การมีปัญญาไม่ได้วัดที่ปริญญา แต่คือการตระหนักรู้กายใจและดึงศักยภาพที่เรามีอยู่ออกมาให้เป็นคุณแก่แผ่นดิน

ทุกคนต่างเป็นศิษย์มีครูด้วยกันทั้งนั้น และการเป็นครูเพื่อศิษย์ ศิลาเชื่อว่ามีอยู่ในตัวเราที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่และทำหน้าที่ด้วยหัวใจของการเป็น “ผู้ให้” เพื่อผู้อื่น 

                    

 

ดังนั้น การยกตัวอย่างบุคคลสำคัญอันเป็นที่เคารพยกย่องศรัทธา  จึงไม่สามารถยกมากล่าวได้ทั้งหมดและทั่วถึง  แต่อยากขอมีส่วนร่วมในการเขียนบันทึก “ครูเพื่อศิษย์”   โดยไม่ขอเน้นตัวบุคคลมากนัก เพียงจะดึง จุดร่วม” ของการมีหัวใจดวงเดียวกันในการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ตรงนี้ออกมากล่าว บนพื้นฐานความเชื่อว่ามีอยู่ในตัวของใครหลายคน หลายแห่งหนในโลกใบนี้

      

ก่อนอื่น ขอออกตัวว่า สำหรับศิลาแล้ว  ความเป็นครูไม่ใช่เพียงโดยอาชีพหรือตำแหน่ง แต่จะขอเน้นย้ำที่จิตวิญญาณแห่งความเป็นครู

 

คุณพ่อคือคุณครูในดวงใจ ยึดหลัก “ซื่อสัตย์สุจริต”

ตั้งแต่จำความได้ ศิลาอยู่ท่ามกลางชีวิตคุณครู เพราะคุณพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน  การใช้ชีวิตในวัยเด็ก จึงค่อนข้างมีวินัยและเป็นตัวอย่างของเด็กวัยเดียวกัน

 

จากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ตอนนั้นอายุเพียงแค่ 8 ปี เห็นผู้ปกครองมาที่บ้านพักในโรงเรียนเพื่อมาพบคุณพ่อ และได้ยินแว่ว ๆ ตามประสาเด็ก ก็อยากรู้อยากเห็น แอบฟัง…ได้ยินว่าผู้ปกครองมาเสนอเงินเพื่อให้ลูกที่สอบเข้าโรงเรียนไม่ได้  ได้เข้ามาเรียนในโรงเรียนนี้  คุณพ่อตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เน้นหลักซื่อสัตย์สุจริต

 

เงินทุกบาททุกสตางค์คือเงินของรัฐที่นำมาสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ในรั้วโรงเรียน สอนให้เด็กปลูกผักเอง เลี้ยงสัตว์เอง แม้แต่ตัวศิลาก็ยังต้องจับจอบเสียมตั้งแต่ 8 ขวบ จนมือด้าน

    

ในความคิดของศิลา จุดเริ่มต้นแห่งการทำความดี ควรมีพื้นฐานมาจากหลักสุจริตค่ะ   ในวงการกฎหมาย หลักนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

 

คุณครูทุกคนมี “หัวใจของการให้ความรู้” เหมือนกัน

ศิลาโชคดีที่มีคุณครูที่เป็นคุณครูในดวงใจหลายคน จนจดจำไม่ได้หมด  จุดร่วมที่เห็นในตัวคุณครูทุกคนคือ “การให้ความรู้แบบเกาะติดสถานการณ์” กล่าวคือคุณครูจะคอยติดตามถามเด็กทุกคนว่ารู้ถึงไหนแล้ว ตามเพื่อนทันไหม   เป็นการให้แบบรอ feedback จากผู้เรียนรู้กลับมาเพื่อทบทวนการสอนของคุณครูเอง

 

เมื่อเราเอ่ยถึงความเป็นครู เราก็ย่อมนึกไปถึงการสอนให้ความรู้เพื่อหาเลี้ยงชีพ ดังนั้น ความหมายของหน้าที่คุณครู ที่ศิลาได้สัมผัสในวัยเรียนก็คือ “การเป็นผู้ให้ความรู้อย่างเต็มที่” แบบเกาะติดตามตัวเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้และรับรู้ไม่เหมือนกัน  การตามทำความเข้าใจในตัวเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ

 

คุณครูผู้ “ปลุกให้ตื่น”

ศิลาเพิ่งตระหนักรู้ว่านับยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาก่อนที่จะได้มาพบกับพระอาจารย์สันติกโร ตนเองได้หลับทั้งที่ยังตื่น…การได้มารู้ตัวว่าตนเองมีรากที่มาแห่งความนึกคิด อารมณ์ความรู้สึก  มีกิเลสหลักที่ยึดติด มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่น มีโลกทัศน์อย่างไร ทำให้เราได้ย้อนกลับมามองโลกภายในอย่างเป็นกลางประณีตละเอียดยิ่งขึ้น

 

สิ่งที่ศิลาเห็นในตัวท่านอาจารย์สันติกโร (ปัจจุบันท่านลาสิกขาบทแล้ว) นั่นคือท่านเป็น “ครู” ในจิตวิญญาณและสายเลือด  ท่าน “ให้ธรรม” ที่เข้าใจ เข้าถึงง่าย และมีเมตตาที่จะปลุกให้เราตื่นจากการหลงลืมตนเอง  สิ่งที่ท่านมีและเป็นสอดคล้องตามหลักธรรมพรหมวิหาร 4 และหลักธรรมของผู้แสดงธรรม

ธรรมเทศกธรรมมี 5 ประการ

1.อนุปุพพิกถา   สอนให้มีขั้นตอนถูกลำดับ

2.ปริยายทัสสาวี จับจุดสำคัญมาขยายให้เข้าใจเหตุผล

3.อนุทยตา         ตั้งจิตเมตตาสอนด้วยความปรารถนาดี

4.อนามิสันดร     ไม่มีจิตเพ่งเล็งมุ่งเห็นแก่อามิส

5.อนุปหัจจ์        วางจิตตรง ไม่กระทบตนและผู้อื่น

จากหนังสือพุทธธรรม หน้า 637  โดยพระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ ปยุตโต)

หลักธรรมดังกล่าวน่าจะนำมาใช้กับผู้ทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ทุกท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นครูโดยอาชีพหรือไม่ก็ตาม

 

ก่อนจากกันสิบกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ท่านเป็นพระ  ท่านมอบย่ามผ้าฝ้ายใบนี้ให้ศิลาค่ะ

 

                   Duty for duty’s

              

คำที่ปรากฎในย่ามเป็นคำที่ท่านเขียนเอง บอกให้เราตระหนักรู้ที่จะทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ณ ปัจจุบันขณะจิตให้ดีมีคุณค่า  ท่านไขปริศนาให้ศิลาเข้าใจการมีชีวิตที่ตื่น ควรเริ่มต้นจากอะไร  "การสังเกตและรู้ทุกข์"  

 

 

คุณครูที่ปลุกให้ศิลาตื่นอีกท่านหนึ่งคือ หลวงพ่อปราโมทย์  ซึ่งสอนให้ตื่นด้วยหลักธรรม "อริยสัจ 4" ท่านสอนวิธีการเรียนรู้กายใจ เป็นการทำให้เข้าใจว่า  "การดู" "การรู้"  ควรทำอย่างไร

ศิลาจะไม่ขอกล่าวโดยรายละเอียด  เพราะหลายท่านต่างรู้จักและเคารพศรัทธาโดยทั่วหน้ากันดีอยู่แล้ว  เพียงอยากจะกล่าวว่านับเป็นวาสนาที่เรามีครูดี   เราควรที่จะเป็นศิษย์ที่ดี ด้วยเช่นกัน

      

 “การเป็นศิษย์ที่ดีคือการการปฏิบัติบูชาเพื่อคุณครูของเรา”

 

คุณครูเพื่อศิษย์ด้วยหัวใจของความเป็นพ่อแม่

เมื่อศิลาได้เข้ามาทำหน้าที่บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคุณครูทั้งนอกระบบและในระบบโรงเรียน  สิ่งที่พบด้วยสายตา และหัวใจที่มิอาจสัมผัสได้ด้วยตา นั่นก็คือการทำหน้าที่ยิ่งกว่าคุณครูผู้ให้ความรู้แก่เด็ก

        

จากความทรงจำวัยเด็กที่เราได้เรียนรู้ผ่านตำราและคุณครูชี้ให้เข้าใจความหมายของตัวหนังสือในตำรานั้น กลับเปลี่ยนมิติมุมมองใหม่ ทำให้โลกทัศน์ของการมองคุณครูไม่ใช่แค่คุณครูผู้สอนวิชาความรู้

 

              ครูคือผู้นำการเปลี่ยนแปลง  

             

               

ศิลามองเห็นได้จากการเข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณครู กศน. หลายท่าน  มีข้อค้นพบที่สำคัญ

 

ขอให้เรามีจินตนาการร่วมกันอย่างหนึ่งก่อนว่านักเรียนของคุณครู กศน. อายุอาจจะมากกว่าคุณครู กศน. และนักเรียนก็อาจจะมีงานทำกันหมดแล้ว ดังนั้น การสอน “เด็กโข่ง” ย่อมต้องสอนในลีลาของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากกว่าสอนแบบยิงตรง (one way communication)

 

หลาย ๆ คำบอกเล่าของคณครู กศน. ได้อธิบายการทำหน้าที่คุณครูของพวกท่านในจุดร่วมเดียวกันว่า  มีความสุขกับการทำหน้าที่ครู เพราะพวกท่านได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความทุกข์สุขร่วมกันกับนักเรียน

 

สิ่งค้นพบสำคัญนั่นคือ ท่านได้

 

“มีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตนักเรียนบางคนเลยทีเดียว”

   

เปลี่ยนแปลงอย่างไร…เปลี่ยนแปลงจากคนที่เสพยา ให้กลับมาคิดได้ และ เลิกยาเสพติดในที่สุด

 

การเป็นครูเพื่อศิษย์ ในความหมายใหม่ที่ศิลาค้นพบก็คือ การเป็นครูที่ทำหน้าที่เสมือนพ่อแม่ หล่อเลี้ยงชีวิตศิษย์

 

ไม่ได้สอนให้เขามีความรู้และไปประกอบอาชีพเท่านั้น   แต่

สอนให้เขาเป็นคนดี การเป็นคนดีทำให้เปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตและส่งผลให้คนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีตามไปด้วย

     

อีกหลายคำบอกเล่า ที่คุณครู กศน. ได้กล่าวให้ฟังว่าได้เข้าไปส่งเสริมอาชีพในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน  ให้มีความโดดเด่นน่าสนใจ ต่อยอดความคิด แตกไลน์การผลิตออกไปได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น วิธีการทำห่อหมกในชุมชน เพิ่มมูลค่าโดยใส่มะพร้าวอ่อนให้มีรสชาติเพิ่มขึ้น   สิ่งนี้ได้มาจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูและศิษย์

             

นอกจากคำบอกเล่าของคุณครู กศน.  ที่ศิลาได้ผ่านประสบการณ์ร่วมในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้มา  การได้เข้ามาร่วมทีมงานกับคุณเอกและพี่นุช (คุณนายดอกเตอร์)   โครงการ “Humanized Educare” ก็ได้ทำให้ต่อยอดประเด็นร่วมตรงนี้ออกไปอีกมากมายมหาศาล

 

คุณครูเพื่อศิษย์ที่มาร่วมวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนี้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ชุมชนรอบตัว  เชื่อมโยงตนเองกับธรรมชาติรอบตัวได้งดงาม และสร้างความรู้สึกร่วมนี้ให้เกิดขึ้นในตัวศิษย์

 

 

             ครูคือผู้สร้างเครือข่ายในชุมชน

เชื่อมโยงโรงเรียนกับวิถีชีวิตในชุมชนและธรรมชาติ

     

 

ศิลามองเห็นว่าการทำหน้าที่คุณครู ไม่เพียงการเชื่อมโยงระหว่างคุณครูกับศิษย์  แต่เป็นการขยายเครือข่ายไปยังครอบครัวของเด็กนักเรียน  วิถีชีวิตในชุมชน โรงพยาบาล วัด และสถานที่แวดล้อมโดยรอบ

    

การสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์กับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเป็นห่วงโซ่ชีวิตที่คล้องใจให้ทุกคนรักถิ่นฐานและอยากใช้ชีวิตร่วมกันอยู่ในชุมชนนี้ตราบนานเท่านาน

