คนเราก็เท่านี้ ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ได้ยินชาวอีสานบอกว่า “กิน ถ่ายอุจจาระ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน” มีเพียงแค่นี้จริงๆ

        ผมเดินตามหลังชินที่สะพายข้องปลากลับเถียงนา หรือกระท่อมปลายนา ม้าสีน้ำตาลตัวที่ผมขี่มาเมื่อวานนี้ยังคงยืนเล็มหญ้าอยู่หลังกระท่อม

เราขึ้นไปบนกระท่อม ชินจัดการนั่งทุบหัวปลาช่อนแล้วขอดเกล็ดอย่างทะมัดทะแมง ส่วนผมตรงไปเตาไฟที่มอดสนิทเหลือเพียงขี้เถ้าสีหม่นกองเล็กๆ

        “ไม่ต้องหรอกครู เดี๋ยวผมดังไฟเอง” ชินบอกว่าจะติดไฟเอง

        “เออ... ดีเหมือนกัน ครูยังไม่ได้ล้างหน้าเลย” ว่าแล้วก็ไปหยิบถุงกระดาษที่ใส่สบู่ ยาสีฟันและแปรงสีฟัน ที่วางอยู่ข้างที่นอน ลืมไม่ได้ที่จะคว้าผ้าขาวม้าบนราวหัวนอน

        “ล้างหน้าที่ไหนนี่” ผมถามชินหลังจากสำรวจจนทั่วแล้ว กระท่อมมีเพียงตุ่มน้ำที่มีกระบวยวางพาดปากตุ่มสำหรับตักน้ำดื่มอยู่ชานกระท่อม ซึ่งไม่น่าจะใช้เป็นที่ล้างหน้าแปรงฟัน

        “น้ำในนาครูตรงไหนก็ได้ แต่หากอยากอาบน้ำก็ต้องไปที่ห้วย” ชินบอก

        “แล้วน้ำดื่ม เอามาจากไหน” ผมสงสัยต่อ

        “อ้อ.. มาจากน้ำบ่อริมห้วย เหนือทางที่ครูมาเมื่อวานขึ้นไปอีกหน่อย”  ชินตอบพร้อมกับหยิบปลาช่อนที่ขอดเกล็ดแล้วสองตัวใส่ในชามสังกะสี แล้วถือชามลุกขึ้นไปที่ตุ่ม ใช้กระบวยตักน้ำเทลงในชามเพื่อล้างปลาช่อน

        ผมลงจากกระท่อมตรงไปยังคันนาใกล้ๆ น้ำในนาใส มองเห็นปลาซิวตัวเล็กๆ หลายตัวแหวกว่ายซอกซอนข้างกอข้าวและผักแว่น บางตัวกำลังตอดกินตะใคร่น้ำที่เกาะตามกอข้าว พอผมนั่งลงจะวักน้ำบ้วนปาก ปลาซิวเล็กๆ ก็ว่ายจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว

        ผมเพียงวักน้ำล้างหน้าสองสามครั้ง แล้วคิดว่าน่าจะไปเดินเล่นริมลำธารเล็กๆ ที่ชินเรียกว่าห้วย อาบน้ำและล้างหน้าที่นั่น

        ผมเดินย้อนเส้นทางที่เดินมานาเมื่อวานนี้ไปยังลำธาร เป็นการเดินย้อนแสงอาทิตย์ซึ่งลอยขึ้นมาพ้นยอดไม้เตี้ยๆ แล้ว คะเนเวลาน่าจะประมาณแปดนาฬิกา

        ไม่ทันเหงื่อออกผมก็มาถึงลำธาร น้ำใสไหลเอื่อยๆ ผมเดินขึ้นเหนือตามทางเล็กๆ เลาะริมลำธารเพียงห้าสิบเมตร ผมก็เห็นบ่อดินกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเมตรครึ่ง ปากบ่อมีคันดินล้อมรอบกันไม่ให้น้ำที่ปากบ่อไหลย้อนลงในบ่อ น้ำในบ่อใสนิ่ง มองเห็นก้นบ่อลางเลือน ผิวน้ำห่างจากปากบ่อเพียงนั่งยองๆก้มลงตักน้ำแค่นั้นเอง ห่างจากบ่อเล็กน้อยมีใบไม้เท่าฝ่ามือถูกพับเป็นจอกตักน้ำ ถูกวางทิ้งกระจัดกระจายหลายใบ ทั้งใบสดและเหลืองแห้ง

