38. อาหารเช้าที่เถียงนา

คนเราก็เท่านี้ ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ได้ยินชาวอีสานบอกว่า “กิน ถ่ายอุจจาระ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน” มีเพียงแค่นี้จริงๆ

        ผมเดินตามหลังชินที่สะพายข้องปลากลับเถียงนา หรือกระท่อมปลายนา ม้าสีน้ำตาลตัวที่ผมขี่มาเมื่อวานนี้ยังคงยืนเล็มหญ้าอยู่หลังกระท่อม

เราขึ้นไปบนกระท่อม ชินจัดการนั่งทุบหัวปลาช่อนแล้วขอดเกล็ดอย่างทะมัดทะแมง ส่วนผมตรงไปเตาไฟที่มอดสนิทเหลือเพียงขี้เถ้าสีหม่นกองเล็กๆ

        “ไม่ต้องหรอกครู เดี๋ยวผมดังไฟเอง” ชินบอกว่าจะติดไฟเอง

        “เออ... ดีเหมือนกัน ครูยังไม่ได้ล้างหน้าเลย” ว่าแล้วก็ไปหยิบถุงกระดาษที่ใส่สบู่ ยาสีฟันและแปรงสีฟัน ที่วางอยู่ข้างที่นอน ลืมไม่ได้ที่จะคว้าผ้าขาวม้าบนราวหัวนอน

        “ล้างหน้าที่ไหนนี่” ผมถามชินหลังจากสำรวจจนทั่วแล้ว กระท่อมมีเพียงตุ่มน้ำที่มีกระบวยวางพาดปากตุ่มสำหรับตักน้ำดื่มอยู่ชานกระท่อม ซึ่งไม่น่าจะใช้เป็นที่ล้างหน้าแปรงฟัน

        “น้ำในนาครูตรงไหนก็ได้ แต่หากอยากอาบน้ำก็ต้องไปที่ห้วย” ชินบอก

        “แล้วน้ำดื่ม เอามาจากไหน” ผมสงสัยต่อ

        “อ้อ.. มาจากน้ำบ่อริมห้วย เหนือทางที่ครูมาเมื่อวานขึ้นไปอีกหน่อย”  ชินตอบพร้อมกับหยิบปลาช่อนที่ขอดเกล็ดแล้วสองตัวใส่ในชามสังกะสี แล้วถือชามลุกขึ้นไปที่ตุ่ม ใช้กระบวยตักน้ำเทลงในชามเพื่อล้างปลาช่อน

        ผมลงจากกระท่อมตรงไปยังคันนาใกล้ๆ น้ำในนาใส มองเห็นปลาซิวตัวเล็กๆ หลายตัวแหวกว่ายซอกซอนข้างกอข้าวและผักแว่น บางตัวกำลังตอดกินตะใคร่น้ำที่เกาะตามกอข้าว พอผมนั่งลงจะวักน้ำบ้วนปาก ปลาซิวเล็กๆ ก็ว่ายจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว

        ผมเพียงวักน้ำล้างหน้าสองสามครั้ง แล้วคิดว่าน่าจะไปเดินเล่นริมลำธารเล็กๆ ที่ชินเรียกว่าห้วย อาบน้ำและล้างหน้าที่นั่น

        ผมเดินย้อนเส้นทางที่เดินมานาเมื่อวานนี้ไปยังลำธาร เป็นการเดินย้อนแสงอาทิตย์ซึ่งลอยขึ้นมาพ้นยอดไม้เตี้ยๆ แล้ว คะเนเวลาน่าจะประมาณแปดนาฬิกา