 

เราอาจจะแสวงหาความรู้จากที่ไหนก็ได้ในโลกทั้งที่มีพรมแดนและไร้พรมแดน แต่เราไม่อาจจะแสวงหา “ความจริงใจ” “ความอบอุ่นใจ” และ “พลังใจ”   ได้จากทุกที่   นอกจากในที่ที่เราเกิด  อยู่อาศัย หรือใช้ชีวิตเรียนรู้กันมาอย่างยาวนานจนไว้เนื้อเชื่อใจกันดีแล้ว

 

จุดร่วมที่ศิลาเห็นในตัว ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากคุณครูทุกท่านก็คือ การน้อมนำหลักธรรมคำสอนของศาสนาและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมายึดเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและบริหารโรงเรียน

 

ถ้อยคำบางคำที่ได้รับฟังมาคือ “หลักพอประมาณ” คำนี้คำเดียวแตกประเด็นเป็นโครงการกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งจะไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้ เพียงอยากจะชี้ให้เห็นว่าความดีงามมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน ครูเพื่อศิษย์มีอยู่ทั่วทุกตำบลหมู่บ้าน เพราะเรามีหัวใจดวงเดียวกันที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงามเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่เราเกิดมา

 

สิ่งดีงามเหล่านี้คือสิ่งที่คุณครูเพื่อศิษย์ทุกท่านเพียรพยายามบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ให้อยู่ใน DNA ของผู้เป็นศิษย์ทุกคน โดยทำหน้าที่ครูทั้งในรั้วและนอกรั้วโรงเรียน

 

 “การสร้างคนเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ อาศัยความประณีต เชื่อมั่นและไว้วางใจ”

 

สุดท้ายนี้ ขอลงท้ายเช่นเดิม เหมือนกับหลายบันทึกที่สืบเนื่องจากโครงการ “Humanized Educare” นั่นคือ

 

การแสดงความเคารพ ขอบพระคุณคุณครูอีกสองท่าน  นั่นคือคุณเอกและพี่นุช (คุณนายดอกเตอร์) ซึ่งเป็นครูเพื่อศิษย์ด้วยเช่นกัน การทำงานให้กับคุณครูเพื่อศิษย์ ทำให้ท่านเป็นครูในดวงใจของคุณครูหลายคน

เพราะเราต่างเชื่อมั่นในความดี   เราจึงมีวันนี้ วันที่มาอยู่ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ดึงศักยภาพของครูเพื่อศิษย์ที่มีอยู่แล้วหลายท่านออกมาให้ปรากฎเป็นรูปธรรม   โน้มนำจิตใจให้คุณครูอีกหลายท่านมีความเชื่อมั่นร่วมกันในสิ่งที่ทำว่า “ความดีสวยงามเสมอ” (คำของคุณเอกค่ะ) 

สำหรับคำของศิลาก็คือ “บัณฑิตที่ดีไม่ได้วัดที่ปริญญา อยู่ที่คุณค่าที่ให้แก่สังคม” ค่ะ และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เราเลือกดอกบัวเหมือนกัน  

       

 

การมีปัญญาไม่ได้วัดที่ปริญญา  แต่คือการตระหนักรู้กายใจและดึงศักยภาพที่เรามีอยู่ออกมาให้เป็นคุณแก่แผ่นดิน

 

“ผู้มีปัญญา ใจยิ่งสูงเทียมฟ้า กายาต่ำเตี้ยติดดิน”  นั่นคือการลดละมานะอัตตาของผู้รู้ที่ไม่ควรเน้นความคิดมากกว่าความรู้สึก

       

            

ช่วงนี้ ในยามว่าง ศิลาเก็บตัวอ่านหนังสือค่ะ อาจจะแว่บไปแว่บมา นาน ๆ ทีไปเยี่ยมกัลยาณมิตร   ซึ่งศิลาเองก็เชื่อว่าหลายท่านก็คงไม่ว่างเช่นเดียวกัน แต่เรามีหัวใจดวงเดียวกันนะคะ "ครูเพื่อศิษย์" มีอยู่ในตัวเราทุกคนเพราะเราคือผู้ให้ความรู้และความรักค่ะ