ในการให้คำปรึกษา สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะสับสนระหว่าง "ความต้องการ" และ "ความปรารถนา" ที่จะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์และพานพบกับความสุขในวิถีชีวิตอย่างสมดุล...แท้จริงแล้วสองคำนี้มีความเหมือนที่แตกต่างกัน

เมื่อกล่าวถึง "ความต้องการ" เกิดจากสภาวะความขาดแคลนหลายระดับ เช่น ระดับที่จำเป็น(need) และระดับที่มากกว่าจำเป็น(want) ซึ่งอาจทำเพื่อความสะบายใจ โดยเนื้อแท้ของความต้องการ เป็นสภาวะของการขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือหลายสิ่ง สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่างของสิ่งที่มีและสิ่งที่ขาด อันเป็นสาเหตุให้บุคคลมุ่งสู่การได้มาซึ่งสิ่งนั้น ส่วน "ความปรารถนา" เป็นความต้องการที่ลึกซึ้งกว่าและลงลึกภายในจิตใจ...ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่สิ่งนั้นก็ไม่สามารถมาบั่นทอนหรือทำลายชีวิตให้พังพินาศแต่อย่างใด เพราะแท้จริงแล้วความปรารถนาส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปสู่แนวทางที่ดีเสียมากกว่า ซึ่งอาจเป็นลักษณะของความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อผู้อื่น และเรามักจะเรียกสิ่งนี้ว่า "ความปรารถนาดี"

เมื่อได้ทบทวนดังนี้...จึงไม่น่าจะแปลกอะไร สำหรับการให้คำปรึกษา ที่ควรเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์และพานพบกับความสุขอย่างแท้จริง...ก็เพราะเนื้อแท้ของเจ้าสิ่งนี้ เป็นความตั้งใจดีที่ผ่องถ่ายจากส่วนลึกของจิตใจ จนกลายเป็นความหวังดี ความรู้สึกดี ๆ ที่มอบให้ผู้อื่นด้วยความปรารถนาดี....แต่หากการให้คำปรึกษาที่เต็มไปด้วยเป็นความต้องการนั้น มักจะมีส่วนแทรกของการดำรงอยู่ ความพึงพอใจ ความสะบายใจของตนเข้ามาร่วมด้วย นั้นหมายถึงการให้คำปรึกษานั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการค้นหาสิ่งตอบแทน การนำมาซึ่งชื่อเสียงหรืออำนาจ เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว...ความต้องการจึงมุ่งไปที่ผลประโยชน์ส่วนตนเสียมากกว่า

ดังนั้น ในการให้คำปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาที่ดี จึงควรตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของการมีจิตใจที่มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่น พร้อมที่จะเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์อย่างแท้จริง...มีความปรารถนาดีที่จะเอื้อมพยุงมือให้ผู้ที่ล้มได้ลุกขึ้นเดินต่อไหว...และก้าวมุ่งสู่จุดหมายของการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ มากกว่าจิตใจที่มีเพียงความต้องการช่วยเหลือ อันจือปนด้วยส่วนผสมของกิเลสเป็นสำคัญ
ผมว่าการให้คำปรึกษา ก็คือ การช่วยเขา ให้เขาช่วยตัวของเขาเองได้ ด้วยตัวของเขาเอง
มากกว่าที่เราจะเข้าไปแนะนำหรือช่วยเหลือเขาตามที่เราต้องการ ใช่ใหมครับ
http://gotoknow.org/blog/varee/295248
ไปให้คำปรึกษาเขาหน่อยนะตะเอง..
ความปรารถนาดีมีให้คนบนโลกนี้ เป็นความดีมีน้ำใจให้กับเขา
ไม่หวังผลตอบแทนแม้นให้เรา อย่าคิดเอาเป็นกิเลสเห็นแก่ตัว
ความต้องการใดใดอย่าได้คิด ต้องมีจิตคิดให้ถวายหัว
ที่ปรึกษาไม่ทำเช่นเห็นแก่ตัว ผ่านมืดมัวให้เขาได้สุขใจเรา
ขอบคุณท่านรองฯ small man ค่ะ...อย่างที่ท่านรองฯ กล่าวไว้ก็ใช่ค่ะ
ผู้ให้คำปรึกษา เป็นเพียงผู้ชี้แนะ แต่มิใช่ผู้ชี้นำค่ะ...ผู้ให้คำปรึกษา เป็นผู้สนับสนุนแนวทางเลือกที่ดีกว่า เพื่อให้เขาเลือกเดินอย่างสร้างสรรค์...ด้วยตัวของเขาเองค่ะ
คุณแม่ "อ้อยเล็ก" คนสวย...เค้ายอมเดินตามตะเองไปโดยเต็มใจเลยจ้าาาาา...อุตส่าห์พามือพ่อหนุ่มคนนั้นมาเกี่ยวก้อยเค้า...ใครจะไม่ไปละเจ้าค่ะ...อิๆๆๆๆ และแล้วก็เดินตามไปทิ้งรอยไว้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ...
