ระยะทางจากเมืองพาราณสี ไปที่เมืองกุสินาราประมาณ ๒๕๐ กิโลเมตร แต่ทว่าเราต้องใช้เวลาเดินทาง ถึง เกือบ ๗ ชั่วโมงทีเดียว
เนื่องจากสภาพถนน ที่ยังคับแคบ ระบบการจราจรที่ไม่ค่อนเอื้ออำนวย นอกจากนั้นบางครั้งที่เราผ่านในชุมชนเล็กๆระหว่างเมือง จะพบกับกลุ่มรถรา ทั้งรถยนต์ รถมอเตอร์ไซดิ์ เต็มถนน หูของเราจะได้ยินแต่เสียงบีบแตรขอทางของรถทุกคัน ไม่มีใครฟังใครทั้งสิ้น
“ เขาบีบแตร เพื่อให้รู้ว่ามีรถมา “ ไกดิ์ เล่าให้แม่ต้อยฟัง
“ เวลาจะข้ามถนน ที่อินเดีย ต้องเดินตรงอย่างเดียว ไม่ต้องหลบรถ เพราะเราไม่รู้ว่าจะหลบคันไหน รถจะต้องหลบเราเอง..” ไกดิ์กล่าวสมทบ
ฮ่าๆๆ แม่ต้อยเลยไม่กล้า ลงไปเลย เกรงใจจ้า..
สินค้าที่มีวางขายตลอดทาง
ระยะทางใช้เวลา ๗ ชั่วโมง ไม่มีห้องน้ำ ในรถเสียด้วยทำไงดีเนี่ยย..? แม่ต้อยหันรีหันขวาง
“ หากใคร อยากเข้าห้องน้ำ ช่วยยกมือนะครับ เราจะจอดให้ทันที ครับ..” โอ้โห สุดยอด ไกดิ์คนนี้
วันนี้เราจะให้ ทุกท่านได้สัมผัสกับห้องน้ำ กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่านจะได้สัมผัสกับธรรมชาติ และสายลม ไกดิ์พยายามกล่อมจิตใจพวกเราให้เห็นดีเห็นงาม อิอิ
ดังนั้น จึงมีกติกาว่าทุกคราที่รถจอด ผู้ชายต้องข้ามถนนไปเข้าห้องน้ำ ด้านขวามือ ฝ่ายหญิงให้เข้าด้านซ้ายมือ ต่างคนก็หาป่าละเมาะย่อมๆ ที่ใดก็ได้ ตามอำเภอใจ ฮ่าๆๆ
ห้องน้ำไร่ถั่วแระ
ใครที่ยังไม่มีประสบการณ์เยี่ยงนี้ แม่ต้อยขอเชิญชวนนะคะ สำหรับห้องน้ำ ฝ่ายหญิงเที่ยวนี้คือไร่ ถั่วแระคะ ข้างหน้าที่เห็นคือกองขี้วัว ที่เขาเอามา ปั้นขายเพื่อทำเป็นเชื้อเพลิง
กองขี้วัวนี้มีขายทั่วๆไปนะคะ นัยว่าเป็นสินค้าประจำหมู่บ้านทุกที่
มีครั้งหนึ่งที่เขาบอกด้วยความดีใจว่า คราวนี้เราจะจอดให้ทุกท่านได้แวะใช้ห้องน้ำของโรงแรมข้างทาง
แต่เมื่อลองเข้าไปใช้บริการ มีความรู้สึกว่า ส้วมที่ไร่ถั่วแระน่าจะเข้าท่ากว่า อย่างน้อยก็ไม่มีกลิ่น หรือแมลงวันบินหึ่งๆๆ แบบนี้ฮ่าๆๆ เห็นไหมว่าเริ่มติดใจส้วมแบบกลางแจ้งเข้าแล้วนา..
แม่ต้อย เล่าเรื่องห้องน้ำมากๆ อย่าขยาดกลัวนะคะ
ที่จริงของดีดี มีมากคะ อิอิ
เราถึงเมือง กุสินารา เกือบสองทุ่มคะ ( ทรหดมากๆๆ) โรงแรมที่พักติดกับวัดไทยที่กุสินารา เราจึงได้ไปทำบุญทอดผ้าป่าร่วมกับคณะ อื่นๆ
เช้ามืดประมาณ ตีสี่ พวกเรารีบตื่นเพื่อไปนมัสการและเวียนเทียนที่ มกุฏพันธเจดีย์ อันเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า
เราจะเห็นเป็นซากทรงกลมขนาดใหญ่ ตอนที่เราเวียนเทียนมีพระ สองรูปมานมัสการด้วย เราจึง
นิมนตร์ท่านมารับจตุปัจจัย ด้วยเลย
อากาศยามเช้าหนาวเย็น สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธิ์ปรินิพพานนี้ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อจะถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า นั้นไฟที่นำมาถวายพระเพลิงนั้นไม่สามารถ เผาสรีระสังขารท่านได้ จนกระทั่งพระมหากัสสัปปะ สาวกเดินทางมาถึง พระบาทของพระพุทธเจ้าจึงยื่นออกมา และเมื่อพระมหากัสสัปปะ ได้นำหน้าผากแนบกับพระบาทของพระพุทธองค์ จึงจะสามารถถวายพระเพลิงต่อไปได้
ดังนั้นจึงเป็นธรรมเนียมปฎิบัติ สำหรับชาวพุทธ ที่ได้มีโอกาส สักการะ ปรินิพพุตสถาน ที่สาวโนทยานซึ่งภายในจะประดิษฐานองค์พระพุทธรูปปางไสยาสน์เสด็จดับ ขันธปรินิพพานเมื่อสักการะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเอาหน้าผากแนบกับพระบาททั้งสองข้างของพระพุทธรูป เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด
หลังจากนั้นเราต้องนั่งรถ อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง เพื่อข้ามไปเมืองลุมพินี ประเทศเนปาล
บ่ายคล้อยเราถึงบริเวณ ชายแดนอินดีย เนปาล ที่นี่ วัดไทยกุสินาราเฉลิมพระเกียรติท่านเจ้าอาวาส ท่านได้กรุณา สร้างห้องน้ำสะอาดไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้ใช้ด้วย ก่อนที่จะเข้าประเทศเนปาล นับว่าเป็นโชคดีของทุกคนที่ได้มีโอกาสได้ใช้ห้องน้ำอันสะอาดสะอ้านหอมกรุ่น อันหาได้ยากยิ่ง
วันนี้ เขามีการเดินขบวน เรียกว่ามีกลุ่มประท้วงที่บริเวณชายแดนด้วย น่าจะเป้นเรื่องความขัดแย้ง ระหว่างเขตชายแดนนั่นเอง
กลุ่มประท้วง
แม่ต้อยจึงติดในรถเกือบสองชั่วโมง กว่าจะได้เข้าประเทศเนปาลเพื่อไปสักการะ สังเวชนียสถานแห่งที่๔ คือ ที่เมืองลุมพินี อันเป็น ชาตสถานที่พระพุทธเจ้าประสูติ
การเดินทางเข้าไปที่ลุมพินีนี้ ต้องนั่งรถสามล้อเข้าไปนะคะ หากรถคันไหนคนขับอายุมากสักหน่อยจะขับช้าๆ มักจะมีเด็กๆวิ่งตามเป็นพรวน พร้อมกับสวด นะโมตัสสะ ภะคะวะโต จนถึงอิติปิโส พอสวดจบก็บอกว่า มีรูปี ไหม? มีเงินบาทไหม?
