ผมว่าสำหรับมุสลิมแล้ว ทุกคนอาจจะคุ้นชินกับคำว่า "อิสลามคือวิถีชีวิต" และทุกคนจะเข้าใจว่า หลักคำสอนของศาสนาอิสลามเป็นหลักคำสอนที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต และเมื่อเป็นมุสลิมแล้วทุกคนต้องนำเอาหลักคำสอนเหล่านั้นมาปฏิบัติให้ครบถ้วนตามความสามารถของตนเอง

(เตาฟิก 3 ขวบเต็มแล้วครับ)

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า หลายคนใช้คำว่า อิสลามคือวิถีชีวิต เพียงการใช้ชีวิตประจำวัน การทำมาหากิน การใช้ชีวิตครอบครัว แต่ลืมอีกหนึ่งส่วนของชีวิตที่สำคัญไป คือ คำว่า "อิสลามคือวิถีชีวิตในมิติทางการศึกษา" คำถามของผมคือ อะไรคือภาระหน้าที่ของการศึกษาที่จะไปตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตอย่างเป็นมุมิน การเป็นมุมินที่สมบูรณ์ไม่ใช่ด้วยเพียงการกักตัวเองไว้ในมัสยิด ทำแต่การละหมาด อีบาดะห์เท่านั้น แต่มุมินที่ดีต้องอยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นได้ เลี้ยงดูคนในครอบครัวได้ แต่แล้วทำไมเมื่อเราอยากให้ลูกหลานของเราเป็นคนที่มีศรัทธา เรากลับกำหนดกรอบของวิชาศาสนาไว้เพียงอัลกุรอาน หะดีษ ฟิกฮ์ หรือวิชาเพียงในแนวนี้ทั้งหมด

ผมว่า กรอบแรกที่เราน่าจะมองให้เหมือนกันก่อน คือ กิจกรรมอะไรบ้างในชีวิตที่อยู่ในกรอบของอีบาดะห์ ผมเลยนึกไปถึงเหตุการณ์หนึ่งในสมัยท่านรอซูล (ซ.ล) ภายหลังจากที่ละหมาดซุบฮ์ มีซอฮาบะห์ท่านหนึ่งรีบออกจากมัสยิดเพื่อไปทำมาหาเลี้ยงชีพ ในขณะที่ท่านรอซูล (ซ.ล) และซอฮาบะห์ท่านอื่นๆ ยังทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์อยู่ในมัสยิด จึงมีคนๆ หนึ่งกล่าวขึ้นว่า น่าเสียดายชายคนนั้นจริงๆ (ผมจำสำนวนที่พูดไม่ได้ แต่ไปในแนวทางที่ว่า ไม่มีเวลาทำอีบาดะห์ ต้องรีบไปประกอบอาชีพ) ท่านรอซูล (ซ.ล) ตอบว่า นั้นแหละเขากำลังไปทำอีบาดะห์

เมื่อไรที่การทำงานหาเลี้ยงชีพ คือส่วนหนึ่งของอีบาดะห์ ซึ่งจริงๆ เงื่อนไขของการเป็นอีบาดะห์ มีสองเงื่อนไขเองครับ คือ เป็นการปฏิบัติตามแบบอย่างและบริสุทธิ์ใจ ซึ่งในกรณีของการประกอบอาชีพ เราก็จะพบหะดีษของท่านรอซูล (ซ.ล) มากมายครับ เช่น ท่านรอซูล (ซ.ล) กล่าวไว้ว่า "นบีนูฮ์จะไม่รับประทานสิ่งใดนอกจากด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่าน" , "จงจ่ายค่าตอบแทนให้ ก่อนที่เหงื่อของเขาจะแห้ง"ท่านรอซูล (ซ.ล) เองก็ทรงทำการค้าขาย สรุปอย่างด่วนๆ (กลัวบันทึกนี้จะยาวไป) ว่า การประกอบอาชีพเป็นส่วนหนึ่งของอีบาดะห์แน่นอนครับ ดังนั้นเมื่อเป็นอีบาดะห์ก็จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานด้วยความรู้ครับ การทำไปโดยบังเอิญ ตามคนอื่นเขา เป็นการทำอีบาดะห์ที่ไม่สมบูรณ์ แล้วทำไมในปัจจุบันเราให้ความรู้ลูกหลานเราในนิยามของคำว่า ศาสนาเพียงมิติเดียว

การเรียนการสอนจะต้องทำให้เกิดดุลยภาพในการดำเ้นินชีวิตครับ ไม่ใช่มุ่งเพียงจุดเดียว ประเด็นนี้เป็นการศึกษาในขั้นพื้นฐานครับ แต่แน่นอนเมื่อพ้นส่วนพื้นฐานไปแล้ว การลงลึกในรายละเอียดเฉพาะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในที่นี้ผมขอยกเอาอีกหนึ่งหะดีษครับ มีอยู่ว่า

ท่านรอซูลลุลลอฮฺ (ซ.ล)ได้ขี่พาหนะโดยมีมุอาซนั่งอยู่ข้างหลัง ท่านกล่าวว่า : “โอ้ มุอาซ บินญะบัล !” เขาตอบว่า “ครับ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ด้วยความยินดียิ่ง” ท่านกล่าวอีกว่า “โอ้ มุอาซ บินญะบัล !” เขาตอบว่า “ครับ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ด้วยความยินดียิ่ง” เป็นจำนวนสามครั้งด้วยกัน ท่านกล่าวว่า “ผู้ใดก็แล้วแต่ที่กล่าวคำปฏิญาณด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า อัลลอฮฺเท่านั้น คือ พระเจ้าที่ควรเคารพกราบไหว้ และมุหัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็จักปกป้องเขามิให้ต้องไฟนรก” เขาถามว่า “โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ แล้วไม่ให้ฉันบอกแก่คนอื่นหรือ พวกเขาจะได้ดีใจ? ท่านตอบว่า “(ไม่ต้องหรอก) เพราะถ้าอย่างนั้น พวกเขาก็คงจะมอบตัวแก่อัลลอฮฺโดยไม่ทำการใดๆ ละซิ” แต่ในตอนที่ท่านได้เสียชีวิตลง มุอาซก็ได้บอกสิ่งนี้แก่คนอื่นเพราะเกรงว่าจะเกิดความผิดบาปกับตัวเขา (บุคอรีย์, 128 และมุสลิม, 32)

คำตอบจากหะดีษนี้ชัดเจนครับ ถ้ามุ่งไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วละเลยส่วนอื่นๆ ไป ชีวิตก็พลาดเป้าแล้วครับ

วัลลอฮูอะลัม