        ไม่ทันเหงื่อออกผมก็มาถึงลำธาร น้ำใสไหลเอื่อยๆ ผมเดินขึ้นเหนือตามทางเล็กๆ เลาะริมลำธารเพียงห้าสิบเมตร ผมก็เห็นบ่อดินกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่ง ปากบ่อมีคันดินล้อมรอบกันไม่ให้น้ำที่ปากบ่อไหลย้อนลงในบ่อ น้ำในบ่อใสนิ่ง มองเห็นก้นบ่อลางเลือน ผิวน้ำห่างจากปากบ่อเพียงนั่งยองๆก้มลงตักน้ำแค่นั้นเอง ห่างจากบ่อเล็กน้อยมีใบไม้เท่าฝ่ามือถูกพับเป็นจอกตักน้ำ ถูกวางทิ้งกระจัดกระจายหลายใบ ทั้งใบสดและเหลืองแห้ง

        ผมหยิบใบไม้ที่สดอยู่หนึ่งใบ นำไปล้างน้ำที่ลำธาร แล้วย้อนมาพร้อมกับพับตามรอยเดิม นั่งยองๆ ก้มลงใช้จอกใบไม้ตักน้ำจนเต็มยกขึ้นดื่มจนหมด น้ำค่อนข้างเย็นจืดสนิท ไม่มีกลิ่นใดๆ

        ผมจัดการล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเปลี่ยนนุ่งผ้าขาวม้า ลงไปแช่น้ำในลำธาร ส่วนที่เป็นแอ่งลึกแค่เอว

        “โอ่... โอ้.... โอ๊ย... น้อยอ้อนแอ้น แม่นมิ่งสาวสวรรค์ สาระวันตาคมสง่าสมแท้นวลน้อง.....”

        ผมร้องเพลงสาระวันรำวงด้วยความสนุกสนาน ซึ่งความจริงน่าจะบอกว่า ตะโกนเพลงมากกว่า ร้องไปด้วย รำไปด้วย เดี๋ยวนั่งเดี๋ยวยืนเดินหน้าถอยหลังอยู่คนเดียว ตามบทเพลงในแอ่งน้ำนั้น

        พลันผมก็ตกใจ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะและปรบมือบนฝั่งใกล้ๆ

        “ฮ่า...ฮ่า... เพราะมากเลยครู”  เจ้าเหรียญนั่นเอง ไม่รู้ว่ามายืนดูผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ยังไม่ทันที่ผมจะถาม เขาก็พูดต่อว่า

        “เหนื่อยจัง ขออาบน้ำด้วยคน... ครูมานานรึยัง”  เขาพูดพร้อมกับถอดเสื้อผ้าจนหมด เอามือกุมของสงวนเดินลงแอ่งน้ำที่อยู่ใต้แอ่งน้ำที่ผมแช่อยู่ โดยไม่สนใจฟังคำตอบและไม่อายผม

        “ไปทำอะไรมา” ผมถาม

“ไปซ่าวนา” เหรียญหมายถึงเขาไปเตรียมนาที่ยังรกร้าง ให้พร้อมสำหรับทำนาในปีต่อไป

ผมรู้สึกหมดสนุกจึงขึ้นจากลำธาร บิดน้ำออกจากผ้าขาวม้า ทั้งๆ ที่ใส่กับตัว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า นำผ้าขาวม้าไปล้างที่ลำธาร บิดน้ำออกจากผ้าอีกครั้ง แล้วสลัดสองสามที

        “เสร็จรึยังครู กลับเถียงเถอะ” เจ้าเหรียญขึ้นจากน้ำและใส่เสื้อผ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาชวนผมกลับกระท่อมปลายนา

        เมื่อผมกับเหรียญมาถึงกระท่อม เห็นพ่อเหรียญนั่งห้อยขา บนกระท่อม ชินทำกับข้าวเสร็จแล้ว กำลังตักต้มปลาช่อนใส่ถ้วย และหลินกำลังนั่งล้างผักโดยแกว่งกับน้ำในนา 

        “พอดีเลย มา มากินข้าว” พ่อเหรียญร้องบอก

        อาหารเช้าที่เถียงนาวันนั้น นอกจากจะมีต้มปลาช่อนแล้ว ยังมีป่นปลาหมอ (น้ำพริกปลาหมอ) และผักท้องนา อันมี ผักแว่น ผักผ่อง ผักอีฮีน อีกด้วย แน่ละ.....ผมอิ่มทีหลังเช่นเคย

