หากนิวาสถานของผมที่อาศัยภรรยาอยู่ในเมืองหลวง ก็คงจะกล่าวได้ว่าผมอยู่ในที่พำนักที่ไกลปืนเที่ยงพอควร

ขณะที่ผมขับรถพาภรรยาไปทำธุระอีกฟากหนึ่งของเมืองกรุง ยังมิทันจะพ้นครึ่งทางของซอกซอยที่จะนำพาไปสู่ถนนหลัก ผมต้องขับรถตามขบวนรถประชาสัมพันธ์ เชิญชวนอะไรสักอย่าง

    มีข้อความหนึ่ง “ศิริพร อำไพพงษ์” ปรากฏอยู่ท้ายปิคอัพคันนั้น ปะปนอยู่กับข้อความอื่น ๆ

    ใจความว่า วันนี้จะมีการแสดง (ตั้งใจมิใช้คำว่าคอนเสิร์ทครับ) ของ ศิริพร อำไพพงษ์

    ผมขับรถแซงปิคอัพสองคันท้าน มาตีคู่กับคันแรก เปิดกระจกตะโกนถามว่า การแสดงเริ่มกี่โมง

    เสียงตะโกนแข่งเสียงเครื่องยนต์ตอบกลับมาว่า “หกโมงเย็น...”

 

    ผมหลงรักศิริพร อำไพพงษ์ ตั้งแต่ได้ยินเพลง “โบว์รักสีดำ” ที่ “ครูสลา คุณวุฒิ” แต่งให้

    จากนั้นก็ฟังนี่นาง - ศิริพร อำไพพงษ์ เรื่อยมา

    เคยฟังเพลงโบว์รักสีดำไหมครับ ทั้งมันและม่วน

    “วันงานเทศกาลผ่านมา แค่ปีกว่า ๆ ไม่น่าลืมกัน ในงานวันออกพรรษา สัญญาว่าจะรักมั่น จุดธูปเวียนเทียนร่วมกัน อธิฐานจะรักมั่นภิรมณ์...”

    จังหวะโจ๊ะ ๆ และเนื้อหาโดน ๆ ทำให้เพลงนี้โด่งดังไม่สร่างซาถึงปัจจุบัน

    แม้คนทั่วไปจะเห็นว่าเพลงนี้เป็นเพลงโจ๊ะ แต่สำหรับผมเพลงนี้เศร้ามากครับ

    “...จากเดือนเลื่อนไปเป็นปี สิ้นปีก็ไม่มีความหวัง อักษรรักปักผ้าเช็ดหน้าก็ยัง รูปหัวใจปักกลาง หัวใจคู่ดูช้ำทุกคืน
    ของฝากจากเขา ให้เราว่ารักหมดใจ แต่ทำไม ใจเขาไปรักคนอื่น โบว์ผูกผม ผ้าเช็ดหน้าน้องขอส่งคืน เอาไปให้หญิงคนอื่น สำหรับน้องไม่ต้องมาสน...”

 

    แม้จะรักและชื่นชมเพลงลูกทุ่งเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ไม่เคยได้ดูการแสดงดนตรีของวงดนตรีลูกทุ่งที่ไหน ๆ

    การแสดงดนตรีที่เคยดู ส่วนใหญ่เป็นคอนเสิร์ทเพื่อชีวิต และคอนเสิร์ทเพลงคลาสสิค

    (อ่านถึงตรงนี้อย่าหาว่าผมกระแด๊ะนะครับ ผมชมคอนเสิร์ทเพลงคลาสิกจริง ๆ และบ่อยด้วย เนื่องจากได้รับคำเชิญชวนจากอาจารย์ท่านหนึ่ง และบ้านผมก็อยู่ไม่ไกลหอแสดงดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์)

    ผมเคยชมพี่นาง ศิริพร มาแล้วครั้งนึง ในคอนเสิร์ทโลกร้อนคนละลาย ของวงคาราวานเมื่อปีกลาย

 

