บันทึกนี้ ขอเขียนเรื่องหนัก ๆ ... ที่ออกจะเป็นเชิงก้าวร้าวทางภาษาสักหน่อย(ไม่มากมาย) ... แต่ขอเกริ่นไว้ ณ ตอนต้นเลยว่าบันทึกที่เขียนนี้ หาได้ประนาม ประชด หรือเสียดสี ด่าทอใครว่า "มักง่าย" สำหรับบันทึกนี้ เขียนไว้เพื่อเตือนตนว่าอย่าได้เกิดความ "มักง่าย" ในใจตน และอย่าพึงเอาความมักง่ายที่เกาะติดอยู่ภายในใจนั้น ไปปฏิบัติต่อโลกแห่งวิชาการเลย ... ความมักง่ายทางวิชาการที่ดิฉันกล่าวถึงคืออะไร?? ...
ทุกครั้ง เมื่อเข้าเรียนวิชาที่เกี่ยวกับวิธีการวิจัย ... ท่านอาจารย์มักพร่ำสอนเสมอว่า "อย่ามักง่ายทางวิชาการ" ... ฟังตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าอะไรคือ "ความมักง่ายทางวิชาการ" ... พอฟังเข้าทุกวัน ๆ จึงต้องร้อง อ๋อ!! ก็เพราะเจ้าความมักง่ายชอบเอาแต่ความสะดวกแห่งตนนี่กระมัง ... ที่นำพาไปสู่การจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา ... เนื่องจากคนมักง่ายทางวิชาการจะโปรดปรานการขโมยความคิด(plagiarism)ของบุคคลอื่น ... "การคัดลอกชนิดตัดแปะผลงานของคนอื่น แล้วไม่อ้างอิงแหล่งที่มา" ... โลกแห่งวิชาการถือว่า "เป็นความมักง่าย" ผิดจริยธรรมของนักวิจัย และละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา ...
สำหรับโลกวิชาการ คงต้องยอมรับว่ามีนักอ่าน นักเขียนหลาย ๆ ท่าน ที่ถวิลหาความรู้อยู่ในโลกตำราทั้งในและต่างประเทศ ... งานวิชาการจึงหาใช่เรื่องที่จะปกปิดซ่อนเร้นกันได้ ... เพราะในโลกแห่งวิชาการไม่ว่าใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? กับใคร? อย่างไร? เมื่อไหร? ... และ ... หากใคร? แอบฉกฉวยผลงานอะไร? ของใคร? ส่วนไหน? อย่างไร? เมื่อไหร? ... ก็ไม่แปลกอะไรที่นักวิชาการ นักอ่าน หรือนักท่องโลกตำราย่อมรู้ย่อมเห็นย่อมเข้าใจ จึงอย่าให้ค่าเขาเหล่านั้นว่า ..."นักจับผิด" ... ความจริงแล้วเขาเหล่านั้นคงไว้ซึ่ง"จริยธรรมทางวิชาการ" ...

สำหรับดิฉันแล้ว ... เรื่อง "ความมักง่ายทางวิชาการ" ถือเป็นเรื่องที่น่าอับอาย และผิดจริยธรรมทางวิชาการยิ่งนัก หากเผลอไปตัดแปะผลงานวิชาการของใครเข้า แล้วไม่อ้างอิงชื่อเจ้าของบทความนั้น ๆ ... มิหนำซ้ำอาจโดนฟ้องร้องฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่ายๆ ... และสิ่งสำคัญยิ่งไปกว่านั้น "ใจตน" ที่เกาะติดนำพาความมักง่ายเหล่านั้น เที่ยวแอบอ้างว่าผลงานชิ้นนั้นนี้เป็นของตนอยู่ร่ำไป ... เพราะใจที่ขาดจริยธรรมทางวิชาการนั่นเอง ... บางครั้ง อาจเพียงแค่เผลอเลอ ... หลงลืม ... หรือไม่รู้ ... แต่หากรู้แล้วยังไม่รีบแก้ไขให้ถูกต้องเสียแล้ว ก็เรียกได้ว่า "เป็นคนมักง่ายทางวิชาการ" ตัวจริง เสียงจริง ...