        คนเราก็เท่านี้ ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ได้ยินชาวอีสานบอกว่า “กิน ถ่ายอุจจาระ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน” มีเพียงแค่นี้จริงๆ

อ่านต่อ ตอน 39. อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสัตว์ (ม้า)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อดีต.....ไม่อาจแก้ไข



ความเห็น (20)

สวัสดีครับ ซือเฮีย หายหน้าไปนาน ครับ "คนเราก็เท่านี้ ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ได้ยินชาวอีสานบอกว่า “กิน ถ่ายอุจจาระ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน” มีเพียงแค่นี้จริงๆ " ประโยคนี้บ้านของ๖ว่าอย่างนี้ครับ

มีข้าวกิน มีดินอยู๋ มีร...แทง มีแรงทำ มีปัจจัยเท่านี้ก็หรูแล้ว เขาว่าครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีซือตี๋

หายไปนาน พอกลับมา ซือตี๋หล่อเฟี้ยวเลย (อิจฉาเลยใช้ภาพเดิม)

ความจริงอีสานพูดหยาบมาก เขียนไม่ลง

"กิน ขี้ สี นอน" เอาเป็นว่าตกวรรณยุกต์ไปตัวละกัน ฮ่า ฮ่า

ขอบคณที่มาคนแรกเลย

สุไปเที่ยวดูงานงิ้วพึ่งกลับมา เลยมานั่งพักให้หายเหนื่อย เพราะไปดูมวยผู้หญิงเขาตีกัน 2คู่ในงาน นอกนั้นผู้ชาย 15 คู่ ไปดูผลงานการโฆษณามวย สุเป็นคนโฆษณาศึกมวยมหากุศลให้เขา เลยไปดู พรุ่งนี้จัดรายการจะได้มีอะไรคุยให้ชาวบ้านฟัง

-ดีใจคะที่กลับมาเขียนอีก เรื่องอดีต ที่ไม่มีวันหวนคืน น่าสนใจชีวิตแบบเรียบง่ายๆ สบาย  ต่างกับสมัยทุกวันนี้ ต้องดิ้นรน ไม่ดิ้นรน ตนเองก็ลืมตาอ้าปากไม่ได้

-ภาพท่านวอญ่าอุ้มหลานนะคะนั่น ยังตัวเล็กอยู่ แบเบาะ อีกหน่อยไปไหน ก็จะมีภาพเคียงกันไปเหมือนท่านประจักษ์กับหลานม่อน

-ชีวิตคนเราจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะคะ  ขอแต่ให้เรารู้จักใช้ชีวิตให้ถูกต้องและเหมาะสมแม้จะมีอยู่แค่นี้  สุพูดกระชับขึ้น เพราะมีคนจะตามมาเม้นท์อีกคะ

-ท่านสบายดีนะคะ สุโดนตะชาบกัดเป็นอาทิตย์แล้ว หายปวดแล้วมีแต่คันๆๆๆเกาๆๆๆๆ

     

 มี2ตัวฆ่ามันตายแล้วคะ  ฆ่าวันละตัว มาไต่ที่ครัว มาทางท่อน้ำทิ้ง อาจจะมีอีก ต้องระวัง http://gotoknow.org/blog/lelaxy/311389?page=2  โกรธกันมาแต่ปางไหน

http://gotoknow.org/blog/lelaxy/310469 ตะขาบกัด

 

เขียนเมื่อ 

ชาติที่แล้ว สงสัยไปทำร้ายเขากระมัง

ให้อโหสิกรรมไปครับ

คราวหน้าหากเห็นเขาอย่าฆ่านะครับ ปล่อยเขาไป เขาก็ไปตามเรื่องของเขา

บ้านปู่ก็มีหลายตัว เมื่อก่อนเจอบ่อย เดี๋ยวนี้ไม่เจอนานแล้ว

ปู่สบายดี ตอนนี้ว่างจากการตะลอนทัวร์

คงได้เจอกันบ่อยๆ ละครับ ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีครับ
  • แวะมาอ่านวิถีชีวิตแบบพอเพียงของหมู่เฮาคนบ้านเดียวกันครับ
  • เขียนได้น่าอ่านหลายอีหลีครับ