    เวลาหกโมงเย็น แทนที่ผมจะอยู่หน้าเวที กลายเป็นว่านั่งอยู่ในร้านลาบใกล้ ๆ กันเพราะการแสดงจะเริ่มสองทุ่ม และผมเองก็ยังมิได้กินอะไรมา

    ร้านลาบอยู่ในตลาด ผมนั่งกินลาบ ส้มตำ เนื้อย่างและน้ำสิงโต สายตาสอดส่ายมองมวลชนในตลาดที่มาจับจ่ายใช้สอย

    ระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงที่นั่งอยู่ที่นั่น เห็นอะไรเยอะแยกเลย เล่าในนี้จะยาวไป เก็บไว้เขียนอีกบันทึกดีกว่าครับ

    ใกล้สองทุ่มผมจ่ายเงินแล้วเดินรี่ไปเข้าห้องน้ำ เอาของเสียออกก่อนจะซื้อตั๋วเข้าชมการแสดง

    ค่าตั๋วหนึ่งร้อยบาท ตีตั๋วเข้าไปเป็นลานโล่ง มีผู้คนจำนวนหนึ่งนั่งออกันอยู่บริเวณหน้าเวที เก้าอี้ไม่มีให้ครับ อยากได้ต้องตีตั๋วเก้าอี้เพิ่ม ๒๐ บาท เป็นเก้าอี้พลาสติกแบบไม่มีพนักพิง จะนั่งตรงไหนเลือกเอาเอง


 
ตั๋วผ่านประตู / ตั๋วเก้าอี้

    ผมเลือกทำเลตรงกลาง ห่างออกจากเวทีพอประมาณ เลือกมุมที่จะถ่ายรูปได้โดยไม่ต้องออกไปเดินเพ่นพ่านให้คนอื่นรำคาญ

 

    สองทุ่มนิดหน่อย โฆษกวงดนตรี ประกาศเริ่มการแสดง และเชิญชวนให้ยืนตรงถวายความเคารพ วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี



โฆษกประจำวง

    เพลงสรรญเสริญจบลง เป็นเพลงเปิดวง หางเครื่องเดินขึ้นจนเต็มเวที เวทีมิใช่น้อยครับ กว้างขนาสนามบาสเก็ตบอลเห็นจะได้ หางเครื่องที่เห็นบนเวทีน่าจะเกือบ ๑๐๐ ชีวิต

    งง...ไปเลยครับ เมื่อได้ดูได้ฟังสองเพลงถัดมา

    เพลงแรก เพลง Nobody but you ครับ และแทนที่จะเป็นหางเครื่องกลับเป็นแดนเซอร์

    ยังไม่พอ เพลงที่สอง play girl ของ ส้ม อมรา เคยได้ยินไหมครับ

    “...ก็ฉันชอบเที่ยว มันผิดหรือไง ก็ฉันรักในเสียงดนตรี เมื่อไรโดนจังหวะดีดี หนึ่งสองสามสี่ก็ถึงทีเฮ เอ อิ เย อิ เย อิ เย้  เอ อิ เย อิ เย อิ เย...” เพลงนี้อ่ะครับ

    แดนเซอร์ แดนซ์กระจายเช่นกัน



Noboy but you

    ขอโทษครับ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ผมมาดูลุกทุ่งครับ ลูกทุ่ง ผมจะดูศิริพร ศิริพร อำไพพงษ์ ฮู้บ่...ห่วย...

    ไม่ได้บ่นออกไปให้ใครฟังหรอกครับ ข้อยเว้าผู้เดียวในใจ

    มิทันจะบ่นเสร็จ เพลงจบ หางเครื่องชุดใหญ่เดินขึ้นเต็มเวที สุดจะอลังการ



อลังการงานสร้าง

    แม้ตั้งใจมาดูพี่นาง ศิริพร ผ่านไปแล้วเกือบสองชั่วโมง พี่นางก็ยังไม่ขึ้น แต่ผมก็นั่งดูจนเพลิน และไม่มีความรู้สึกว่ารอ เพราะการแสดงแต่ละชุดบนเวทีตรึงเอาผมอยู่หมัด