จึงเตือนตนไว้เสมอว่า ... "หากอ่านตำรา บทความ หรือแม้กระทั่งคำพูดของนักวิชาการท่านใด เกิดความชอบใจ โดนใจ แล้วนำมาเขียนเผยแพร่ต่อ ... คงต้องเขียนแหล่งที่มาเพื่อให้เกียรติ และน้อมจิตคารวะในภูมิปัญญาของบุคคลเหล่านั้น ... ที่นำพาปัญญามาสู่ตน" ... สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นจริยธรรมทางวิชาการที่นักวิจัย และนักเขียนควรปฏิบัติให้เป็นกิจนิสัย ... จึงบันทึกไว้เพื่อเตือนตน ...
เห็นด้วยค่ะ ..ช่วยๆกันเตือน..ถ้าเจ้าของต้นเรื่องเขาถือสา..เป็นเรื่องราวใหญ่โตแน่ๆ...
ขอบคุณครับ ผมจะพยามยามไม่มักง่ายดังเช่นท่านแนะนำ การให้เกียรติทางวิชาการคือการกล่าวอ้างอิงถึงบุคคลที่เรานำแนวคิดมาเขียนครับ เคยอ่านแผ่นประชาสัมพันธ์ ถ่ายเอกสารอย่างไรจึงจะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เขาบอกว่านำไปใช้ทางวิชาการ งานวิจัย ที่มีการอ้างอิงถึงผู้เขียนต้นฉบับ
แวะมาเยี่ยมครับ
บางทีเผลอครับ
เลยกลายเป็นมักง่าย
เป็นบันทึกที่เตือนสติมากๆครับ
สวัสดีค่ะ...น้องโอ๋
เอาใจเขามาใส่ใจเรานะคะเรื่องนี้น่ะ
ควรให้เกียรติซึ่งกันและกันค่ะ
พี่ธรรมทิพย์เปล่า "มักง่าย" นะ ชอบ "มักยาก" มากกว่า
ท้าทายดี
อาจารย์พี่ก็ย้ำนัก ย้ำหนา อย่าทำเป็นอันขาด
"ความมักง่าย" อาจจะเป็นพฤติกรรมที่นักวิชาการพวกนี้ปฎิบัติเป็นประจำเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์บางสิ่งบางอย่างของตัวเองที่ได้มาอย่างรวดเร็ว
เต็มมหาวิทยาลัยครับอาจารย์ แถว ๆ ที่ผมอยู่เนี่ย ;)
เห็นด้วยครับ การอ้างอิงทางวิชาการนอกจากเป็นการให้เกียรติผู้คิดก่อนทำก่อนแล้ว ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ด้วย เพราะจะกระตุ้นให้เกิดการคิดต่อยอด หรือขยายองค์ความรู้ต่อไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ย่ำเท้าอยู่กับที่ แต่ก็ไม่ควรกังวลที่จะนำเสนอสิ่งที่คิดสิ่งที่เขียนออกไปสู่สาธารณะสนเกินไป ความคิดที่คล้ายกันอาจเกิดขึ้นได้โดยมิใช่ "ความมักง่ายทางวิชาการ" ระวังแต่อย่าขาดกลัวเพราะจะทำให้ไม่กล้าที่จะ "สร้างสรรค์"
กลับมาแล้วจ๊ะไปงานมากลับซะดึกเลย คิดถึงเลยแวะมาทักทาย เริ่มง่วงแล้ว มาSay Good Night ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีนะค่ะ
เห็นด้วยสองร้อยเปอร์เซ็นเลยแหละอาจารย์
สาธุๆๆ
จะพยายามตรวจสอบความมักง่ายขอรับ..
ขอบพระคุณมากค่ะ พี่นงนาท ... งานแต่ละเล่ม กว่าเขาจะคิดจะเขียนได้แต่ละประโยคแต่ละคำ ... เราเพียงนั่งอ่านแล้วหยิบประโยคเขาไปขยายต่อ ก็ีควรจะให้เกียรติผู้เขียน ที่ช่วยให้เราต่อยอดทางปัญญาได้ ... หากเขาถือสา ก็อาจเป็นเรื่องราวใหญ่โตดังว่า ...