        ผมหยิบใบไม้ที่สดอยู่หนึ่งใบ นำไปล้างน้ำที่ลำธาร แล้วย้อนมาพร้อมกับพับตามรอยเดิม นั่งยองๆ ก้มลงใช้จอกใบไม้ตักน้ำจนเต็มยกขึ้นดื่มจนหมด น้ำค่อนข้างเย็นจืดสนิท ไม่มีกลิ่นใดๆ

        ผมจัดการล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเปลี่ยนนุ่งผ้าขาวม้า ลงไปแช่น้ำในลำธาร ส่วนที่เป็นแอ่งลึกแค่เอว

        “โอ่... โอ้.... โอ๊ย... น้อยอ้อนแอ้น แม่นมิ่งสาวสวรรค์ สาระวันตาคมสง่าสมแท้นวลน้อง.....”

        ผมร้องเพลงสาระวันรำวงด้วยความสนุกสนาน ซึ่งความจริงน่าจะบอกว่า ตะโกนเพลงมากกว่า ร้องไปด้วย รำไปด้วย เดี๋ยวนั่งเดี๋ยวยืนเดินหน้าถอยหลังอยู่คนเดียว ตามบทเพลงในแอ่งน้ำนั้น

        พลันผมก็ตกใจ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะและปรบมือบนฝั่งใกล้ๆ

        “ฮ่า...ฮ่า... เพราะมากเลยครู”  เจ้าเหรียญนั่นเอง ไม่รู้ว่ามายืนดูผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ยังไม่ทันที่ผมจะถาม เขาก็พูดต่อว่า

        “เหนื่อยจัง ขออาบน้ำด้วยคน... ครูมานานรึยัง”  เขาพูดพร้อมกับถอดเสื้อผ้าจนหมด เอามือกุมของสงวนเดินลงแอ่งน้ำที่อยู่ใต้แอ่งน้ำที่ผมแช่อยู่ โดยไม่สนใจฟังคำตอบและไม่อายผม

        “ไปทำอะไรมา” ผมถาม

“ไปซ่าวนา” เหรียญหมายถึงเขาไปเตรียมนาที่ยังรกร้าง ให้พร้อมสำหรับทำนาในปีต่อไป

ผมรู้สึกหมดสนุกจึงขึ้นจากลำธาร บิดน้ำออกจากผ้าขาวม้า ทั้งๆ ที่ใส่กับตัว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า นำผ้าขาวม้าไปล้างที่ลำธาร บิดน้ำออกจากผ้าอีกครั้ง แล้วสลัดสองสามที

        “เสร็จรึยังครู กลับเถียงเถอะ” เจ้าเหรียญขึ้นจากน้ำและใส่เสื้อผ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาชวนผมกลับกระท่อมปลายนา

        เมื่อผมกับเหรียญมาถึงกระท่อม เห็นพ่อเหรียญนั่งห้อยขา บนกระท่อม ชินทำกับข้าวเสร็จแล้ว กำลังตักต้มปลาช่อนใส่ถ้วย และหลินกำลังนั่งล้างผักโดยแกว่งกับน้ำในนา 

        “พอดีเลย มา มากินข้าว” พ่อเหรียญร้องบอก

        อาหารเช้าที่เถียงนาวันนั้น นอกจากจะมีต้มปลาช่อนแล้ว ยังมีป่นปลาหมอ (น้ำพริกปลาหมอ) และผักท้องนา อันมี ผักแว่น ผักผ่อง ผักอีฮีน อีกด้วย แน่ละ.....ผมอิ่มทีหลังเช่นเคย

        คนเราก็เท่านี้ ตั้งแต่ผมจำความได้ ก็ได้ยินชาวอีสานบอกว่า “กิน ถ่ายอุจจาระ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน” มีเพียงแค่นี้จริงๆ

อ่านต่อ ตอน 39. อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสัตว์ (ม้า)