 

 

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณที่แวะมาครับ

ไม่ได้เขียนซะนาน อืดไปหน่อยครับ

ขอบคุณครับที่ให้กำลังใจ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

  • หายไปนาน คึดฮอดค่ะ
  • เมื่อวันที่ ๒๙-๓๐ ต.ค. พาพ่อกับแม่นั่งรถชมวิวท้องนา ป่าใหญ่ จากอำเภอพนา ไปอำเภอหัวตะพาน แล้วออกทางยโสธร เพื่อกลับเมืองกรุง ได้ฟังพ่อกับแม่เล่าเรื่องความหลังหลายตอน ตอนหนึ่ง ว่าด้วยม้า (เพิ่งรู้จากพ่อ) สมัยก่อนเวลาธรรมการหรือศึกษาธิการไปเยี่ยมโรงเรียนจะเดินทางโดยม้า และเมื่อไปถึงโรงเรียนครูจะให้นักเรียนไปหาหญ้ามาคนละกำเพื่อเลี้ยงม้าของธรรมการหรือศึกษาธิการ  (ไม่ทราบว่ารวมถึงม้าของท่านเปลวเทียนด้วยหรือเปล่า) และสำหรับครูที่มีม้าไปโรงเรียน ก็จะให้นักเรียนพาไปออกกำลังให้เหงื่อออก อาบน้ำ ให้อาหาร(หญ้า) ถ้ามีครูหลายคนก็มีม้าหลายตัว นักเรียนก็จะดูแลม้ากันคนละตัว(เฉพาะผู้ที่ได้รับมอบหมาย)ก็จะพากันซิ่งม้า ท่านว่าจังซั่น
  • มีเรื่องอื่นๆ อีก ซึ่งพ่อบอกว่าให้เขียนให้พ่อด้วย ไม่ทราบว่าจะเขียนได้เมื่อไหร่

ศิริวรรณค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

หายไปนาน กลับมาก็มีเรื่องให้ประทับใจอีกเช่นเคย  หลายวันก่อนได้เดินทางจากอำเภอพนา ไปอำเภอหัวตะพาน ผ่านทุ่งนา ป่าใหญ่ ออกทางยโสธร กลับเมืองกรุง โดยมีพ่อกับแม่เป็นผู้เล่าเรื่องในอดีตให้ฟังอย่างสนุกสนาน มีเรื่องม้าด้วยค่ะ เมื่อสักครู่เขียนบันทึกไปหลายบรรทัด แต่พอกดบันทึก มันก็ error เสียนี่ หมดเลย เรื่องที่บันทึกเกี่ยวกับม้า เอาเป็นว่าแวะมาทักทายด้วยความชื่นชมก็แล้วกันนะคะ

ศิริวรรณค่ะ

เขียนเมื่อ 

อ้าว มันโผล่มาได้ไง เป็นงง ขอโทษที กลายเป็นบันทึก ๓ ครั้ง ไม่ว่ากันนะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

เรื่องม้าธรรมการอำเภอ ผมก็เคยได้ยินครับ เพียงแต่ได้ฟัง ไม่เคยเห็นด้วยตา เพราะตอนเป็นครูใหม่ๆ ก็รู้จักในตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอแล้วครับ

ขออภัยนะครับ เล่าไม่ได้จริงๆ

เรื่องฝังใจยังมีครับ เช่น วันครูในอดีต วันศึกษาประชาบาล สนุกมากครับ หวังว่าคุณพ่อคุณแม่ของครูศิริวรรณท่านจะชอบ จะเล่าในโอกาสต่อไป น่าจะเร็วๆ นี้ครับ

ขอบคุณที่ติดตามครับ

คิดฮอดเช่นกันครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะท่านไม่ทราบชีวิตที่ "ปลดหาบคอน พักผ่อน..."มีความสุขมากไหมคะ

