จะเห็นว่า ซูซานจึงมีสองสัญชาติไทย กล่าวคือ สัญชาติไทยและสัญชาติอเมริกัน อัยการไทยใน พ.ศ.๒๕๐๘ จึงไม่เห็นว่า การมีสัญชาติอเมริกันของซูซานจะทำให้ซูซานเสียสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดตามมาตรา ๗ (๓) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๙๕ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๖ แม้จะมีสองสัญชาติ แต่เมื่อสัญชาติหนึ่ง ก็คือสัญชาติไทย ซูซานก็มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย จึงไม่ใช่คนต่างด้าว จึงไม่ต้องรับใบถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองแต่อย่างใด

ความเห็นอัยการเลขรับที่  ห. ๓๐/๒๕๐๘ เรื่อง  ปัญหาสัญชาติของเด็กหญิงซูซาน  คนสัญชาติอเมริกันซึ่งเกิดในประเทศไทย

กฎหมาย  ระเบียบ

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ มาตรา ๗

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๓ , ๗

พ.ร.บ. การทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๔๙๓ มาตรา ๕ , ๙

ความเห็นทางกฎหมาย

เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กซึ่งมีมารดาเป็นชาวอเมริกันนั้นเกิดในประเทศไทยก่อนใช้พระราชบัญญัติสัญชาติ  (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๔๙๖ และถ้าไม่มีสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างอื่น  เด็กนั้นย่อมได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ  ไม่ใช่บุคคลต่างด้าวที่จะต้องได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญตัวคนต่างด้าว

ข้อเท็จจริงและปัญหา

กระทรวงมหาดไทยขอให้กรมอัยการพิจารณาให้ความเห็นตามบันทึกเสนอของกรมตำรวจ ที่ ๐๕๔/๖๖๐๗  ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม  ๒๕๐๘ ในกรณีที่นางเจนน์คนสัญชาติอเมริกัน  ยื่นคำร้องขอรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้ ด.ญ.ซูซาน บุตรซึ่งเกิดในประเทศไทย  และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองให้ถือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ของ  ด.ญ.ซูซาน ที่ ๗/๒๕๐๖  ลงวันที่ ๑๘ เมษายน  ๒๕๐๖ ในประเภทคนเข้าเมืองสัญชาติอเมริกันโควต้าเลขที่ ๑๗๙/๒๕๐๖   แต่โดยที่บุคคลผู้นี้ยังมีสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ  พ.ศ. ๒๔๙๕  มาตรา ๗ อนุ ๓ อยู่  กรณีจึงไม่อาจออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้แก่คนสัญชาติไทยได้

คำวินิจฉัย

จากคำให้การของ  ด.ญ. ซูซานและมารดา ซึ่งให้ถ้อยคำไว้กับเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน  ๒๕๐๖  ยืนยันว่า ด.ญ. ซูซานเกิดเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม  ๒๔๙๒  ที่อำเภอดุสิต  จังหวัดพระนคร  ประเทศไทย  ตามสูติบัตรที่ ๑๗๕๘/๒๔๙๒  ลงวันที่ ๘ กันยายน  ๒๔๙๒  รับแจ้ง ณ อำเภอดุสิต  แม้ปรากฎว่าทางสำนักทะเบียนท้องถิ่นแขวงดุสิตได้ตรวจสอบไม่พบต้นฉบับสูติบัตรเนื่องจากชำรุดและสูญหาย  ก็เป็นที่เชื่อได้ว่า  ด.ญ. ซูซาน เกิดในประเทศไทยตามคำให้การของตนและมารดาดังกล่าว  เมื่อ ด.ญ. ซูซานเกิดในประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๔๙๒  ย่อมเป็นบุคคลสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ  พ.ศ. ๒๔๙๕  มาตรา ๓ อนุ ๓ และย่อมได้สัญชาติไทยตลอดมา  ถ้าหากว่าไม่มีสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาว่าด้วยสัญชาติของคนอเมริกันที่เกิดในประเทศไทยระบุไว้เป็นอย่างอื่น  แม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๓ ยกเลิก มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญํติสัญชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ อนุมาตรา ๓  บัญญัติใหม่ว่า “ผู้เกิดในราชอาณาจักรโดยมารดาเป็นคนไทย”  ซึ่งแก้หลักการว่า นอกจากเกิดในประเทศไทยแล้ว  มารดาจะต้องเป็นคนไทยด้วยจึงจะได้สัญชาติไทยก็ตาม  แต่มาตรา ๔ ก็บัญญัติว่า “ความในมาตรา ๗  แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕  ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัตินี้  ไม่กระทบกระเทือนถึงผู้ที่ได้สัญชาติไทยอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติบังคับใช้บังคับ”   ซึ่งหมายความว่า ด.ญ. ซูซาน  ซึ่งได้สัญชาติไทยอยู่ก่อนแล้วก็คงได้สัญชาติไทยอยู่ตามเดิม  แม้มารดาจะมิใช่คนไทย

