วันพ่อปีนี้ เป็นปีแรกที่เขียนถึงเรื่องราวของพ่อด้วยความซาบซึ้งใจ
 
ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ เพราะนอกจากพ่อและแม่จะมีพวกเราเป็นพยานรักถึง 6 คนแล้ว ในบางช่วง พ่อยังรับอุปการะลูกๆของน้องชาย จนบ้านเราไม่เหงาเลย แทบจะมีแต่เสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลา

 

 

 

ในตอนที่ยังเป็นเด็ก เราไม่ค่อยได้พบพ่อบ่อยนัก พ่อรับราชการที่ต่างจังหวัด เดือน หรือสองเดือน จึงกลับมาหาเราที่บ้าน แต่ทุกครั้งที่พ่อกลับมา พ่อให้เวลากับลูกๆคุ้มค่าเสมอ
 
ที่ชอบที่สุดคือเวลาก่อนนอน พวกเรามักไปแออัดกันอยู่ที่ระเบียง นั่งบ้างนอนบ้าง รับลม และรับฟังเรื่องราวในอดีตของพ่อ เรื่องเล่าของพ่อ เหมือนเป็นบันทึกความทรงจำให้เราได้เรียนรู้ทั้งเรื่องราวของบรรพบุรุษและประสบการณ์ชีวิตอันมีคุณค่าอันช่วยเสริมสร้างทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิตของลูกๆ

 

จำได้ว่าหลายครั้ง พ่อเล่าถึงความยากลำบากในการครองชีพโดยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากบุพการีทั้งๆที่ท่านสามารถช่วยเหลือพ่อได้ เรื่องหนึ่งที่พ่อมักเล่าเสมอคือครั้งที่พ่อลำบากอย่างที่สุด

 

 

 

พ่อเหลือเงินติดตัวเพียงห้าสิบบาท วันนั้น พ่อได้แต่มองเงินในมือ ว่าจะเอาไปทำอะไรดี
 
ถ้าเอาไปซื้ออาหารให้ลูก ก็หมดเพียงแค่มือนั้น แต่ถ้าเอาไปลงทุนต่อ อาจได้เงินมาต่อทุนสำหรับมื้อต่อๆไป หรืออาจจะหายไปกับการลงทุนเลยก็ได้

 

สุดท้าย พ่อไปที่อู่รถแท็กซี่ เช่ารถออกมารับผู้โดยสาร
 
“แล้วได้ตังมั๊ยพ่อ”
 
นึกถึงเสียงตัวเองที่มักถามซ้ำๆทุกครั้งที่พ่อเล่าถึงเรื่องนี้ ทั้งๆที่รู้คำตอบ
 
“ได้ซีลูก ชีวิตมันมีทางไปของมันไปได้เสมอแหละ”

 

และพ่อก็ตอบฉันซ้ำๆเช่นกัน

 

เรื่องเล่าของพ่อ จึงเหมือนเทียนที่ส่องทาง ทุกครั้งที่ฉันล้ม จึงไม่เคยยอมอยู่อย่างคนล้ม แต่จะต้องพยายามลุกขึ้นให้ได้ใหม่ เหมือนที่พ่อเคยทำเป็นตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
 
พ่อลุกขึ้น และลุกขึ้น จนในที่สุด พ่อก็ยืนได้อย่างมั่นคง และเป็นที่น่าภาคภูมิใจ
 
อีกเรื่องที่พ่อปฏิบัติให้ลูกๆเห็นอย่างสม่ำเสมอคือความกตัญญู พ่อมักพูดถึงปู่ว่า ท่าน ท่านจะอย่างไรก็เรื่องของท่าน พ่อถือว่าปู่เป็นพระของพ่อองค์หนึ่งเท่านั้นพอ

 

 

 

เป็นลูกพ่อมาเกือบห้าสิบปีแล้ว ยังไม่เคยเขียนถึงพ่ออย่างจริงจังเช่นปีนี้เลย แต่เชื่อว่าพ่อคงรู้ ว่าลูกยังรำลึกถึง ซาบซึ้งในพระคุณ และยึดถือคำสอนของพ่อเป็นแนวทางดำเนินชีวิตเสมอ
 
รักพ่อค่ะ