ดังนั้นคราวหน้าใครจะไปแม่ต้อยแนะนำให้หาคนหนุ่มๆนะคะ เขาปั่นเร็วจี๋มากๆๆคะ
แม่ต้อย ได้เข้าชมมหาวิหารของ นางมหามายาเทวี ข้างในมีรอยเท้าพระพุทธเจ้า เมื่อแรกประสูติ
เสาหินของพระเจ้าอโศก และสระสรงสนานพระวรกายของเจ้าชายสิทธัตถะ
สระสรงสนาน
เนื่องจากเราต้องรีบทำเวลาขึ้นเครื่องบินไป กาฐมัณฑุ จึงมีเวลาไม่นาน ( เพราะเสียเวลาที่ด่าน จาก การเดินขบวนนานไปหน่อย นั่นแหละคะ )
จาก เมืองลุมพินี หรือชาวเนปาลเรียกว่าเมืองสิทธัตถะ เราใช้เวลาประมาณ ๓๕ นาทีจากสนามบิน ไพราวา บินสู่เมือง กาฐมัฑุ
แม่ต้อยนั่งใจเต้นตึ้กตั้กไปตลอดทาง เพราะว่าสนามบินที่กาฐมัณฑุนั้น เป็นสนามบินขั้นปราบเซียนทีเดียว
แต่เราก็ถึงโดยสวัสดิภาพ แฮ่ๆๆ สาธุ
ตื่นเช้ามารับอากาศที่หนาวเย็น ลงอีกนิดที่เนปาลพนักงานที่โรงแรมบอกว่า วันนี้อยากจะไปไหนให้รีบไปนะคะ เพราะพรุ่งนี้จะมีการประท้วงทั้งเมือง ทุกร้านจะปิดหมด
เราไปที่สวยมภูนารท Swayambhunath Stupa อันเป็นองค์เจดีย์ที่เลื่องชื่อของเนปาล เก่าแก่ที่สุดในโลกองค์หนึ่ง
ตามประวัติกล่าวไว้ว่า สร้างโดย พระโพธิสัตว์ มัญชุศรี เพื่อครอบดวงไฟที่เกิดขึ้นเอง เจดีย์นี้ ต้องขับรถเวียนขึ้นไปคล้ายๆ เราจะขึ้นไปดอยสุเทพ
หลังจากนั้น เราไปที่ กาฎ มัณฑุ เดอร์บาสแควร์ หรือ จตุรัส พระราชวัง
แม่ต้อย มีความตั้งใจอย่างมากที่จะมาดู วิหารกุมารี หรือกุมารี ที่เป็นเทพธิดาที่มีชีวิตองค์เดียวในโลก และเป็นที่นับถืออย่างสูงของชาวเนปาล
และแม่ต้อย ก็ได้มีโอกาสได้ชมเทพิดา กุมารี อย่างสมใจ จริงๆ
เทพธิดากุมารีนี้อายุเพียง ๖ ขวบเท่านั้นเอง หน้าตาสวยมากๆๆ
เทพธิดากุมารี
ชาวเนปาลเล่าให้ฟังว่ามีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกมากมาย เช่น ตระกูล ความงาม ๕ ประการ และจะได้เป็นเทพธิดาจนกว่าจะมีประจำเดือนก็จะ เปลี่ยนคนใหม่ต่อไป
การเป็นเทพธิดา กุมารี จะต้องออกจากครอบครัวมาอยู่ในวังแห่งนี้ จนกว่าจะครบกำหนด ในระหว่างที่เป็นกุมารี ต้อง ปฎิบัติ ภารกิจต่างๆมากมาย
วังเทพธิดากุมารี หน้าต่างบนสุดคือที่เทพธิดากุมารีมาปรากฎตัว
สำหรับผู้ที่จะมานมัสการ เทพธิดากุมารีนี้จะต้องไม่ถ่ายรูปเป็นอันขาด รูปที่นำมาให้ดูนี้ มาจากโปสเตอร์คะ ส่วนองค์ที่แม่ต้อยได้ดูนั้น อายุน้อยกว่านี้ น่ารักมากๆๆคะ
ที่จัตุรัสนี้มีคนมาเที่ยวมากมาย เดินเหินต้องระมัดระวัง ทั้งคนขายของ รถรา คนขายของ นักบวช
แม่ต้อยเห็นพิธีแต่งงานของเด็กหญิงเล็กๆอายุประมาณ ๕ ถึง ๖ ขวบ แต่งกายด้วยชุดเจ้าสาวสวยงาม ตามแบบเนปาล ด้วย น่าสนใจมาก
เจ้าสาว ตัวน้อยๆ
เขาบอกว่าเป็นความเชื่อที่ว่าเด็กหญิงอายุไม่เกิน ๑๕ ปีจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับ ผลไม้ชนิดหนึ่งเขาบอกชื่อคล้ายๆ Apple root เป็นผลไม้เปลือกแข็ง และอาหาร นานาชนิด ที่บริเวณหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตข้างหน้ามีความอุดมสมบูรณ์
