ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง 224 กำหนดหลักเกณฑ์ห้ามอุทธรณ์ :
- •คดีที่มีทุนทรัพย์ที่ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินกว่า 50,000 บาท
- •ฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท
- •ห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
การห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ประเด็นสำคัญ :
- •ปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย
- •คดีมีทุนทรัพย์และคดีไม่มีทุนทรัพย์
- •วิธีคำนวณราคาทรัพย์ทุนทรัพย์ที่พิพาทในแต่ละชั้นศาล
มาตรา ๒๔๘
- •คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย
- Øปัญหาข้อเท็จจริง
- Øปัญหาข้อกฎหมาย
- Øการพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ปัญหาข้อเท็จจริง
- Øความหมาย
- Øตัวอย่างของปัญหาข้อเท็จจริง
ความหมาย
ปัญหาข้อเท็จจริง เป็นปัญหาเกี่ยวกับการโต้แย้ง ดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาล หรือปัญหาในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการสืบพยาน
- •ส่วนปัญหาข้อกฎหมาย เป็นปัญหาเกี่ยวกับตีความบทกฎหมาย หรือปัญหาการนำเอาข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว มาปรับวินิจฉัยกับตัวบทกฎหมาย [ปัญหาหารือบท]
- •(ดูฎี.9734-35/39 2075/20, 105/36,1270/31, 4686/40,235/40 ,คร.3386/45,2964/45 )
ความหมาย ตามตัวบท
ข้อเท็จจริง หมายถึง ข้อความหรือพฤติการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ซึ่งศาลสามารถวินิจฉัยได้จากพยานหลักฐาน ศาลจะฟังข้อเท็จจริงใด คู่ความมีหน้าที่นำสืบพยานหลักฐาน เพื่อให้ศาลวินิจฉัยหรือใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าจะเชื่อถือหรือฟังได้มากน้อยเพียงใด
เว้นแต่ ข้อเท็จจริงนั้น ศาลรู้เห็นได้เอง เป็นที่รู้กันอยู่โดยทั่วไป หรือไม่อาจโต้เถียงได้ หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว
ความหมาย
ปัญหาข้อเท็จจริง หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ยังมีการโต้เถียงไม่ลงรอยกันระหว่างคู่ความ ทำให้ศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐาน เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานว่าศาลควรจะเชื่อเป็นที่ยุติว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อันจะนำไปสู่การปรับบทกฎหมายต่อไป (วินิจฉัยเหตุการณ์) เป็นปัญหาที่วินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องพิจารณาตัวบทกฎหมายประกอบ
ตัวอย่าง
-ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีโดยอาศัยพยานหลักฐาน
-ปัญหาดุลพินิจของศาลในเรื่องต่างๆ
-ปัญหาการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เห็นได้เอง หรือการนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
-ปัญหาการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีโดยอาศัยพยานหลักฐาน
- Øปัญหาว่ามีการกระทำเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อใด เช่น
- •จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
- •จำเลยกู้เงินโจทก์หรือไม่
- •จำเลยแย่งการครอบครองไปเมื่อไร
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีโดยอาศัยพยานหลักฐาน
- Øมีสิ่งใดอยู่หรือไม่
- •มีที่งอกริมตลิ่งหรือไม่
- •มีทางสาธารณะหรือไม่
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีโดยอาศัยพยานหลักฐาน
- Øจิตใจของบุคคล
- •รู้หรือไม่
- •สุจริตหรือไม่
- •จงใจหรือไม่
ปัญหาดุลพินิจของศาล
- Øการใช้ดุลพินิจของศาลจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นเครื่องวินิจฉัย
- •ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
- •ดุลพินิจในการกำหนดค่าทนายความและค่าสินไหมทดแทน
- •ดุลพินิจในกรณีที่ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่มีกฎหมายกำหนดให้ใช้ดุลพินิจได้ เช่น การสั่งเลื่อนคดี หรือการสั่งตัดพยาน เป็นต้น
ปัญหาการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เห็นได้เอง หรือการนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
- Øการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เห็นได้เอง แม้มิได้มีการนำสืบตามมาตรา 84 วรรค 2 (1)
- Øการนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายตรงข้าม
ปัญหาการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย
- Øผู้อุทธรณ์ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำมาปรับกับข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้าง ไม่ได้เป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย
- Øศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยข้อกฎหมายนั้นได้ ข้อเท็จจริงต้องเป็นที่ยุติก่อนว่าเป็นไปตามอุทธรณ์หรือไม่
- Øจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ปัญหาข้อกฎหมาย
- Øความหมาย
- Øตัวอย่างของปัญหาข้อกฎหมาย
ความหมายของปัญหาข้อกฎหมาย
- Øปัญหาข้อกฎหมาย หมายถึง ปัญหาที่ต้องนำตัวบทกฎหมายมาใช้ในการวินิจฉัยโดยมีข้อเท็จจริงที่ได้ฟังเป็นยุติแล้วเป็นฐาน
- Øคู่ความไม่ต้องนำสืบพยานหลักฐาน เป็นหน้าที่ของศาลต้องยกตัวบทกฎหมายขึ้นมาวินิจฉัยเอง
- Øต้องได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติก่อนจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย
ตัวอย่างของปัญหาข้อกฎหมาย
- Øปัญหาความมีอยู่และการบังคับใช้ของกฎหมาย
- Øปัญหาการวินิจฉัยโดยปรับกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ
- Øปัญหาการตีความ
- Øปัญหาการชี้สองสถาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบถูกต้อง
- Øปัญหาว่าศาลฟังข้อเท็จจริงฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย
- Øปัญหาว่าดำเนินกระบวนพิจารณาผิดกฎหมาย
ปัญหาความมีอยู่และการบังคับใช้ของกฎหมาย
- Øกฎหมายไทย :
- •ศาลต้องนำกฎหมายมาปรับใช้ โดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ à เป็นปัญหาข้อกฎหมาย
- Øกฎหมายต่างประเทศ :
- •หากเถียงว่ามีอยู่หรือไม่ à ปัญหาข้อเท็จจริง
- •หากรับกันแล้วว่ากฎหมายบัญญัติอย่างไร แต่เถียงกันว่าจะตีความอย่างไร à ปัญหาข้อกฎหมาย
ปัญหาการวินิจฉัยโดยปรับกฎหมายเข้ากับข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ
- Øโต้เถียงว่าข้อเท็จจริงที่ยุติ หากนำมาปรับกับข้อกฎหมายแล้วจะให้ผลอย่างไร หรือหลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับถูกต้องหรือไม่ ถือเป็นการตีความกฎหมาย
ปัญหาการตีความ
- Øปัญหาการตีความซึ่งเป็นหน้าที่ของศาล อันมีหลักเกณฑ์การตีความอยู่ในกฎหมายหลายเรื่อง เช่น :
- •การตีความกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 4
- •การตีความคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 มาตรา 177 เช่น
> ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่
> คำฟ้องอุทธรณ์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่
ปัญหาการชี้สองสถาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบถูกต้อง
- Øปัญหาการชี้สองสถาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบถูกต้องหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำคู่ความและคำแถลงของคู่ความโดยอาศัยหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 84 และมาตรา 183
ปัญหาว่าศาลฟังข้อเท็จจริงฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย
- Øปัญหาว่าศาลฟังข้อเท็จจริงฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมาย
- Øมิใช่ควรเชื่อฟังหรือไม่เพียงใด ซึ่งเป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
- Øเช่น รับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนหรือไม่ เป็นต้น
ปัญหาว่าดำเนินกระบวนพิจารณาผิดกฎหมาย
- Øถ้าฟังได้ว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาไปอย่างไรแล้ว ปัญหาว่ากระบวนพิจารณาที่ทำไปนั้นชอบหรือไม่ย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
การพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
- Øต้องพิจารณาที่เหตุเท่านั้น ไม่ต้องสนใจกับผลตามที่ผู้อุทธรณ์กล่าวอ้าง เพราะการเขียนคำฟ้องอุทธรณ์มีวิธีบิดผันเพื่อให้เห็นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
- Øผู้อุทธรณ์อ้างว่ารับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน ต้องพิจารณาก่อนว่าที่อ้างเป็นจริงหรือไม่
> ถ้าจริง เป็นการผิดหลักเกณฑ์ à ปัญหาข้อกฎหมาย
> ถ้าไม่จริง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจศาล à ปัญหาข้อเท็จจริง
คดีมีทุนทรัพย์และคดีไม่มีทุนทรัพย์
- Øคดีมีทุนทรัพย์