    มีเพลงลูกทุ่งจากหลายค่าย หลายศิลปิน ที่ร้องโดยนักร้องน้องใหม่ในวงพิณแคนแดนอีสาน

    พอดูไปสักสี่ซ้าห้าเพลง ผมก็เริ่มรู้ว่า นักร้องที่หมุนเวียนขึ้นมาร้องนั้น เมื่อมิได้ขึ้นร้องก็สลับไปเป็นหางเครื่อง ทั้งนักร้องหญิงและชาย

 

    สักพักก็เห็นแม่ยกครับ แม่ยกให้ทิปนักร้อง ผมอยู่ค่อนข้างห่างจากเวทีจึงมองเห็นหน้าแม่ยกไม่ชัด เห็นเพียงเลา ๆ ว่ามากันเป็นกลุ่ม คะเนด้วยสายตาน่าจะราว ๖-๘ คน

    นักร้องที่ได้ทิปส่วนใหญ่เป็นนักร้องชาย หน้าตาออกแนวเกาหลีครับ นักร้องหญิงได้ทิปบ้าง แต่ไม่หนักเท่านักร้องชาย ส่วนใหญ่ได้จากพ่อยก มิใช่แม่ยก

    สักพักผมเห็นแม่ยกคนหนึ่งนำพวงมาลัยที่ทำจากแบ็งค์ร้อยหลายใบ มูลค่าน่าจะหลายพัน ทั้งงานเห็นพวงเดียวครับ ทำให้คิดในใจว่านี่เป็นหน้าม้าหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นก็มีคนทะยอยเอาเงินไปให้นักร้อง

    และหากข้อสังเกตุนี้เป็นจริง ถือเป็นการกระทำที่หยาบคายมากครับ

    ผู้คนที่เข้ามาชมการแสดง ดูด้วยสายตาเป็นคนระดับล่างทั้งสิ้น และที่น่าจะหาเช้ากินค่ำก็ไม่น่าจะน้อย คนเหล่านี้เข้าถึงการบันเทิงด้วยการจับจ่ายในราคา ๑๐๐ บาท ถือว่าไม่น้อย หากทีมงานคิดไม่ซื่ออยากดูดเงินเข้าด้วยการวิธีนี้ ผมถือว่าเป็นการกระทำหยาบคายที่สุด

 

    บนเวทีมีการร้องเพลงทั้งจากในวง และรับเชิญ สลับการการแสดงตลก เป็นการแสดงที่เรียกเสียงหัวเราะได้สนั่นเลยครับ



นักร้องรับเชิญ - พรชัย สารบรรณ แหล่อีสาน "อายย่อนลูกทุกข์ย่อนหลาน"


    สำหรับการแสดงตลก ผมชอบใจ ๒ ชุด ชุดแรกเป็นเพลงร้อง ซึ่งเนื้อเดิมเป็นเพลงพื้นเมืองเหนือ ชื่อเพลงเมียถามมือถือ ของวิฑูรย์ ใจพรหม แต่มาดัดแปลงให้เป็นเพลงอีสาน ม่วนคักครับพี่น้อง...



เมียถามมือถือ

    ชุดที่สอง เป็นการแสดงตลก คล้าย ๆ กับว่าดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากตลกฝรั่งที่นำมาพากษ์เสียงอีสาน “ชาลี แชปปลิ้นส์” ชุดนี้ก็ม่วนอีหลีเด้อพี่น้อง



การแสดงนี้น่าจะนำโครงเรื่องมาจากตลกฝรั่ง ชาลี แชปปลิ้นส์

 
    พี่นาง ศิริพร ขึ้นเวทีเกือบห้าทุ่ม และอยู่บนเวทีจนเลิกราวเกือบตีหนึ่ง

    พี่นางปรากฏกายในชุดสีขาว เรียบง่าย น่ารักมาก ดูใสซื่อ จริงใจ เป็นกันเอง ผมนั่งมองแบบไม่กระพริบตา อมยิ้มอยู่คนเดียว ฟังพี่นางร้องเพลงด้วยความเคลิบเคล้ม

