นักศึกษาที่เรียนทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แบบไม่เคยเห็นของจริงนั้น แทบไม่เข้าใจทฤษฎีที่เรียนมา อย่างมากก็จำชื่อได้ หรือเก่งไปหน่อย ก็ท่องได้ แต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของทฤษฎี ที่ยังไม่ต้องไปคาดหวังถึงการใช้ทฤษฎีแต่อย่างใด

เดือนนี้ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ผมต้องพานักศึกษาไปฝึกงานรอบแรกของแต่ละรุ่น

เทคนิคการฝึกงานแบบนี้ เป็นสิ่งที่ผมพยายามอธิบายให้อาจารย์ในสาขาฟัง แต่แทบไม่มีใครเห็นด้วย

ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ต้องเรียนทฤษฎีให้จบก่อน แล้วจึงไปปฏิบัติจึงจะเรียนรู้ได้ดี และพลาดน้อย

ซึ่งผมก็ไม่มีความเห็นขัดแย้งในประเด็นนี้ ถ้าสมมติฐานกับความเป็นจริงตรงกัน

กล่าวคือ เมื่อนักศึกษาเรียนทฤษฎีนั้น สามารถเข้าใจทฤษฎีได้หมดทุกเรื่อง เมื่อนำไปปฏิบัติ ก็จะเรียนรู้ต่อยอดได้เลย

แต่จากความเป็นจริงที่ผมประเมินนั้น พบว่า นักศึกษาที่เรียนทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แบบไม่เคยเห็นของจริงนั้น แทบไม่เข้าใจทฤษฎีที่เรียนมา อย่างมากก็จำชื่อได้ หรือเก่งไปหน่อย ก็ท่องได้ แต่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของทฤษฎี ที่ยังไม่ต้องไปคาดหวังถึงการใช้ทฤษฎีแต่อย่างใด

ดังนั้น เมื่อเรียนมาก ก็ลืมมาก พอเว้นไปสักปีสองปี ก็ลืมเกือบหมด ไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ต้องไปทบทวนกันใหม่เกือบหมด เพราะเขาไม่มีความจำระยะยาวเหลืออยู่พอที่จะใช้ทำอะไรได้ ที่ผ่านมาได้ ก็แค่จำไปสอบ

แล้วเราพอใจกับการศึกษาแบบนี้หรือ ผมไม่พอใจแน่นอน

ผมจึงได้เสนอแนวทาง และต่อสู้ทางความคิดมากว่าสิบปี จนคนที่ต้านผมเกษียณไปหลายคน แรงต้านจึงอ่อนลง และยอมให้ผมลองทำเมื่อปีที่แล้วเป็นครั้งแรก ที่จะช่วยให้นักศึกษามีประสบการณ์ตรงก่อนการเรียนทฤษฎี

แต่แรงต้านก็ยังมีมากมาย จากทั้งระดับอาจารย์ และนักศึกษาที่ยังไม่ชิน และไม่เห็นด้วย

ผมพยายามที่จะยกแม่น้ำทั้งห้า ทั้ง ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา ก็แล้ว แม่น้ำโขง แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำแยงซีเกียง แม่น้ำคงคา และแม่น้ำยมนา ก็แล้ว ข้ามไปถึงแม่น้ำนานาชาติทั่วโลกอีกห้าลุ่มใหญ่ ก็แล้ว หาพรรคพวกได้ยากเต็มที

ตัวอย่างหนึ่งที่ผมพยายามยกมาเป็นอุทาหรณ์ในชีวิตจริงๆ ของทุกคน ก็คือ การเรียนวิธีใช้โทรศัพท์มือถือของทุกคน

ผมถามว่า มีใครสักคนไหม เมื่อจะซื้อมือถือนั้น ได้ไปอ่านคู่มือของมือถือทุกรุ่นจนเข้าใจดี แล้วจึงตัดสินใจเลือกซื้อรุ่นที่ตรงกับตัวเองต้องการมากที่สุด

และเมื่อซื้อมาแล้ว ก็อ่านคู่มือจนเข้าใจละเอียดลึกซึ้ง ก่อนที่จะเริ่มเปิดใช้มือถือเป็นครั้งแรก

ก็ได้คำตอบจากคนที่จริงใจว่า “ไม่มี”

คนส่วนใหญ่จะไปเดินดูตามร้านขาย และถามแบบคร่าวๆ แล้วจึงตัดสินใจซื้อ พอซื้อมาก็เปิดใช้จนมีปัญหา ไม่เข้าใจ จึงจะตั้งใจอ่านคู่มืออย่างรู้ว่าจะหาวิธีแก้ปัญหาอะไร

ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั่นแหละครับ

จะไปเรียน มรรค ก่อนรู้ว่า ทุกข์ คืออะไร สมุทัยคืออะไร แล้วนิโรธจะทำอะไร ผมไม่ทราบว่าจะเรียนไปได้อย่างไร

แต่การสอนการเรียน ในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะไปเน้น “มรรค” ก่อน แล้วจึงมาเรียน “สมุทัย” ไปเรียน “นิโรธ” แล้วก็กลับมาที่ “ทุกข์”

โดยการให้นักศึกษาเรียนเทคโนโลยี (“มรรค”) ก่อน แล้วก็ไปดูว่าเทคโนโลยีทีว่า จะนำไปใช้ที่ใดได้บ้างตามสาเหตุ (“สมุทัย”)  เพราะอะไร (“นิโรธ”)  ใช้แก้ปัญหาในประเด็น(“ทุกข์”) อะไร

การสอนแบบย้อนศรนี้ น่าจะทำให้เกิดการเรียนแบบสับสน และน่าจะจำได้ยาก

ผมจำได้ว่าท่านพุทธทาสท่านย้ำนักย้ำหนาว่า

ธรรมะของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นไปตามลำดับ และครบถ้วน

ผมก็เรียนมาอย่างนี้ และผมก็เชื่อเช่นนี้

ผมจึงคิดว่า เราน่าจะให้นักศึกษาเรียน ตามลำดับ

ในอุดมคติจริงๆ ก็คือ

ขั้นแรก นักศึกษาต้องเรียนที่จะเข้าใจปัญหาก่อน

ดังนั้นถ้าไม่ประสพกับของจริง จะเข้าใจปัญหาได้อย่างไร

ขั้นที่สอง ก็คือ การทำความเข้าใจที่มาของปัญหา

ถ้าไม่ออกไปดูของจริงจะเข้าใจปัญหาได้อย่างไร

และข้อนี้ผมเห็นด้วยที่จะให้นักศึกษากลับมาทบทวนทฤษฎีเพื่อการวิเคราะห์สาเหตุปัญหาให้ดีกว่าเดิม

ขั้นที่สาม รู้แนวทางแก้ไขปัญหา

ข้อนี้ต้องเรียนทั้งจากประสบการณ์ตรง และทฤษฎี ที่จะสามารถกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาได้

ขั้นที่สี่ การหาวิธีการแก้ไขปัญหา ที่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการมากและลึกซึ้งในการคิด วางแผนแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ข้อนี้ต้องเน้นทั้งการเรียนเทคโนโลยี และการปรับใช้เทคโนโลยี

ผมจึงสรุปว่า การเรียนจากของจริง ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ น่าจะให้ผลดีกว่า การเรียนจากตำราแห้งๆ ที่ลอกมาจากไหนก็ไม่รู้

การเรียนปัญหาจากของจริงน่าจะมาก่อนการเรียนทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหา

แต่การเรียนแบบนั้น อาจทำให้อาจารย์หลายคนอึดอัด ที่ความรู้และความถนัดของตัวเองไม่พอ และทำให้ตัวเองมีความสำคัญลดลง ที่ตัวเองยอมรับไม่ได้

จึงต้องต่อต้านทั้งทางตรง ทางอ้อม และทางหลักการ ตามความเข้าใจ ความสามารถ และความเคยชินของตนเอง

และจะคอยแยงทุกครั้ง เมื่อมีข้อจำกัดบางประการในขั้นตอนการเรียนรู้ ด้วยประโยค  “...ก็..ว่าแล้วไม่เชื่อ...ยังจะดันทุรังทำอีก....”

แทนที่จะหาวิธีการปรับปรุงช่วยกัน กลับหาวิธี สร้างความไม่ชอบธรรมให้กับวิธีการเรียนปฏิบัติควบคู่ไปกับทฤษฎี

เพื่อที่จะกลับไปใช้หลักการเรียนทฤษฎีให้จบก่อน แล้วค่อยมาฝึกการใช้ทฤษฎีตอนปี ๔ เทอมปลาย แบบเดิมๆ

คงต้องสู้กันอีกหลายยก จนกว่าใครจะหมดแรงไปก่อน แต่เชื่อว่างานนี้ไม่มีใครยอมแพ้แน่นอน เพราะดูเหมือนจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรีที่ต้องปกป้อง มากกว่าจะเป็นหลักการ และความเป็นจริงของการเรียนรู้ของนักศึกษาตามหลักอริยสัจสี่ของท่านพระพุทธเจ้า

นี่คืออีกด่านหนึ่งที่ผมกำลังหาทางฝ่าไปให้เห็นว่า น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งในการพัฒนาคนของประเทศ ครับ

แม้คนเห็นด้วยจะมีน้อยเหลือเกิน

ก็จะลองทำต่อไปครับ