- Øคดีไม่มีทุนทรัพย์
คดีมีทุนทรัพย์
- Øคดีมีทุนทรัพย์หรือคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หมายถึง คดีที่มีคำขอเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินให้มาเป็นของโจทก์ โดยพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การ รวมทั้งคำร้องขอและคำคัดค้าน เป็นทุนทรัพย์ในการเสียค่าขึ้นศาล
ประเภทของคดีมีทุนทรัพย์
- Øคดีที่มีคำขอเรียกร้องเอาทรัพย์สินมาเป็นของโจทก์
- Øคดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
คดีที่มีคำขอเรียกร้องเอาทรัพย์สินมาเป็นของโจทก์
- Øหมายถึง เวลายื่นคำฟ้อง โจทก์มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เรียกร้อง แต่หากศาลพิพากษาไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว จะทำให้โจทก์ได้รับทรัพย์สินดังกล่าวมาเป็นของตน
- Øทรัพย์สินที่เรียกร้อง :
à เงิน ซึ่งกำหนดจำนวนได้แน่นอนหรือไม่ก็ได้
à สังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ได้
à ทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิ์หรือมีเพียงสิทธิครอบครองก็ ได้
คดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
- Øหมายถึง กรณีที่มีคำขอที่หากศาลพิพากษาจะให้ตามคำขอนั้น ศาลจะต้องวินิจฉัยปัญหาหรือประเด็นข้อใดอันจะยังผลให้โจทก์ได้ทรัพย์สินมาเป็นของโจทก์หรือได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในที่สุด แม้จะไม่ได้มีการเรียกร้องเอาทรัพย์สินมาเป็นของโจทก์โดยตรงก็ตาม
คดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
- Øฎ.929/2510 ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาโอนสิทธิครอบครองใช้ได้ตามกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิเพิกถอน ห้ามมิให้จำเลยขัดขวางการใช้สิทธิบนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของจำเลย
คดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
- Øฎ. 853/2517 ฟ้องว่าโจทก์ตกลงจำนองที่ดินไว้กับจำเลย แต่ทำสัญญาขายฝากและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ก่อนสัญญาถึงกำหนด โจทก์ขอไถ่ แต่จำเลยไม่ยอมให้ไถ่ โจทก์ขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝากและให้จำเลยส่งมอบโฉนดให้แก่โจทก์
คดีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
- Øฎ. 2672/2538 ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตาม น.ส. 3 โจทก์ได้นำเจ้าหน้าที่รังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน จำเลยคัดค้าน ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า น.ส. 3 ออกทับที่ดินมีโฉนดของจำเลย ขอให้ยกฟ้องและให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ คดีจึงมีประเด็นว่า น.ส. 3 ของโจทก์ออกทับที่ดินมีโฉนดของจำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นกรณีพิพาทกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของใคร
คดีไม่มีทุนทรัพย์
- Øคดีไม่มีทุนทรัพย์หรือคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หมายถึง คดีที่โจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือตั้งข้อเรียกร้องเป็นจำนวนเงินหรือทรัพย์สิน แต่ขอให้ศาลสั่งหรือบังคับให้จำเลยกระทำการหรืองดเว้นกระทำการบางประการเพื่อประโยชน์แก่โจทก์
- Øคดีไม่มีข้อพิพาท หรือคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน à คดีไม่มีทุนทรัพย์
คดีไม่มีทุนทรัพย์
- •โจทก์เรียกร้องทรัพย์สินที่เป็นเจ้าของอยู่แล้วคืนมา ย่อมเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เพราะโจทก์ไม่ได้รับทรัพย์สินใดเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์
- Øคำฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล :
> เมื่อศาลพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องแล้ว ทรัพย์สินก็จะกลับมาอยู่ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์ได้เพิ่มขึ้น เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
> แต่หากมีคำขอให้เปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนมาเป็นของโจทก์ เท่ากับโจทก์ได้รับทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหากศาลพิพากษาให้ชนะคดี จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ตัวอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์
- Øคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ ถ้าจำเลยไม่ได้สู้เรื่องกรรมสิทธิ์ ย่อมมิใช่การที่โจทก์เรียกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของตนมาเป็นของตน เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
> หากจำเลยสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ แต่มิได้สู้ว่าเป็นของจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
- Øคดีล้มละลายไม่ใช่เป็นการฟ้องเรียกเอาทรัพย์จากจำเลยจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
ตัวอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์
- Øคดีโต้เถียงกันว่าเป็นที่สาธารณะหรือไม่ :
> กรณีคู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานราชการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในการรับผิดชอบดูแลที่สาธารณะ ถ้ารัฐชนะคดีที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่หากเอกชนชนะคดี ที่ดินตกเป็นของเอกชน จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
> กรณีเอกชนเถียงกันเอง แล้วฟังได้ว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ก็ไม่ได้มาหรือเสียไปซึ่งกรรมสิทธิ์ หรือหากฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินจริง โจทก์ก็ไม่ได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาท
- Øทุนทรัพย์ที่พิพาท
- Øปัญหาการคำนวณทุนทรัพย์
- Øมาตรา 224 วรรคแรก
- Øมาตรา 224 วรรคสอง
ทุนทรัพย์ที่พิพาท
- Øวิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น
- Øวิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลสูง
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น
- Øพิจารณาจากคำฟ้องว่าโจทก์เรียกร้องเท่าใด ซึ่งจำนวนที่เรียกร้องสามารถพิจารณาได้จากคำขอท้ายฟ้อง
- Øกรณีหนี้เงินจะชัดเจนว่าโจทก์ต้องการบังคับเท่าไร
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น
- Øกรณีเรียกร้องทรัพย์สิน จะมีวิธีการตีราคาทรัพย์สินที่พิพาท :
- •ถ้าคู่ความรับกันว่าทรัพย์สินมีราคาเท่าไรก็ถือราคาตามนั้น
- •ถ้าโต้แย้งกัน ศาลชั้นต้นต้องสั่งให้คู่ความตีราคา
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น
- •ถ้าคู่ความไม่ยอมหรือไม่ได้ตีราคาตามที่ศาลสั่ง จึงเป็นอำนาจศาลชั้นต้นที่จะตีราคา
> ศาลถือราคาท้องตลาดตามความเป็นจริง ที่เป็นอยู่ในเวลายื่นฟ้อง ณ ศาลที่ยื่นฟ้อง
> มิได้ถือตามราคาประเมินของราชการที่ใช้ประโยชน์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีอากร
> ราคาที่ตีไว้ จะไม่เปลี่ยนแปลงในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น
- Øหากบรรยายฟ้องว่าสิทธิของตนมีอยู่เท่านี้ แต่คำขอท้ายฟ้อง ขอเพียงบางส่วน เช่นนี้ต้องคิดทุนทรัพย์ตามคำขอท้ายฟ้อง
- Øคำขอให้ชำระหนี้เป็นลำดับ เช่น หากโอนหรือคืนทรัพย์สินไม่ได้ให้ใช้ราคา ถ้าราคาทรัพย์สินกับราคาที่ตีราคามาไม่เท่ากัน ต้องถือราคาที่สูงกว่าเป็นทุนทรัพย์
- Øคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี พิจารณาทุนทรัพย์จากมูลค่าของทรัพย์ที่ขอให้ปล่อย
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลสูง
- Øคำนวณตามจำนวนที่พิพาทกันเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โดยต้องศึกษาคำพิพากษาว่าศาลล่างตัดสินอย่างไร ผู้อุทธรณ์ยังต้องการอีกเท่าไร จำนวนนั้นเองเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลสูง
- Øทุนทรัพย์ในศาลสูงไม่มีทางมากกว่าทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น เพราะจะอุทธรณ์ทุนทรัพย์เพิ่มขึ้นเกินกว่าทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นไม่ได้ เฉพาะส่วนที่ไม่ได้รับกัน จึงจะเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลสูง
- Øดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือค่าเสียหาย ตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ชำระเสร็จ คำนวณตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง
- Øส่วนดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือค่าเสียหาย ตั้งแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ชำระเสร็จ แม้ขอไว้ในคำขอท้ายฟ้องและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามคำขอ ก็ไม่นำมาคำนวณถึงวันยื่นอุทธรณ์เป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของดอกผลในอนาคต
วิธีการคำนวณทุนทรัพย์ในศาลสูง
- Øราคาทรัพย์ที่พิพาทถือราคาที่ตีกันในศาลชั้นต้น จะอ้างว่าราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้
- Øทุนทรัพย์ที่จะนำมาพิจารณาเป็นข้อจำกัดการอุทธรณ์ตามมาตรา 224 ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์
ปัญหาการคำนวณทุนทรัพย์
- Øคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีข้อหาเดียวแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องหลายอย่าง
- Øโจทก์นำหลายข้อหาฟ้องรวมกันมาในคำฟ้องเดียว
- Øสาขาคดี
- Øคู่ความร่วม
คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีข้อหาเดียว
แต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องหลายอย่าง
- Øคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีข้อหาเดียว แต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้หลายอย่างต้องคำนวณตามคำเรียกร้องแต่ละอย่างแล้วนำมารวมกันเป็นทุนทรัพย์
โจทก์นำหลายข้อหาฟ้องรวมกันมาในคำฟ้องเดียว
- Øโจทก์ฟ้องคดีโดยนำหลายข้อหาฟ้องรวมกันมาในคำฟ้องเดียว ถ้าเป็นคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีหลายข้อหาจะต้องแยกคิดทุนทรัพย์เป็นรายข้อหา หรือละเมิดหลายครั้งต้องคิดแยกทุนทรัพย์ตามการกระทำละเมิดแต่ละครั้ง
สาขาคดี
- Øสาขาคดี หมายถึง การพิพาทกันนอกเหนือจากเรื่องที่ฟ้องร้อง ทำให้ศาลต้องมีการพิจารณาและมีคำสั่งในส่วนนี้ต่างหาก โดยอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการชี้ขาดตัดสินคดีหลักก็ได้
- Øสาขาคดีที่พิพาท :
- •ระหว่างคู่ความเดิม ถือคดีเดิมเป็นหลักพิจารณาการใช้สิทธิอุทธรณ์
- •ระหว่างคู่ความรายใหม่ (บุคคลภายนอกคดีเดิม) พิจารณาสิทธิอุทธรณ์ตามลักษณะคดีที่เกิดขึ้นใหม่
คู่ความร่วม
- Øโจทก์ร่วม
- Øจำเลยร่วม
โจทก์ร่วม
- Øกรณีโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ร่วม และสิทธิของโจทก์แต่ละคนอาจแยกจากกันได้ = ต้องคิดทุนทรัพย์โจทก์แต่ละคนแยกจากกัน ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยจะอุทธรณ์
- Øกรณีโจทก์เป็นเจ้าหนี้ร่วม = ให้คิดทุนทรัพย์รวมกัน ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยจะอุทธรณ์
จำเลยร่วม
- Øหากความรับผิดของจำเลยแต่ละคนสามารถแยกจากกันได้ ต้องคิดทุนทรัพย์ของจำเลยแต่ละคนแยกจากกัน ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยจะอุทธรณ์
- Øหากความรับผิดของจำเลยแต่ละคนไม่สามารถแยกจากกันได้ ต้องคิดทุนทรัพย์ของจำเลยรวมกัน ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยจะอุทธรณ์
ข้อสังเกต
-
Øต้องพิจารณาว่าใครเป็นผู้อุทธรณ์และต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ เช่น
-
Øโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้ง 2 ลูกหนี้ร่วม ร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 40,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ยกฟ้อง
> จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ à มีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ 40,000 บาท
> โจทก์อุทธรณ์ได้ ทั้งจำเลยที่ 1 à มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ 60,000 บาท และจำเลยที่ 2 à มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ 100,000 บาท
ข้อสังเกต
- Øแต่หากจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์จะอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้แก่โจทก์ 100,000 บาท
> ถือว่ามีทุนทรัพย์ 40,000 บาท เพราะศาลไม่อาจพิพากษาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดเกินกว่าลูกหนี้ชั้นต้นอันมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้รับผิดเพียง 40,000 บาทได้
> หากเป็นผู้ค้ำประกันแบบจำกัดจำนวน = รับผิดไม่เกินที่จำกัด
ข้อสังเกต
- Øกรณีฟ้องแย้ง
- •พิจารณาข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์แยกจากฟ้องเดิม
- •หากข้อเท็จจริงในฟ้องเดิมและฟ้องแย้งเป็นเรื่องเดียวกัน
> หากคำฟ้องเดิมมีทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในฟ้องแย้งได้ แม้ฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท โดยพิจารณาจากคำฟ้องเดิมเป็นหลัก