คนจะมากจะน้อยนั้น ผมถือว่าไม่ใช่ประเด็นชี้วัดความสำเร็จเสียทั้งหมด ยิ่งในสภาวะที่มหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนแบบไม่มีวันหยุดนั้น ยิ่งถือเป็นความเสี่ยงที่คอยชักลากให้นิสิตตัดใจหันเหไปจากกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น

เช้าวันนี้ ตื่นเช้าเป็นพิเศษ  -เป็นอีกวันของชีวิตที่ยังต้องใช้วันหยุดเป็นวันแห่งการงาน โดยถือเอาการทำงานเป็นการพักผ่อนไปในตัว 

 

ผมมีภารกิจสำคัญคือการออกไปร่วมงาน กีฬาหอพักสามัคคี ครั้งที่ 4” ขณะที่เพื่อนชีวิตก็พาทีมงานไปจัดอบรมสัมมนาแกนนำต้านยาเสพติดที่จังหวัดขอนแก่น  ซึ่งถ้าไม่ผิดเพี้ยนนัก  เย็นย่ำผมก็คงขับรถตามไปสมทบอีกรอบ

 

ก่อนการเริ่มงานสองถึงสามวัน  ผมเชิญทีมงานทั้งหมดมาประชุมหารือในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง  เพราะโครงการก่อนหน้านั้น  ผมเห็นว่าการทำงานในระบบทีมดูจะขาดๆ เกินๆ อยู่ค่อนข้างมาก  พลอยให้กิจกรรมที่มีขึ้น ขับเคลื่อนไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ... 

 

เพียงเพราะผมไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกรอบ  ผมถึงต้องเชิญทุกคนมาถอดบทเรียนและวางแผนกันให้รอบด้านที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการย้ำเน้นถึงแนวคิดของผมที่ว่า ปัญหาเก่าห้ามเกิด...ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน  ซึ่งสิ่งที่ผมพูดถี่ครั้งที่สุดก็คือการทำความเข้าใจกับบุคลากรในทำนองว่า ทุกคนคือส่วนหนึ่งของงาน และทุกคนทำได้มากกว่างานที่ได้มอบหมาย  อันหมายถึงการไม่นิ่งดูดายปล่อยให้เพื่อนๆ ต้องทำงานกันอย่างเดียวดาย

 

 

 

 

งานครั้งนี้ผมไล่เลียงตั้งแต่ต้นจนจบ  ระบุชัดตั้งแต่ก้าวแรกของการเคลื่อนออกจากที่ตั้งไปสู่สนามกีฬา เชื่อมรัดเข้ากับกระบวนการทุกอย่างตั้งแต่พิธีเปิดไปสู่การแข่งขันและการปิดการแข่งขัน  ภายใต้แนวคิดความเรียบง่าย สนุกและได้สาระแห่งชีวิตและมิตรภาพ 

 

และที่สำคัญที่สุดก็คือการย้ำให้เจ้าหน้าที่หอพักได้มอบหมายภารกิจให้คณะกรรมการหอพักนิสิตได้เข้ามามีบทบาทในการคิดสร้างงานของร่วมกับเจ้าหน้าที่  เพราะผมไม่อยากให้ติดยึดวัฒนธรรมเดิมๆ ที่มีมาแสนนาน  ซึ่งนั่นก็คือการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง  เจ้าหน้าที่หอพักมักจะคิดเองและดำเนินการเองเสียทั้งหมด  โดยไม่เปิดเวทีให้คณะกรรมการหอพักได้เข้ามาเรียนรู้และช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเท่าที่ควร  เมื่อเป็นเช่นนั้น  กิจกรรมในแนวคิด พี่เพื่อน้อง หรือ นิสิตเพื่อนิสิต  จึงไม่เป็นรูปเป็นร่าง และขาดพลังไปอย่างน่าใจหาย

 


 

 

นอกจากนี้แล้ว  ประเด็นหนึ่งที่ผมนำขึ้นมาถกในที่ประชุมก็คือเรื่องจำนวนของนิสิตที่เข้าร่วมในแต่ละปี  ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าในแต่ละปี จะมีนิสิตเข้าร่วมจำนวนน้อยมาก  บางปีแทบไม่ถึง 500 คน (จาก 7,000 คน) แต่ปีนี้ ทีมงานตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าร่วมไว้เพียง 1,000 คน

 

ด้วยเหตุนี้  ผมถึงได้ชวนให้เขาทั้งหลายวิเคราะห์ว่าอะไรคือปัจจัยเหตุแห่งการเป็นเช่นนั้น  รวมถึงการชวนให้วิเคราะห์ว่า  กิจกรรมเช่นนี้ยังเหมาะต่อการจัดขึ้นในหอพักอีกหรือเปล่า  -  

 

ครับ เป็นการชวนคิดชวนคุยเพื่อให้แต่ละคนได้ทบทวนถึงเรื่องราวและกระบวนการที่ผ่านมา  เพราะจะว่าไปแล้ว  เจ้าหน้าที่หอพักทั้งหมด  ก็ล้วนยังขาดทักษะในการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนานิสิตหอพักอยู่มากพอสมควร  ซึ่งนั่นก็เป็นผลพวงของนโยบายในอดีตที่เน้นให้เจ้าหน้าที่มุ่งให้บริการเป็นหลักสำคัญ และหลงลืมที่จะยกฐานะให้กรรมการนิสิตหอพักมีบทบาทในเรื่องดังกล่าว... 

 

แน่นอนครับ  ประเด็นดังกล่าว ไม่ใช่ข้อสรุปของผมเองเสียทั้งหมด  แต่เป็นประเด็นของการถกคิดและชวนคุยกันแบบเปิดอก  จนผมต้องปลุกปลอบในทำนองว่า จากนี้ไป  อะไรๆ จะดีขึ้นเอง  โดยเฉพาะในเรื่องทักษะของการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพนิสิตหอพักนั้น  ผมเชื่อว่าทุกคนเรียนรู้กันได้
ขอเพียงเปิดใจและยอมรับในสถานะใหม่ให้ได้เท่านั้นแหละ


แต่ที่ชัดเจนแล้วสำหรับผมนั่นก็คือ  การค้นพบว่าการพัฒนาให้เจ้าหน้าที่หอพักมีทักษะการคิดและการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของนิสิตหอพักนั้นยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องลงแรงกันอย่างมากโข  ดังนั้นในระยะหลังๆ จึงผลักดันให้แต่ละคนได้เข้าร่วมอบรมสัมมนาในที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งอย่างน้อยวิธีการเช่นนี้ก็ถือได้ว่าเราส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจังและจริงใจเป็นที่สุด  เพราะที่ผ่านมาพวกเขาก็มีโอกาสเช่นนั้นน้อยมากด้วยเช่นกัน

 

 

 

ส่วนประเด็นของจำนวนคนที่เข้าร่วมโครงการนั้น  ผมยังคงเก็บเงียบไว้เพียงลำพัง  เพราะยังไม่อยากให้ทุกคนวิตกกับเรื่องนี้จนพลอยให้หวาดหวั่นและทำงานอย่างพะว้าพะวง  ขอเพียงให้ทีมงานเรียนรู้ความเป็นทีม  และเรียนรู้กระบวนการของการสร้างกิจกรรมพร้อมๆ กับการบริหารกิจกรรมให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีชีวิตชีวาก็พอแล้ว...

 

ส่วนคนจะมากจะน้อยนั้น  ผมถือว่าไม่ใช่ประเด็นชี้วัดความสำเร็จเสียทั้งหมด  ยิ่งในสภาวะที่มหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนแบบไม่มีวันหยุดนั้น  ยิ่งถือเป็นความเสี่ยงที่คอยชักลากให้นิสิตตัดใจหันเหไปจากกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น  ต่อให้กิจกรรมที่ว่านั้นดีและน่าสนใจแค่ไหน  ประชาสัมพันธ์เต็มที่ก็เถอะ  หากยังต้องเลือกระหว่างเรียนกับกิจกรรม  ผมก็ยังเชื่อว่านิสิตก็ควรต้องเลือกเดินเข้าไปเรียนในห้องเรียนนั้นๆ อยู่วันยังค่ำ เพราะนั่นคือหน้าที่ หรือภารกิจชีวิตของเขาเอง

 

แต่สำหรับผมแล้ว...
การแข่งขันกีฬาหอพักสามัคคี ครั้งที่
4 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์การเป็นมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ  มุ่งให้กีฬาเป็นเครื่องมืออันสำคัญของการจรรโลงชีวิตและเสริมสร้างบรรยากาศของการอยู่ร่วมกัน 

และครั้งนี้ก็ถือได้ว่าผ่านพ้นไปได้อย่างไม่ขี้เหร่เสียทั้งหมด  จำนวนคนอาจน้อยไปสักนิดก็เถอะ  แต่อย่างน้อยก็ทำให้นิสิตกลุ่มนี้ก้าวออกมาจากการใช้ชีวิตในวันว่างอย่างเปล่าเปลือง  ข้ามพ้นออกมาจากการนอนเล่นในหอพักอันเชยชิน   หรือไม่ก็เดินเตร่อยู่ตามห้างสรรพสินค้าและโรงฉายภาพยนตร์เป็นไหนๆ...

 

และจำนวนคนอันน้อยนิดที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ผมและทีมงานควรต้องจับตาดูแลเขาให้ดีที่สุด  เพราะถือว่าเขาทั้งหลายมีทุนทางความคิดที่ดีต่อการเรียนรู้เรื่องราวนอกห้องเรียน และมีทัศนคติที่ดีต่อการใช้วันว่างของชีวิตให้มีประโยชน์ต่อตนเองและคนรอบข้าง...

 

และที่สำคัญ  ในโลกแห่งความจริงนั้น  คงไม่มีที่ใดกระมังที่เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มคนที่ทำกิจกรรมนอกหลักสูตร  หรือ เรียนนอกฤดู อย่างหนาตา  แต่เราเองก็ต้องไม่ลืมว่า  เรื่องใหญ่ๆ ในสังคมก็ล้วนแล้วแต่ถูกขับเคลื่อนไปจากคนเล็กๆ และคนกลุ่มเล็กๆ ด้วยกันทั้งนั้น  ขึ้นอยู่กับว่า จากนี้ไป  ทั้งผมและทีมงานจะบ่มเพาะและขัดเกลาคนเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน  หรือแม้แต่บางที  คนเหล่านี้จะทานทนกับกระแสสังคมอันบิดเบี้ยวและเชี่ยวกรากที่โหมพัดอย่างหน่วงหนักได้สักกี่ยกกันแน่

 

แต่ทั้งหมดนั้น ...ไม่ว่าผมและทีมงาน หรือแม้แต่ตัวนิสิตเอง  ก็ไม่ควรสิ้นหวัง มิใช่เหรอ..

 

 

5  กันยายน 52
ลานกีฬากลางแจ้ง.
มมส