ว้าว
โดนครับโดน
คน มักง่าย โดนอะไรกันบ้าง ....
...
ต้นไม้แห่งปัญญา เราจะต่อยอดได้เสมอ แต่ตัวต้น ก็เป็นของคนอื่น
จะปลอมเป็นต้น มันต้องมีรากเป็นของตัวเอง
.
รากแห่งปัญญา ดูดซับความรู้ ผ่านแก่นส่งต่อต้นจนถึงใบ
.
ถึงจะปลอมต้น ก็ได้แค่เปลือก มันไม่ได้แก่น
...
คนมีเกียรติ แบ่งเกียรติให้ผู้อื่น เรียกว่า ให้เกียรติ
คนที่ให้เกียรติ ใครไม่ได้ เป็นพวกเดียว "พวกไม่มีเกียรติ"
...
ต้องขออภัย ที่มาร่วมบ่น
ขอบพระคุณท่าน ผอ. พรชัย มากค่ะ ... ตอนทำวิจัยในเล่มก็เขียนอ้างอิงไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ลืมใส่ไว้ในส่วนอ้างอิงท้ายเล่ม ท่านอาจารย์มาตรวจ พอเจ้าของเขามาตรวจพบว่ายังไม่มีชื่อท่าน ก็เขียนตัวใหญ่ ๆ ไว้เลยว่า "อ้างอิงท้ายเล่มไม่ครบ" ตรวจสอบด้วย ... อิ อิ ปรากฎว่าตกไป 2 ท่าน ... แถมที่ตกเป็นชื่อคนตรวจเสียด้วย อ้ายอายค่ะ ...
สวัสดีค่ะคุณหนานเกียรติ ... พักนี้ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมน้องเฌวาเลยค่ะ คิดถึงอยู่ ... สบายดีนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะที่เข้ามาเยี่ยม
มาอ่านเพื่อเตือนตนด้วยเช่นกันครับ...
ขอบคุณมากครับ...
สวัสดีค่ะอาจารย์
หากคุณขโมยงานเขียนของผู้เขียนคนหนึ่ง...มันคือการขโมยผลงาน (หรือการลอกเลียนวรรณกรรม)...
แต่หากคุณขโมยงานเขียนจากผู้เขียนยี่สิบคน... มันคืองานวิจัย
สวัสดีค่ะพี่อี๊ด ... ดั่งพี่กล่าวจริง ๆ ค่ะ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา ... ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน" เป็นพื้นฐานของจริยธรรมประจำใจ อันก่อเกิดความดีงามในทุก ๆ เรื่องค่ะ ... ขอบพระคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ธรรมทิพย์ ...
วันนี้มาแรงแฮะ!! ฮ่า. นาน ๆ ครั้ง พอเป็นพิธีค่ะ ... บันทึกเตื่อนตัวเองไว้ให้จำ จำ ค่ะพี่ เพราะบ่อยครั้งที่มักง่ายเผลอลืมตนไม่ใส่อ้างอิง ใส่ไว้ในเล่ม แต่ท้ายเล่มดันลืมใส่ ... อ้างอิงไว้หลายคนเลยเวียนหัว ตาลาย ค่ะ ... คนทำงานไม่เป็นระบบก็เป็นเงีียะ ... เพื่อนเคยสอนให้เข้าโปรแกรมระบบอ้างอิง ... ก็ยังไม่ได้เรียนรู้สักที เพราะตัวเองทำไปเยอะแล้ว เลยไม่อยากเอามาเข้าระบบ ... ผลสุดท้ายก็ตก ๆ หล่น ๆ ... จึงบันทึกเตือนตนไว้อย่าได้หลงลืม ตรวจให้ละเีอียดก่อนส่ง ... (บ่นให้ฟังค่ะ)
สวัสดีคุณหนูvij