ศีลธรรมตกต่ำกับเทคโนโลยี่ก้าวสูง อิสรภาพแลกกับโทรศัพท์มิอถือเครื่องเดียว นี่ไม่ใช่นิยายแต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเมืองฮอลลีวูด

ฉากหนึ่งบนถนนฮอลีวูด

วันอาทิตย์เวลาห้าโมงเย็นในเดือนธันวาคมนั้น อากาศช่างเย็นยะเยือกเหลือเกิน พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าลงไปแล้ว “ตะวัน”เด็กชายชาวไทยวัยสิบสามกำลังเดินทอดน่องกลับบ้านหลังจากที่ได้หยุดพักแวะซื้ออาหารรับประทานที่ร้านอาหารจานด่วนไชนาทาวน์เอกเพรสบนถนนฮอลีวูดตัดกับกาวเวอร์ และขณะที่เดินไปเพลินๆไม่นานนักได้มีเด็กชายผิวดำตัวล่ำบึ๊กใส่เสื้อกล้ามตัวหลวมกับกางเกงบาสเกตบอลขาสั้นสามส่วนเดินเลียบเคียงเข้ามาปะกบ “ตะวัน”แล้วส่งเสียงร้องดังให้หยุด พร้อมกับร้องตะคอกให้ “ตะวัน”ส่งทรัพย์สินรวมทั้งเงินสดที่มีทั้งหมดให้กับตน และด้วยความเกรงกลัวในอันตรายอันอาจจะมีขึ้นได้ “ตะวัน”จึงได้ยื่นโทรศัพท์มือถือและบอกว่าเงินสดไม่มีติดตัวเนื่องจากได้ซื้ออาหารกินหมดแล้ว

วันนี้พ่อกลับบ้านแต่วันหลังจากได้ไปช่วยงานสอนที่วัดและนั่งรอลูกตะวันอยู่ที่บ้าน พ่อเห็นลูกเดินคอตกเข้าบ้านจึงถามเรื่องราวต่างๆจึงรู้ว่าลูกชายถูกปล้น นึกดีใจที่ลูกชายไม่ถูกทำร้ายแต่อีกใจหนึ่งก็นึกเสียดายโทรศัพท์จึงตัดสินใจทดลองโทรไปตามเบอร์ของลูกชายนั้น ไม่นานนักก็มีเสียงตอบโต้มาทางโทรศัพท์ปลายทางว่าให้เอาเงินมาให้ตนหนึ่งร้อยดอลล่าร์จึงจะได้โทรศัพท์คืน พ่อขอต่อรองจะให้เงินสดจำนวนห้าสิบเหรียญเพื่อแลกกับโทรศัพท์ โดยนัดหมายพบกับที่ร้านไชนาทาวน์เอกเพรสในเวลาหนึ่งทุ่มตรง

พ่อโทรหาน้องสาวเนื่องจากโทรศัพท์นั้นน้องสาวเป็นเจ้าของบัญชี น้องสาวจึงบอกให้พ่อรีบพา “ตะวัน”ไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลวิลคอกเรื่องโทรศัพท์ถูกปล้นและน้องสาวจะตามไปสมทบที่โรงพักในภายหลัง

ณ.สถานีตำรวจฯ ตำรวจหญิงรับเรื่องแจ้งความอย่างเสียไม่ได้ เนื่องจากทุกวันจะมีคนมาแจ้งความในทำนองนี้เพื่อขอเอกสารการแจ้งความไปเคลมเอาโทรศัพท์เครื่องใหม่กับบริษัทอินชัวร์รัน พ่อเล่าเรื่องว่าได้นัดหมายจะเอาเงินไปแลกโทรศัพท์คืนเวลาหนึ่งทุ่มและได้กดโทรศัพท์ไปตามเลขหมายของลูกอีกครั้งเพื่อนัดหมายให้มารับเงินพร้อมส่งโทรศัพท์ให้กับตำรวจหญิง เสียงตำรวจหญิงพูดขู่ว่านี่คือตำรวจและให้เด็กชายเอาโทรศัพท์มาคืนไม่เช่นนั้นจะถูกจับติดคุก คุยกันไม่นานนักเจ้าเด็กชายคนนั้นก็วางหูเพราะคิดว่าเป็นเรื่องตลกที่เจ้าทุกข์จะไปแจ้งความกับตำรวจ