.มีความปรารถนาดีที่จะเอื้อมพยุงมือให้ผู้ที่ล้มได้ลุกขึ้นเดินต่อไหว...และก้าวมุ่งสู่จุดหมายของการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ มากกว่าจิตใจที่มีเพียงความต้องการช่วยเหลือ อันจือปนด้วยส่วนผสมของกิเลสเป็นสำคัญ...
เราชอบจังประโยคนี้นะตะเอง....ทำดีกว่าพูดมากมายเลยล่ะ..
บางครั้งการเป็นที่ปรึกษาก็เหมือนกับดาบสองคมนะคะพี่วิจิตรา
เคยโกรธกับเพื่อนก็เพราะให้คำปรึกษามาแล้วเหมือนกันค่ะ
หลัง ๆ เลยต้องถามกลับไปบ้าง ว่าแล้วเขาล่ะคิดยังไง ???
ขอบพระคุณค่ะ...ท่าน "วิโรจน์" มากค่ะ...ชอบและชื่นชมที่ท่านตอบเป็นบทกวีค่ะ...เพราะอ่านแล้วทำให้ Vij ได้คิด...เป็นความคิดที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์...
ระหว่าง ความต้องการกับ
ความปรารถนา
ที่เข้ามาปรึกษาพ้นทุกข์ในระดับหนึ่ง
ขอบพระคุณมากค่ะ...คุณลุงมหาที่รัก อิๆๆๆ
หนูเขินเลยลุง...ที่ลุงมหาชมว่าเก่งนะหนูไม่เิขินหรอก...แต่ที่ลุงชมในวงเล็บ(...)นะสิ อิๆๆๆๆๆๆๆ...หนูเขินนะ...ผู้หญิงนะลุงนะ ชอบคำชมเป็นชีวิตจิตใจทุกคนแหละ ประมาณว่า(บ้ายอ)เหมือนกันหมด...โดยเฉพาะหนู...อิๆๆๆๆ
ธรรมฐิตก็มีความปารถนาที่จะให้คำปรึกษาด้วยความจริงใจ
แต่หาใช่ความต้องการให้เขาเหล่านั้นหันมานับถือพุทธศาสนาไม่
เพียงแค่หาวิธีนำเสนอตามแนวทางพุทธศาสนา
แล้วปรารถนาให้เขาเหล่านั้นพิจารณาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตขอรับอาจารย์..
รับปรึกษาทุกเรื่อง(ยกเว้นยืมตังค์)
ธรรมะตอนใกล้ตีแกลบขอรับอาจาย์(อย่างง)
ดีใจที่คุณแม่ "อ้อยเล็ก" คนสวยชอบ..."ทำให้เห็นเพียงหนึ่งครั้ง ดีกว่าพูดให้ฟังร้อยพันคำ"...แต่นั่นอะไรนะตะเอง...ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ...มีภาพคนสวยอยู่ด้วย...มันคืออะไรหนอ
สวัสดีจ้าาาาา น้องแหม่มคนสวย...แม่เจ้าแพลน
ทุกสิ่งทุกอย่างหากนำมาใช้ไม่ถูกต้องเหมาะสม ย่อมเป็นดาบสองคมเสมอ...