ในวันสุดท้าย แม่ต้อยได้ไปที่องค์เจดีย์ ที่สวยงามมาก อีกแห่งหนึ่งคะ ชื่อว่าเจดีย์โพธานารถ Bouddhanath Stupa มีลักษณะสวยงาม ที่แปลกมีรูปตา ขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Buddha eyes อยู่ตรงกลางเจดีย์ เป็นที่เคารพสักการะของชาวเนปาลมากด้วยเช่นกันคะ
ที่เนปาลนี้ เรามักจะเห็นธงสีต่างๆปลิวไสว ตามองค์เจดีย์ ธงต่างๆเหล่านี้ มีความเชื่อว่าจะพัดพาสิ่งที่ดีดี เข้ามาในชีวิต ในขณะเดียวกันจะพาเอาสิ่งที่ชั่วร้ายออกไปด้วย
ในเนปาล เราจึงเห็นธงสีต่างๆเหล่านี้อยู่ทั่วไป ( แม่ต้อยเคยเห็นในธิเบตด้วย คงคล้ายๆกัน)
เรื่องราว ของการท่องเที่ยว และจาริกแสวงบุญฉบับย่อๆของแม่ต้อยก็จบ ลงเพียงเท่านี้นะคะ
ขออนุโมทนาบุญสำหรับทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านนะคะ
สวัสดีคะ
สวัสดีครับ แม่ต้อย
เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียม นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ฝีมือคนงาน ช่างท่อ ไปนำเสนอครับ 15 - 16 นี้ที่หาดใหญ่ครับ
สวัสดีคะ
ตามเเม่ต้อยมาเเสวงบุญค่ะ ตอนนี้คงอิ่มบุญมากๆเลยนะคะ คิดถึงเเม่ต้อยเหมือนเดิมค่ะ เติมพลังเเล้วเเม่ต้อยคงกลับมาลุยงานชงชาต่อนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้เเม่ต้อยคนเก่งเเละคนขยันค่ะ
ฝากภาพถ่ายกับคุณหมอเจด็จคนหล่อมาให้เเม่ต้อยชมค่ะ ดาวล้อมเดือน อิอิ
สวัสดีค่ะ
อยากไปแบบนี้มากๆๆเลยค่ะ
รักษมาสุขภาพนะคะ
พิธีแต่งงานของเด็กหญิงเล็ก ๆ จินตนาการตามแล้ว ดูท่าจะน่ารักมากนะคะ เป็นพิธีความเชื่อที่เก๋มากค่ะ หากจะไปเมื่อไหร่ จะขอมาปรึกษาพี่ต้อยค่ะ ระลึกถึงเสมอนะคะ
สวัสดีคะ น้องกุ้งนาง
แม่ต้อยครับ
ดูเเลสุขภาพนะครับ
ติดตามเดินทางร่วมไปกับเเม่ต้อย ได้รู้ ได้เห็น เรื่องราวหลากหลาย ถือว่าได้เปรียบมากเลย ในอนาคตอยากไปบ้างครับ
เมื่อ ส. 12 ธ.ค. 2552 @ 18:43
กริ้ดด ที่ได้รับข้อความจากครูคิม
5.
สวัสดีคะ น้องศิลา
น้องเอกคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ แม่ต้อย
สวัสดีคะ
ว้าว ยังจำได้เลยว่า แม่ต้อยบอกในบันทึก Incredible India ว่าอยากไปเยือนอินเดีย
เส้นทางสายฝันอันดับหนึ่งในใจปู ... มาชมการเดินทางธรรมะ กับแม่ต้อยด้วยค่ะ
ชอบหนูน้อย ตาเลจู กุมารี ... ปูยังคิดเลยนะคะว่า ถ้าปูเป็นสาวน้อยเนปาล จะได้เป็นตาเลจู สมใจ อิ อิ ...
ว้าว ชอบภาพนี้ด้วยค่ะ แม่ต้อย ...
สุขสันต์วันจันทร์นะ
ได้ส่งของที่ระลึกให้แม่ต้อยค่ะ
สวัสดีค่ะแม่ต้อย
... แม้ห่างหาย มิห่างเหินนะคะ มาทายทักแม่ต้อย ด้วยระลึกถึงค่ะ
มาชมภาพอินเดีย หนึ่งในเส้นทางสายฝัน ที่ยังอยากจะไปสักวันนึงค่ะ
ตั้งใจถือโอกาสกราบสวัสดีเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้แม่ต้อยและครอบครัวประสบความสุข สุขภาพแข็งแรง คิดหวังสิ่งใดให้สมปรารถนาตลอดปีนี้ และตลอดไปค่ะ
แม่ต้อยเดินสายอีกแล้วฤา ปลอดภัยในทุกเส้นทางนะคะ
สวัสดีค่ะ ขอบคุณสำหรับการท่องเที่ยวครั้งนี้ค่ะ บางภาพไม่เคยเห็นไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ..
15.