 



พี่นาง - ศิริพร อำไพพงษ์


    พี่นางให้เกียรติคนดูมาก คนแล้วคนเล่าเดินไปหน้าเวทีเพื่อขอจับมือ พี่นางไม่ถือตัวแม้แต่น้อย ผมมองผ่านเลนซ์กล้องถ่ายรูปซูมเข้าไปใกล้ ๆ พบว่าพี่นางรับเงินแบ็งค์ยี่สิบจากแฟนเพลงด้วยความเต็มใจ

    นอกจากจะร้องเพลงให้ฟังแล้ว พี่นางยังแจมกับการแสดงตลกจากคณะตลกในวงด้วย ตลกพองามไม่เลอะเทอะ ยิ่งทำให้พี่นางงดงามขึ้นไปอีก

    บนเวทีมีชายร่างใหญ่คนหนึ่งแต่งชุดพราง คาดว่าจะเป็นบอดี้การ์ดของพี่นาง ยืนอยู่บนเวทีตลอดที่พี่นางทำหน้าที่ให้ความบันเทิงกับแฟนเพลง

    พี่นางร้องเพลงไม่ต่ำกว่า ๑๐ เพลง ทั้งเพลงช้า เพลงเร็ว เพลงเหล่านี้ผมคุ้นเคยทั้งสิ้น

    เพลงโจ๊ะ ๆ จะมีผู้คนลุกขึ้นไปเต้นเต็มหน้าเวที

    ก่อนเพลงสุดท้าย คือเพลงโบว์รักสีดำ ไม่ทันเพลงจะจบวัยรุ่นด้านข้างเวทีก็ยกพวกถล่มกัน เคราะห์ดีว่า สห.และอาสาสมัคร ช่วยกันเข้าไปห้ามปรามไว้ เรื่องราวจึงไม่บานปลายใหญ่โต

    จบเพลงพี่นางสอนน้อง ๆ ที่ตีกันจากบนเวที ทำนองว่ามาสนุกแล้วมาตีกันทำไม เจ็บตัวเปล่า ๆ พ่อแม่รู้เสียใจแย่ อย่าทำให้พ่อแม่เสียใจ เป็นคนไทยให้รักกันไว้...  

    ...โหย !!!! ได้ใจผมเหลือเกิน รักพี่นางเข้าไปอีก

    เพลงสุดท้าย ผมน้ำตาซึมเลยครับ

    ไม่รู้มีใครในนั้นเป็นแบบผมหรือเปล่า

 

จากแดนอีสาน บ้านเกิดเมืองนอน     มาเล่นละคร บทชีวิตหนัก 
จากพ่อแม่มา พบพาคนไม่รู้จัก     จากคนที่รัก จำลามาหางานทำ
อาบเหงื่อต่างน้ำ คร่ำอยู่กับงาน     ขยันทุกวัน ด้วยความรู้ต่ำ 
เหนื่อยยากเท่าใด ใช้แรงแลกเงินเช้าค่ำ     แต่มันต้องช้ำ ทำมาหาได้ไม่พอ
หมดแรงอ่อนล้า นี่แหละหนาคนจน     สู้และดิ้นรน บางครั้งก็โดนผู้คนลวงล่อ 
ตกงานบ่อยครั้ง เงินซื้อ ข้าวยังไม่พอ     มันท้อ มันตรมเพียงใด ช้ำใจ ปวดร้าว
กลับแดนอีสาน บ้านเกิดเมืองนอน     ลาแล้วละคร บทชีวิตเศร้า 
ทุ่มเทเท่าไร ได้มา แค่ความว่างเปล่า     กลับมาบ้านเรา ยังมีพ่อแม่เฝ้ารอ

 

 

 

มีคำถามครับ ใครตอบคำถามได้โดน รับรางวัลที่ อ.ขจิต ฝอยทอง

(๑) นิยามความหมายของเพลงลูกทุ่ง

(๒) แดนเซอร์ กับ หางเครื่อง แตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร

  

 ...