายาใหม่เป็นพุทธบุตร ขั้นตอนดังกล่าวนี้ ในแง่ความเป็นชุมชนนั้น ก็จัดว่าเป็นขั้นตอนแปรภาวะความเป็นปัจเจกให้เป็น ๒ สถานะ คือ เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้นำทางจิตใจ (Spiritual leadership community) และเป็นบุคคลของส่วนรวม (Public servant) ในเชิงสัญลักษณ์นั้น ก็จะสื่อถึงความไม่มีตัวตนของปัจเจก แต่ได้บังเกิดขึ้นในชีวิตทางการปฏิบัติธรรม  จึงไม่มีอายุทางโลกอีก แต่ใช้การนับพรรษาและอายุทางธรรมแทน จะอายุเท่าใดก็เคารพและอยู่กันด้วยอาวุโสทางธรรม ไม่ใช้ชื่อเดิมของปัจเจก แต่มีฉายาที่เหมือนกับธรรมนิยามในความเป็นท่านนั้นๆสำหรับใช้เรียกชีวิตการบวช ดังนั้น การเตรียมผู้ที่จะบวชจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ผู้ถึงวัยที่จะบวช เมื่ออายุ ๒๐ ปีขึ้นไป เมื่อประสงค์จะบวช จะต้องนำเอาขันธ์ ๕ และดอกไม้ธูปเทียนแพ ไปกราบอุปัชฌาจารย์ น้อมตนเป็นนาคและรับการฝึกหัดเพื่อเตรียมบวช ฝึกปฏิบัติรับใช้พระ เณร และผู้อื่นในวัด ฝึกขานนาค ฝึกกราบ และท่องบทสวดมนต์ ผู้ที่มีลักษณะความเป็นผู้นำในระหว่างเป็นนาค ทั้งโดยนิสัย การแสดงออก ความอ่อนน้อม ความจริงจังในการปฏิบัติ ความจริงจังในการอ่านและท่องหนังสือขานนาค รวมทั้งเป็นที่ยอมรับโดยธรรมชาติในกลุ่มของนาคที่จะบวชในรุ่นเดียวกัน เหล่านี้ จะเป็นองค์ประกอบที่พระพี่เลี้ยงและอุปัชฌาจารย์พิจารณาให้เป็นนาคเอกและนาคโท มีนัยะถึงความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ ระหว่างทำพิธีบวชก็จะเป็นผู้แสดงนำการขานนาคได้ถูกต้อง ชัดเจน เมื่อเป็นพระนวกะ หรือพระใหม่ในรุ่นเดียวกัน ก็มักเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับถึงความเป็นผู้นำเป็นอันดับแรกและอันดับรองกันไป จึงอาจกล่าวได้ว่า นาคเอกและนาคโท มีความเป็นกุศโลบายซึ่งมีนัยะต่อการสร้างปัจเจกที่มาจากพื้นฐานอันแตกต่างหลากหลาย ให้สามารถอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนสังฆะของพระพุทธศาสนานั่นเอง