“กิน ถ่ายอุจจาระ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน"... เขาใช้กับสัตว์ไม่ใช่เหรอคะ...
                                         มีความสุขนะคะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับท่ารอง

เล่าประสบการณ์เก่าให้ฟัง ดูแล้วช่างมีบรรยายกาศจริงๆ แล้วก็ “กิน ถ่ายอุจจาระ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน” มันเป็นสัจจะธรรมที่ใช้ได้ทั้งคนและสัตว์เน๊าะ แต่คนดีกว่าก็ตรงที่มีจิตใตประเสริฐ ความคิดสร้างสรรค์ จรรโลงเผ่าพันธุ์ด้วยกฏ กติกา โอกาสหน้าเล่าให้ฟังอีกนะครับ

เขียนเมื่อ 

ขออภัยที่ตอบช้านะครับ

เมื่อวางหาบ บ่าก็ว่าง แต่...บางครั้งใจไม่ว่างครับ

เลิกปวดหัวกับงานด้านการศึกษา หันมาวุ่นวายกับ...การท่องเที่ยวแทน

สนุกไปอีกแบบครับ

ใช่ครับ.... ชีวิตคนที่ไร้จุดหมาย ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์

ขอบคุณที่ท้วงติงมา และผมดีใจที่คุณครูจอมใจ ดำเนินชีวิตด้วยหน้าที่ของมนุษย์ 

เขียนเมื่อ 

หน้าที่สำคัญของสัตว์ คือ การดำรงเผ่าพันธุ์

สำหรับคน คุณบัวใช้คำว่า จรรโลงเผ่าพันธุ์ ผมว่าคำนี้ดีจัง

จะพยายามเขียนต่อครับ

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 
  • เถียงนา...ทางภาคใต้เรียก "หนำนา"  หนำ=ขนำ
เขียนเมื่อ 

ทางใต้ให้ความรู้สึกดีนะครับ อีสานผมเองสงสัยไม่หาย ทำไมเรียก "เถียงนา"

เพราะ "เถียง" ก็คือ ต่อเถียงนั่นแหละ ทำไมไปเถียงกันที่นา เออ แปลก ฮ่า ฮ่า 

เขียนเมื่อ 

ชอบบรรยากาศ ขนำน้อย กลางท้องทุ่ง ค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

ปัจจุบันบรรยากาศอย่างนี้ยังคงมีอยู่บ้างนะครับ

ขอให้มีความสุขตลอดปี ๒๕๕๓ ครับ

เขียนเมื่อ 

น่าอร่อยจังค่ะอาจารย์ ได้บรรยากาศกินข้าวกลางทุ่งนาจังเลยค่ะ สมัยก่อนกินกันแบบหาปลาจากผักจากทุ่งนา ล้างผักจากน้ำตามทุ่งนา แต่สะอาดนะคะ สมัยเด็กๆดิฉันก็เคยดื่มน้ำจากบ่อแบบที่อาจารย์ดื่มค่ะ พ่อตักมาให้ดื่มเวลาไปทุ่งนา หรือทำนาค่ะ

เขียนเมื่อ 

ใช่ครับ อร่อยมาก อร่อยที่สุด อยากกลับไปอยู่ในสภาพอย่างนั้นอีก

โอ.... จะมีโอกาสไหมหนอ....

หลังฝนตก... เดินตามคันนาจะเห็นปูนาเดินอยู่มากมาย หากตัวใหญ่ก็เอาย่างไฟ พอสุกแกะกระดองออก ได้กลิ่นูนาหอมชวนกิน เอาข้าวเหนียวร้อนๆ จั้มลงในกระดอง โอย...บรรยายไม่ถูกว่าอร่อยขนาดไหน

หากปูเล็ก จะแกะกระดองทั้งเป็น เอาผักอีฮีนพันพอดีคำ กินดิบๆ อร่อยไปอีกแบบ คุณดุจดาวเคยกินไหมครับ แหะ แหะ