บางครั้งผู้ที่เป็นทุกข์เพียงแค่ต้องการระบายความคับข้องใจ...เราจึงควรนิ่งฟังอย่างใส่ใจ หากแม้ความปรารถนาดีที่มีให้อย่างไม่ก้าวล่วง...แม้เขาจะไม่เลือกตามแนวทางนั้น ก็ย่อมเป็นสิทธิของเขาที่จะเลือกและตัดสินใจตามครรลองวิถี
-------------------
ส่วนใหญ่ที่ต้องทะเลาะกับเพื่อนก็มักเป็นเรื่องแฟนของเพื่อน...ดาบสองคมที่ว่า...บางครั้งความปรารถนาดีที่ก้าวล่วงในวิถีชีวิตของเขามากจนเกินไป...ชี้นำมากกว่าชี้แนะ...สุดท้ายทำให้ต้องเสียเพื่อนที่ดีก็เพราะแฟน
http://www.imagechef.com/ic/product.jsp?cat=photo+frames
มันคือรูปที่ไปแต่งมาจากเว็บแต่งรูปจ้าครูยะลาคนสวย..สารพัดที่คนเขียนโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์มันทำงานได้..เยี่ยมมากๆครูยะลาไปเลือกได้เลย..ตามลิ้งค์ที่ให้มานะจ๊ะ..อย่างกลอนพี่ก้ามกุ้งแต่งให้ครูอ้อยเล็ก..ครูอ้อยเล็กยังไปเสกกรอบหลุยส์สวยๆมาใส่ได้ซะหรูเลย..งิๆๆๆ
สวัสดี น้องvij ตั้งหัวเรื่องแต่ละเรื่อง เป็นเรื่องุทุกเรื่อง ชวนสงสัย สนใจ ใคร่รู้ อยากเข้ามาดูมาอ่าน ตามนิสัยของคนบ้านเรา "อยากรู้เรื่องเพื่อน"ฮาๆๆ
"การให้คำปรึกษา...เพียงแค่ปรารถนาหรือต้องการ" การให้คำปรึกษา พูดภาษาบ้านเราว่า หวังดี อยู่คนละซีกคนละฝั่งกับ ทำเฒ่า เรื่องเดียวกัน คนเดียวกันคำพูดเดียวกัน เมื่อพูดไปแล้วเขายอมรับ เราเป็นผู้หวังดี ถ้าเขาไม่ยอมรับ เราก็ทำเฒ่า แต่นักไกล่เกลี่ยชุมชนคนอย่างเรา เป็นได้ทั้งทำเฒ่า และหวังดี ถ้าทำให้เรื่องจบลงได้ ภายใต้การไกล่เกลี่ย
ขอบคุณมากค่ะ...คุณครู "ธรรมทิพย์"
เขียนได้ถูกใจและตรงใจที่สุดค่ะ "จิตวิทยาเป็นยาทา พุทธศาสนาเป็นยากิน" ชอบมากมายกับคำนี้...เพราะเรียน ๆ ไปจึงรู้ซึ้ง เคยพูดกับเพื่อนว่าแท้จริงแล้วศาสตร์ด้านจิตวิทยากับคำสอนในพุทธศาสนาไม่ได้แตกต่างกันเลยค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ...ทั้งยาทา และยากิน ต่างก็ช่วยสมานและรักษาบาดแผลได้เป็นอย่างดีค่ะ...
นมัสการค่ะ...หลวงพี่
หลวงพี่ไม่ให้งงงงง!!! แต่ Vij งงงงง!!! ตอนใกล้ตีแกลบเจ้าค่ะ เรื่องเดียวที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากรับปรึกษา "เงินขาดมือไม่รู้จะทำไง...มีตังค์ให้ยืมป๊ะ" สำหรับ Vij แล้วใครมาปรึกษาถือว่าใช้คำพูดที่ไม่สุภาพเอามาก ๆ เจ้าค่ะ ฉะนั้น ไม่รับปรึกษาเด็ดขาด!!
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ว๊าวๆๆๆๆ เข้าไปดูมาแล้วค่ะ คุณแม่อ้อยเล็กสุดสวย ขอบคุณมากค่ะที่นำมาแบ่งปัน...บทกลอนคุณ "ก้ามกุ้ง" แต่งได้ความหมายและไพเราะดีจังค่ะ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ฮาเลยค่ะบัง...ทำเฒ่านิ......ชอบคำพูดนี้จังค่ะ "เมื่อพูดไปแล้วเขายอมรับ เราเป็นผู้หวังดี ถ้าเขาไม่ยอมรับ เราก็ทำเฒ่า แต่นักไกล่เกลี่ยชุมชนคนอย่างเรา เป็นได้ทั้งทำเฒ่า และหวังดี ถ้าทำให้เรื่องจบลงได้ ภายใต้การไกล่เกลี่ย" ฟัง ๆ ดู เหมือนจะให้ยอมความกันยังไงยังงั้น...ขอบคุณมากค่ะบังขา...