ไม่ว่าจะอธิษฐานอะไรก็ตาม หากยกพระเสี่ยงทายขึ้นจะได้กลับมายังเมืองหลวงพระบางนี้อีกครั้ง
ออกจากพระอุโบสถก็เป็นหอเก็บราชรถ ประตูทางเข้าหอราชรถเป็นสีท่องส่องประกายยามต้องแสงอาทิตย์ดูงดงามมาก
หอราชรถเปล่งประกายสีทองสดใส
ภายในหอราชรถ มีราชรถและพระโกศของเจ้ามหาชีวิต น้องหมีเล่าให้ฟังว่าพระโกศนี้เป็นของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ลาว ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2502 “โรงเมี้ยนโกศ” หรือโรงเก็บพระโกศ นี้พระเจ้าศรีสว่างวัฒนา สร้างถวายพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ พระราชบิดา เพื่อใช้เป็นที่เก็บโกศพระราชบิดา ออกแบบโดยเจ้ามณีวงศ์ พระโกศจะมีทั้งพระโกศชั้นนอกซึ่งเป็นสีทองแกะสลักสวยงาม และพระโกศชั้นในซึ่งสร้างด้วยไม้
ที่บานประตูหอราชรถนี้แกะสลักและตกแต่งลวดลายเป็นภาพนูน เรื่องรามเกียรติ์ตอนนางสีดาลุยไฟ ลวดลายเปลวไฟอ่อนช้อยงดงามเปล่งประกายสีทอง จนอดที่จะรู้สึกร้อนไปกับนางสีดาไม่ได้ (เอ...แต่ในเรื่องนางสีดาเค้าไม่ร้อนนี่นา)
เปลวเพลิงดูน่ากลัวมาก นางสีดาท่าทางจะร้อนนะเนี่ย
ออกจากหอราชรถก็เดินไปชมหอพระหลังเล็กๆ อีกสองหลังซึ่งตั้งอยู่หลังพระอุโบสถ หอพระหลังแรกเรียกว่า “หอกุหลาบ” เพราะทาสีเป็นสีชมพูกุหลาบ มีกระจกตัดตกแต่งเป็นลวดลายตามนิทานพื้นบ้าน แม้ว่าสีจะซีดเซียวตามกาลเวลา แต่ทว่าก็ยังมองเห็นได้ถึงความงดงาม
หน้าบันประตูทางเข้าหอกุหลาบ
ภายในหอกุหลาบแห่งนี้มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์และพระเสี่ยงทาย ใครอยากรู้อะไรก็ลองอธิษฐานแล้วยกพระ แต่ไม่ว่าจะอธิษฐานว่าอย่างไร น้องหมีบอกว่าหากยกพระเสี่ยงทายขึ้นจะได้กลับมายังเมืองหลวงพระบางนี้อีกครั้ง
หอพระข้างๆ กันปิดประตูหน้าต่างเอาไว้หมด สร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้า...น้องหมีบอกว่า หอพระหลังนี้เรียกว่า “หอพระม่าน” ภายในจะประดิษฐานพระม่าน ตามตำนานกล่าวว่า พระม่านท่านลอยตามน้ำมา พระสงฆ์ที่สรงน้ำอยู่เห็นเข้าจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถวัดเชียงทอง ปรากฏว่าฝนตกตลอดวันตลอดคืน เมื่อเกิดเหตุประหลาดเช่นนี้ก็ธรรมเนียมว่าจะต้องมีคนนั่งทางในหาสาเหตุ ซึ่งเค้าก็บอกว่าพระม่านท่านต้องการหอพระสำหรับเป็นที่ประดิษฐานแยกต่างหาก จึงได้มีการสร้างหอพระม่านแห่งนี้ขึ้นโดยที่ปิดประตูหน้าต่างเอาไว้ ในแต่ละปีจะมีการทำพิธีอัญเชิญองค์พระม่านออกมาให้ประชาชนได้สักการะในวันสงกรานต์ ที่ประตูหอพระม่านนี้ มีรูเอาไว้ให้ส่องดูองค์พระที่อยู่ด้านใน ตอนข้าพเจ้าส่องดูจะเห็นพระองค์ใหญ่และพระพุทธรูปองค์เล็กด้านหน้าอีกที องค์เล็กนั่นแหล่ะค่ะ คือองค์พระม่าน หน้าตาท่านก็ออกจะใจดี ทำไมนะถึงชอบบันดาลให้ฝนตก...ตรงข้ามกับพระบางที่เมืออัญเชิญออกมาทีไร ก็จะมีแดดออกท้องฟ้าแจ่มใสตลอดทั้งวัน
เจ้าของทัวร์กำลังทำตัวเป็นถ้ำมองแอบดูองค์พระม่าน
จากหอพระม่าน หันหลังกลับก็จะเป็นด้านหลังของพระอุโบสถ เป็นศิลปะการตัดกระจกแล้วนำมาตกแต่งเป็นลวดลายแปลกตา...ที่เห็นเป็นรูปต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปกคลุมหมายถึงทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา
สรรพชีวิตใต้ร่มโพธิ์แห่งพระพุทธศาสนา





สวัสดีครับ
ติดตามอ่านอยู่นะครับ เล่าได้ดีมากครับ ขอบคุณครับ
อ้าวกำลังอ่านเพลินโฆษณาอีกแล้ว..