เด็กชายผิวดำโทรศัพท์เข้ามาที่เบอร์ของพ่ออีกว่าทำไมไม่มาตามนัด พ่อขอผัดผ่อนว่ากำลังหาเงินสดอยู่ และกำลังเดินทางไปเดี๋ยวนี้ให้รอก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงจึงได้ร้องเรียกนักสืบให้มาวางแผนจับกุมเด็กชายผิวดำคนนั้น น้องสาวของพ่อเข้ามาสบทบที่โรงพัก ต่อมาตำรวจนอกเครื่องแบบวางกำลังไปตามจุดต่างๆ ณ.สถานที่ๆนัดหมายนั้น

ตำรวจนอกเครื่องแบบสองนายทำทีเป็นลูกค้าเข้าไปซื้ออาหารที่ร้านและนั่งรออยู่ในร้าน พ่อลูกเพิ่งขับรถเข้าไปจอดในลานจอดรถ ส่วนน้องสาวได้ขับรถเข้าไปจอดในที่จอดรถในชอบปิ้งมอลล์นั้นก่อนหน้าห้านาทีแล้ว พ่อลูกเดินเข้าไปซื้ออาหารรับประทานและนั่งลงในร้าน  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นโดยเด็กชายผิวดำให้เปลี่ยนที่มอบหมายส่งเงินเป็นที่ร้านซับเวย์ในมอลเดียวกัน แต่พ่อปฏิเสธไปว่าถ้าไม่ต้องการเงินก็ไม่ต้องมาตามนัดให้กลับไปบ้านได้ ไม่นานนักเด็กชายผิวดำเดินมาข้างนอกหน้าร้านอาหารและกวักมือให้พ่อลูกออกไป แต่พ่อลูกไม่ออกและเรียกให้เด็กดำนั้นเข้ามาในร้าน  “ตะวัน”ทำสัญญาณโดยเกาที่จมูกหยุกหยิกๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายให้แก่ตำรวจทราบว่าใช่เด็กคนที่ปล้น โทรศัพท์แน่นอน นายตำรวจนอกเครื่องแบบโทรฯมือถือส่งสัญญาณให้ตำรวจที่ดักซุ่มอยู่รู้ตัว

รถตำรวจสองคันขับมาด้วยความเร็วจอดข้างเด็กชายผิวดำพร้อมกับบังคับให้ยกมือไขว้ไว้ที่ต้นคอ ตำรวจค้นตามตัวจึงพบโทรศัพท์ของกลางอยู่ในกระเป๋ากางเกงจึงนำตัวเด็กนั้นไปที่โรงพัก เพื่อสอบสวน ระหว่างที่ตำรวจค้นเด็กชายผิวดำอยู่นั้นได้มีเสียงของรถเก๋งคันหนึ่งพุ่งออกจากลานจอดรถไปด้วยความเร็ว รถคันนั้นขับโดยชายวัยสูงอายุที่นำเจ้าเด็กชายผิวดำมาที่ลานจอดรถนั้น

ณ.สถานีตำรวจนครบาลวิลคอก.. พ่อบอกตำรวจว่าไม่เอาเรื่องเพราะสงสารเจ้าเด็กนั่น ขอแค่โทรศัพท์คืนก็พอ ตำรวจไม่ยอมเพราะต้องการดัดสันดานเจ้าเด็กผิวดำคนนั้นไม่ให้กระทำการเช่นนี้อีกในอนาคต 

ความดี ความชั่ว ความจริง ความเท็จ อะไรจะเกิดขึ้นถ้า “ตะวัน” ขัดขืนเด็กผิวดำคนนั้นโดยไม่ให้โทรศัพท์ไป อะไรจะเกิดขึ้นถ้าพ่อไม่โทรฯไปที่เบอร์ของลูกเพื่อขอไถ่เอาโทรศัพท์คืนมาโดยคิดว่าช่างหัวมัน และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าพ่อเอาเงินไปให้เจ้าเด็กผิวดำคนนั้นโดยไม่ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจก่อน ศีลธรรมตกต่ำกับเทคโนโลยี่ก้าวสูง อิสรภาพแลกกับโทรศัพท์มิอถือเครื่องเดียว นี่ไม่ใช่นิยายแต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเมืองฮอลลีวูด