ฝัน.....อยากให้โรงเรียนจ่านกร้องเป็นโรงเรียนฝึกนักเขียน
ถ้ามีคำถามว่า….
ทำอย่างไรจึงจะมีใจมุ่งมั่นรักการเขียน….
ทำอย่างไรจึงจะเป็นนักเขียนได้ ......
.........หากคิดได้ว่า..... ในชีวิตของความเป็นมนุษย์มีเรื่องราวผันผ่านมาในหนทางแห่งชีวิตมากมาย หากทุกคนมีโอกาสที่จะเขียนเรื่องราวชีวิตของตนอย่างสร้างสรรค์ให้คนรุ่นหลังอ่าน เท่ากับเราได้เลือกสร้างสิ่งที่ประทับใจในบรรทัดหนึ่งของประวัติศาสตร์ไว้
แต่การจะเป็นนักเขียนต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
เคยรู้ว่านักเขียนต้องเป็นนักอ่าน นักสังเกตการณ์ นักคิด นักวิเคราะห์วิเคราะห์ นักเก็บข้อมูล เพื่อนำมาสร้างเรื่อง ดังที่หยกบูรพา กล่าวเอาไว้ว่า....
“ นักเขียนต้องเป็นนักเล่าเรื่อง ต้องเป็นนักสร้างเรื่อง ถ้าคุณไม่ใช่นักสร้างเรื่องคุณจะเอาอะไรมาขาย เหมือนไม่มีสินค้า ต้องเป็นนักสร้างเรื่อง เวลาคุณสร้างแล้วเรื่องอยู่ในหัวสมอง แต่ไม่ใช่นักเล่าเรื่อง เหมือนคนคิดฟุ้งซ่าน คนเขียนหนังสือต้องเป็นนักเล่าเรื่องด้วย”
“เดี๋ยวนี้วรรณกรรมยังแปรรูปได้อีกเยอะ ไปเป็นบทละคร เป็นบทภาพยนตร์ เป็นหนังแผ่น หนังจอสารพัด และข้อสำคัญที่สุด งานนักเขียนคือการสร้างอนุสาวรีย์ให้ตัวเอง เป็นอนุสาวรีย์ที่เป็นหนังสืออยู่ในตู้หนังสือ อยู่ในห้องสมุดทุกแห่ง ถ้าไฟไหม้น้ำท่วมก็ยังพิมพ์ขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งไม่เหลือซากแล้ว ก็ยังติดอยู่ในความทรงจำของผู้อ่าน เพราะฉะนั้นมาสร้างวรรณกรรมกันเถิด เท่ากับสร้างอนุสาวรีย์ของตัวเองเอาไว้ ”
ความคิดเห็นของหยก บูรพา ได้หยิบยกมาเกริ่นนำก่อนเสมอ เมื่อจัดการเรียนรู้ในหน่วยของการเขียน ด้วยความตระหนักว่า...การสร้างแรงบันดาลใจให้รักการเขียน เป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อนักเรียนสร้างชิ้นงานการเขียนขึ้นมาได้ การให้แรงเสริมด้วยการหาเวทีให้กับเด็กๆ เช่น ส่งผลงานไปยังค่ายเยาวชนต่างๆ เช่น ค่ายรักการอ่าน ค่ายกล้าวรรณกรรม ก็ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่ ได้รับการสืบทอดความคิดดีๆจากนักเขียนรุ่นเก่าอีกด้วย เช่น
“วรรณกรรมเป็นกระจกสะท้อนผู้เขียน คนเขียนโง่ ๆ ตัวละครไม่มีวันคิดฉลาด แต่ถ้าคนเขียนเป็นคนฉลาดมีวิจารณญาณดีตัวละครจะดี ..
ยิ่งช่วงนี้เป็นยุคทองของนักเขียนรุ่นใหม่ เพราะว่าสนามเปิดกว้างมาก โอกาสในการที่จะเข้าสู่แวดวงการเขียนมีกว้างขวาง หลากหลาย ท้าทาย ส่วนมากมักจะเย้ายวนเสียด้วย เพราะสังเกตได้ว่า มีการจัดประกวดการเขียนแนวต่าง ๆ รวมทั้งที่เป็นชิ้น รวมทั้งที่เป็นเล่ม และให้รางวัลกันสูง ๆ รางวัลเป็นล้านบาทก็มี แล้วอีกมากที่ให้รางวัลกันเป็นหมื่นเป็นแสน อย่างเช่นงานประกวดในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติหรืองานมอบรางวัลซีไรต์
นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา มีโอกาสได้ฝึกฝนการเขียน เพื่อส่งประกวดตามหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เชิญชวนเข้ามา และให้การส่งเสริมด้วย โล่รางวัล เงินรางวัล เกียรติบัตร อีกทั้งการให้มีโอกาสเข่าค่ายไปสัมผัสบรรยากาศนอกสถานที่ เพื่อให้ได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิอีกด้วย
ครูผู้สอนก็พยายามแนะนำ เชิญชวน โดยพูดเน้นย้ำถึงเงินรางวัลและโครงการที่ผู้จัดค่ายพัฒนาเยาวชนแต่ละค่ายต้องใช้เงินลงทุนเป็นหลักล้าน แต่นักเรียนก็ไม่สนใจเท่าที่ควร....มาคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุก็คงจะมากมายหลายสาเหตุ จึงได้คิดวิธีที่จะจูงใจให้เด็กๆ รักที่จะอ่าน เพื่อถ่ายโยงความรักมาเป็น รักที่จะเขียน เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสก้าวไปสู่อาชีพนักเขียนที่มีงานเขียน ไว้ให้เป็นอนุสาวรีย์แห่งชีวิต เพื่อสืบทอดเป็นมรดกทางภาษาและวัฒนธรรมให้แก่ลูกหลานไปอีกนานเท่านาน ....
ม.ล. จิรายุ นพวงศ์ ได้แปลบทประพันธ์ของ William Penn ไว้ว่า
ฉันจะผ่านโลกนี้ แต่เพียงหน
จึงกุศล ใดใด ที่ทำได้
หรือเมตตา ซึ่งอาจให้ มนุษย์ใด
ขอให้ฉัน ทำหรือให้ แต่โดยพลัน
อย่าให้ฉัน ละเลย เพิกเฉยเสีย
หรือผัดผ่อน อ่อนเพลีย ไม่แข็งขัน
เพราะตัวฉัน ต่อไป ไม่มีวัน
จรจรัล ทางนี้ อีกทีเลยฯ
I shall pass through this world but once;
Any good, therefore, that I can do,
Or any kindness that I can show
To any human being, Iet me do it now.
Let me not defer it, nor neglect it;
For I shall not pass this way again.
William Penn (ค.ศ. 1644-1718)
...เมื่อได้อ่านแล้ว หากคิดว่าชีวิตที่ผันผ่านโลกนี้มาเพียงหนเดียว ก็ควรจะฝึกสร้างงานเขียนให้เป็นของตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้เลย
อยากให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ
น.ร.น่าจะได้ฝึกอ่านฝึกเขียนกันให้มากๆนะคะ
คืนนี้ฝันดีค่ะ ^___^
อยากเป็นนักเขียนค่ะ ตอนนี้เป็นได้แค่นักอยากเขียนค่ะ บทกวีนี้มีแปลหลายเวอร์ชั่นนะคะ เคยอ่านที่พ่อแปลไว้ อ่านแล้วได้ความรู้สึกลึกลับวังเวง แบบเดียวกันเลยค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์กิติยา
เราควรฝึกหัดเขียนตั้งแต่วันนี้
จะทำให้เรามีประสบการณ์อะไรหลาย ๆ อย่างค่ะ
^^*
สวัสดีค่ะ
มาชม
ดีจังอ่านแล้วได้มุมคิดเขียนเยอะเลยหนานี่
อิ อิ อิ
เป็นกำลังใจให้คุณครูนะคะ
คนเราการที่จะเป็นนักเขียนนั้น จะมีสิ่งจูงใจหลายอย่าง เช่นชอบอ่านหนังสือคนที่เขียน เขามีหลักการเขียนอย่างไร ถึงจะสะใจได้อารมณ์อ่านแล้วคนคล้อยมาอ่านคล้อยตาม และอ่านแล้วเป็นความคิดของตนเอง ใครคิดน้อยมีประสบการณืน้อย ก็จะได้เรื่องราวน้อยๆ ส่วนคนมีประสบการณ์มากก็จะมีเรื่องเขียนมากๆ คนที่จบปริญญาโท เขียนหนังสือขึ้นมา คนก็จะเชื่อถือมากกว่า คนระดับปริญญาตรี ทั้งที่ เขาอาจมีพรสวรรค์มากกว่า ฉะนั้นคนที่จะเขียนหนังสือให้คนอ่าน จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ ในเรื่องที่เขาเขียนนั้น และต้องรู้จุดมุ่งหมายก็คือชื่อเรื่อง ตัวละคร และจุดทำให้คนคล้อยตาม กับเนื้อหาให้มันกลมกลืนกัน และมีเรื่องอะไรที่เขียนขึ้นมาแล้ว เป็นตัวการ์รันตี ว่าตนเองเขียนเก่ง คนซื้อไปอ่านมากมาย ได้อรรถรสหลายอย่าง ได้ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ได้ทั้งประสบการณ์แปลกๆ ที่ได้ถ่ายทอด ได้ทั้งความรู้ ที่คนอ่านไม่เคยพบเจอ ตื่นเต้น
พี่สุคิดว่าอย่างนี้แหละ ต้องไปเรียนฝึกฝนจริงๆ แล้วแข่งกันมีรางวัลล่อใจ สำหรับเด็กประถมถ้าเขียนเล่าเรื่องประวัติตนเองได้ ก็ดีถมไปแล้ว ส่วนมัธยมก็คงเหมือนที่เรามาเขียนใน GTK นี่แหละเขียนทุกวัน ก็เป็นนักเขียนเหมือนกัน ตอนแรกอาจจับต้นชนปลายไม่ถูก พอเขียนทุกวันก็กลมกลืนไป มีนะบางคนเริ่มจะเป็นนักเขียนนักเล่าเรื่องแล้วนะ อย่างน้อยตัวหนังสืออย่าสะกดผิดก็แล้วกัน เขียนไปทุกวันมันก็พัฒนาเองแหละคะ
สำหรับเด็กประถมก็คงหัดให้เขาเขียน ความรู้สึกต่อต้นไม้ใบหญ้า ต่อครู ต่ออะไรก็ได้ อากาศร้อนอากาศเย็น ใครจะเขียนได้เข้าท่าที่สุด ต่อไปก็จะเป็นนักเขียนน้อยก็ได้ หรือให้เขาแต่งนิทาน สมมุติสัตว์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ว่าไปตามความคิดความฝัน ตนเอง ก็เหมือนที่ ครูกิติยาว่า
“วรรณกรรมเป็นกระจกสะท้อนผู้เขียน คนเขียนโง่ ๆ ตัวละครไม่มีวันคิดฉลาด แต่ถ้าคนเขียนเป็นคนฉลาดมีวิจารณญาณดีตัวละครก็จะดี เช่นเดียวกัน
ฉะนั้นมิตรGTKทุกคนมาสร้างอนุสาวรีย์ความรู้ไว้เป็นตำนานตนเอง ให้คนรุ่นหลังเขาได้นำไปเป็นความรู้และแบบอย่างกัน ตลอดไป และเก็บรักษาไว้ ไม่ตายไปกับคนไม่ตายไปกับใจ คะ พี่สุก็ขอจบแค่นี้ก่อน ยาวมากแล้ว บาย บาย
ฝันดีหลับสบายนะคะ คิดถึงนะคะ แต่ไม่ค่อยว่างเลย
สวัสดีค่ะ สามสัก
*** ขอขอบคุณที่มาสนับสนุน แนวความคิด ความฝัน ความตั้งใจ...มีกำลังใจเยอะเลยค่ะ
น้อง พรรณส้มโอ
*** ไปแวะอ่านบันทึกเรื่องละครพูดแล้ว
*** ดีใจที่ได้เห็นภาพละครโรงเล็ก...ที่เก็บภาพความทรงจำอันยิ่งใหญ่ในวัยเรียน
*** หลายคนคงติดตามบันทึกของน้องส้มโอมากขึ้นแน่ๆ
สวัดีค่ะ ดาวลูกไก่
*** วิธีการเขียนของน้องดาวไม่ใช่มือสมัครเล่นเลยนะคะ
*** มีลีลาการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม บันทึกหลายบันทึกให้แง่คิดคมคายค่ะ
*** ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับคุณ กิติยา คิดเพียงว่า "เขียนอะไร เขียนให้ใครอ่าน"เท่านี้ครับ
สวัสดีต้นเฟิร์น
*** ดีใจที่แวะมานะ
สวัสดีค่ะพี่คิม
*** ช่วงนี้งานเยอะมากเลยค่ะ แต่ยังคิดจะหาเวลาเข้ามาให้ได้ *
** ระลึกถึงพี่คิมเสมอนะคะ
** ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
แวะมาเยี่ยมครับ
ผมมีบันทึกแนะนำเรื่องการเขียนมาแบ่งปันครับ
หนานเกียรติ เจ๊า
ขอบคุณที่ให้เกียรติ ไม่รู้ใครทำให้ใครหัวใจพองโตกันแน่ ถ้าน้องมั่นใจพี่ขนาดนี้ ก็ยินดีค่ะ เพียงแต่ระยะทาง อาจทำให้ต้องคุยกันทางเมล์มากหน่อย และวิธีที่ดีที่สุดขณะนี้คือ เมื่อไหร่ที่อยากเขียนหรือเมื่อไหร่ที่เขียน ก็ช่วยส่งงานให้พี่อ่านด้วย เพื่อแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกันทางเมล์
แต่เชื่อไหม ความสามารถในการเขียน ไม่สำคัญเท่าความสามารถในการคิด ยิ่งการคิดที่มีจุดยืนเพื่อคนอื่น มันจะทำให้งานเขียนมีคุณค่าโดยตัวของมันเอง พี่ไม่เขียนหนังสือลงสื่อสิ่งพิมพ์มานานแล้ว (หลังสุดคือการปิดคอลัมน์ประจำในนิตยสาร"ศิลปวัฒนธรรม"ที่เขียนมาสองปีครึ่ง เมื่อครั้งอกหักจากเอ็นจีโอ/ประชาธรรม) เพราะงานเขียน ก็คือพัฒนาการทางความคิดของผู้เขียน พี่รังเกียจงานเขียนของคนรุ่นใหม่ ที่ได้แต่"ถ่มถุย" (ขอโทษ) เรื่องส่วนตัวความเห็นส่วนตัวใส่คนอื่น
พี่ดีใจมากจริงๆที่หนานเกียรติมีศรัทธา และเชื่อใน"อิทธิฤทธิ์"ของการสื่อสาร สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้ที่แทบแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะ"ความจริงเทียม"จำนวนมากที่สื่อสร้างขึ้น ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว
หัวใจพื้นฐานของงานเขียน ก็คือ การเล่าเรื่อง ยิ่งหนานเกียรติมีแรงขับและแรงบันดาลใจที่จะเล่า รวมถึงมี"เรื่อง"ที่จะเล่า อันเป็นเรื่องความทุกข์ยากและชีวิตของผู้ด้อยโอกาส การเล่าเรื่องนี้ก็จะมีพลัง อย่าเพิ่งเป็นห่วงเรื่องเทคนิคการเขียน อย่าเพิ่งกังวลเรื่องการประดิษฐ์ประโยค ปล่อยให้มันลื่นไหลเหมือนเรากำลังอัดอั้นแล้วพรั่งพรูเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้ใครสักคนหนึ่งฟัง พี่กล้าพูดได้ว่า หนานเกียรติมีพรสวรรค์ เป้นเรื่องมหัศจรรย์ด้วยซ้ำที่คนที่บอกว่ายังไม่เคยเขียนจริงจัง แล้วเขียนได้ขนาดนี้ พี่พูดจากใจจริง
วันหลังพี่จะส่งอะไรมาให้อ่านบ้าง เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้เติมอะไรกลับให้พี่บ้าง
ถ้ามีเวลา หรือหลังจากผ่านงานยุ่งๆตอนนี้ไป ลองอ่านงานของ"คำผกา" และ"มุกหอม วงษ์เทศ" ดู สองคนนี้เป็นผู้หญิงและเป็นคนรุ่นใหม่ ในทัศนะของพี่ ปกติผู้หญิงเขียนอะไรที่เป็นสาระน่าอ่านไม่ค่อยได้ อาจเป็นเพราะปัญหาเรื่องการคิดและระบบตรรกะ แต่ 2 คนนี้ มีทั้งสาระเนื้อหาที่ลึกซึ้ง แต่สามารถคลี่คลายเป็นเรื่องอ่านง่าย ใช้สำนวนล่อหลอก มีวิธีผูกเรื่องและถ้อยคำที่น่าสนใจ รวมถึงวิธีจับประเด็นที่แปลกแตกต่าง เน้นการคว้านลึกลงไปในเรื่องเล็กๆ ที่เป็น"ความเป็นมนุษย์" ความเป็นมนุษย์นี้เองเป็นเสน่ห์อันอมตะ
จำได้ไหม คราวก่อนพี่ถามหนานเกียรติว่าดูหนังบ้างไหม นัยยะของพี่คือ หนังเป็นองค์รวมของศาสตร์แขนงต่างๆ มันช่วยให้เราจินตนาการถึงการ"เดินเรื่อง" "การสร้างพล็อต" และ"ศิลปะของการอธิบาย" ถ้าหนานเกียรติมีเวลา ลองหาหนังแนวอินดี้ (หมายถึง independence หรือหนังนอกกระแสหลัก) มาดู โดยเฉพาะหนังแนวชีวิตของคนเล็กๆที่ถูกกระทำ เช่น หนังจีนของผู้กำกับชื่อ จางอี้โหมว (ปัจจุบันหันไปทำหนังเอาใจตลาด) หรือหนังอิหร่านหลายเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆและความทุกข์ยากในภาวะสงคราม เป็นต้น
แล้วคุยกันใหม่ พี่ให้กำลังใจน้อง และอยากเห็นหนานเกียรติเขียนงานดีๆที่สร้างสรรค์ไปลงสื่อสิ่งพิมพ์ในท้องตลาด ซึ่งพี่อาจช่วยติดต่อขอคอลัมน์ให้ได้ค่ะ
พี่ดา
สวัสดีค่ะ อาจารย์ยูมิ
*** ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะคะ
*** ฝันดีค่ะ