งั้นไปละ..
ธรรมะยามเช้าเนาะ..
ภาพงามมากค่ะ ... นิทานแม่เสือลูกวัว ชอบค่ะคิดถึงช่วงเด็กๆ เวลาป๋าจะปลุกก็จะร้อง นิทานเรื่องนี้ให้ฟังก่อน
จะรอชมตอนต่อไปนะคะ
ตามมาเที่ยวค่ะ
ถ่ายรูปสวยจัง
ขอบคุณสำหรับหอยโข่งลวกจิ้มค่ะ...เห็นแล้วชักอยากจะกินบ้าง
ตอนไปเที่ยวลาวไม่มีโอกาสได้กินหอยโข่งเมืองลาวค่ะ
ได้กินแต่หอยขมเมืองไทย ^-^
ขอบพระคุณค่ะ ที่แวะมาเยี่ยมเยียนติดตามบันทึก
เที่ยวลาวมานาน อีกประมาณสองตอนก็จะได้กลับเมืองไทยแล้ว อิอิ
ข้อเท็จจริงที่ชักชวนคนอื่นไปเที่ยวตะหาก.
ภาพที่เอาลงเป็นภาพที่ถ่ายเองทั้งหมด ก็พอดูได้ค่ะ...เพราะว่าดาวไม่ได้เล่นกล้อง ใช้แค่กล้องอัตโนมัติถ่ายแบบ snap shot เพื่อเก็บเป็นความทรงจำค่ะ...
ดีใจจังที่มีคนเห็นว่าสวย ^-^
เดี๋ยวบันทึกหน้า ไปเที่ยวด้วยกันต่อนะคะ
วัดนี้สวยงามมากๆเลย อยากไปบ้างจัง
ไม่งั้นดาวคงไม่ตกหลุมรักตั้งแต่เห็นภาพในโปสการ์ดหรอก ^v^
ที่ว่าโฆษณานะไม่ใช่หมายความว่าในบันทึกเป็นการโฆษณา
แต่บอกว่ากำลังอ่านเพลินดันมาจบเสียนี่
เข้าใจเนาะทีนี้
..พูดกะบัณฑิตนี่ยากเนาะ..
สวัสดีค่ะ
ตามมาเที่ยวต่อค่ะ
ทุกชีวิตร่มเย็นภายใต้ร่มโพธิ์ ศิลปะที่แฝงธรรมะไว้อย่างงดงามมากเลยค่ะ
ดาวอ่านรีบๆ เลยเข้าใจผิด
ท่านอาจารย์ให้อภัยศิษย์สมองถั่วด้วยนะเจ้าคะ...
ไม่ได้ไปทักทายมาหลายวันแล้ว...สบายดีนะคะ
ดาวยุ่งๆ กับการพยายามรีบปั่นบันทึกจากเมืองลาวให้เสร็จค่ะ
เดี๋ยวลืมข้อมูลหมด...ยิ่งเป็นคนไม่ค่อยฉลาดอยู่ด้วย
แวะมาชมค่ะ ภาพน่าประทับใจมากค่ะ
นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไม ดาวถึงได้หลงมนต์เสน่ห์ของวัดเชียงทองแห่งนี้ค่ะ