          โดยนัยแห่งพระราชบัญญัติสัญชาติดังกล่าวถือได้ว่า  ด.ญ. ซูซานเป็นคนซึ่งมีสัญชาติไทยตลอดมาตั้งแต่เกิด  และมิได้เคยเสียสัญชาติไทยไปตามความในหมวด ๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๔๙๕ นั้น แต่ประการใด  จึงเป็นบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ  แต่ใบสำคัญประจำตัวที่นายทะเบียนจะออกให้ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว  พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น จะต้องปรากฎว่าผู้ขอรับใบสำคัญประจำตัวนั้นเป็นคนต่างด้าวอายุตั้งแต่สิบสองปีบริบูรณ์ที่อยู่ในราชอาณาจักร  ซึ่งคนต่างด้าวตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตินี้  หมายความว่า “คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ  ด.ญ. ซูซานจึงไม่ใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว  เมื่อไม่ใช่คนต่างด้าวแล้ว ก็ไม่มีสิทธิและหน้าที่จะต้องขอรับใบสำคัญประจำตัว  และนายทะเบียนก็ไม่มีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญประจำตัวให้ตามความในมาตรา ๕ และ ๙ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๔๙๓

          ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ออกใบสำคัญถิ่นที่อยู่ให้แก่ ด.ญ. ซูซาน ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองนั้น  เมื่อปรากฎว่า ด.ญ.ซูซานเป็นคนซึ่งมีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติเช่นนี้  ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ที่ออกให้ก็ย่อมไม่มีผลแต่อย่างไร  เพราะใบสำคัญถิ่นที่อยู่นั้น ต้องออกให้แก่คนต่างด้าวเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับอนุญาตให้อยู่ในพระราชอาณาจักรตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญํติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๔๙๓ ถ้ายังไม่ได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่จะถือว่าเป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไม่ได้ และมาตรา ๔๔ สันนิษฐานว่าเข้ามาในพระราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิด  แต่คนต่างด้าวตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๔๙๓  เมื่อ ด.ญ.ซูซานเป็นคนมีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติดังกล่าวแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่า ดญ.ซูซานเป็นคนต่างด้าว ซึ่งจะได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่เพื่อแสดงว่าได้รับอนุญาตให้อยู่ในพระราชอาณาจักร  เพราะคนสัญชาติไทยย่อมมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรได้โดยไม่ต้องอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายนี้

          ฉะนั้น ในกรณีนี้ กรมอัยการมีความเห็นในข้อกฎหมายว่า เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่าด.ญ.ซูซานเกิดในประเทศไทย และถ้าไม่มีสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาว่าด้วยสัญชาติของบุตรคนอเมริกันที่เกิดในประเทศไทยระบุไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว   ด.ญ.ซูซานย่อมมีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ  ไม่ใช่บุคคลต่างด้าวที่จะต้องได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว  ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๔๙๓ และพระราชบัญญัติการทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยนัยดังที่กล่าวแล้ว