สวัสดีครับ

แวะมาเยี่ยมครับ

ผมมีบันทึกแนะนำเรื่องการเขียนมาแบ่งปันครับ

หนานเกียรติ เจ๊า

ขอบคุณที่ให้เกียรติ ไม่รู้ใครทำให้ใครหัวใจพองโตกันแน่ ถ้าน้องมั่นใจพี่ขนาดนี้ ก็ยินดีค่ะ เพียงแต่ระยะทาง อาจทำให้ต้องคุยกันทางเมล์มากหน่อย และวิธีที่ดีที่สุดขณะนี้คือ เมื่อไหร่ที่อยากเขียนหรือเมื่อไหร่ที่เขียน ก็ช่วยส่งงานให้พี่อ่านด้วย เพื่อแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกันทางเมล์

แต่เชื่อไหม ความสามารถในการเขียน ไม่สำคัญเท่าความสามารถในการคิด ยิ่งการคิดที่มีจุดยืนเพื่อคนอื่น มันจะทำให้งานเขียนมีคุณค่าโดยตัวของมันเอง พี่ไม่เขียนหนังสือลงสื่อสิ่งพิมพ์มานานแล้ว (หลังสุดคือการปิดคอลัมน์ประจำในนิตยสาร"ศิลปวัฒนธรรม"ที่เขียนมาสองปีครึ่ง เมื่อครั้งอกหักจากเอ็นจีโอ/ประชาธรรม) เพราะงานเขียน ก็คือพัฒนาการทางความคิดของผู้เขียน พี่รังเกียจงานเขียนของคนรุ่นใหม่ ที่ได้แต่"ถ่มถุย" (ขอโทษ) เรื่องส่วนตัวความเห็นส่วนตัวใส่คนอื่น

พี่ดีใจมากจริงๆที่หนานเกียรติมีศรัทธา และเชื่อใน"อิทธิฤทธิ์"ของการสื่อสาร สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้ที่แทบแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะ"ความจริงเทียม"จำนวนมากที่สื่อสร้างขึ้น ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว

หัวใจพื้นฐานของงานเขียน ก็คือ การเล่าเรื่อง ยิ่งหนานเกียรติมีแรงขับและแรงบันดาลใจที่จะเล่า รวมถึงมี"เรื่อง"ที่จะเล่า อันเป็นเรื่องความทุกข์ยากและชีวิตของผู้ด้อยโอกาส การเล่าเรื่องนี้ก็จะมีพลัง อย่าเพิ่งเป็นห่วงเรื่องเทคนิคการเขียน อย่าเพิ่งกังวลเรื่องการประดิษฐ์ประโยค ปล่อยให้มันลื่นไหลเหมือนเรากำลังอัดอั้นแล้วพรั่งพรูเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้ใครสักคนหนึ่งฟัง พี่กล้าพูดได้ว่า หนานเกียรติมีพรสวรรค์ เป้นเรื่องมหัศจรรย์ด้วยซ้ำที่คนที่บอกว่ายังไม่เคยเขียนจริงจัง แล้วเขียนได้ขนาดนี้ พี่พูดจากใจจริง

วันหลังพี่จะส่งอะไรมาให้อ่านบ้าง เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้เติมอะไรกลับให้พี่บ้าง

ถ้ามีเวลา หรือหลังจากผ่านงานยุ่งๆตอนนี้ไป ลองอ่านงานของ"คำผกา" และ"มุกหอม วงษ์เทศ" ดู สองคนนี้เป็นผู้หญิงและเป็นคนรุ่นใหม่ ในทัศนะของพี่ ปกติผู้หญิงเขียนอะไรที่เป็นสาระน่าอ่านไม่ค่อยได้ อาจเป็นเพราะปัญหาเรื่องการคิดและระบบตรรกะ แต่ 2 คนนี้ มีทั้งสาระเนื้อหาที่ลึกซึ้ง แต่สามารถคลี่คลายเป็นเรื่องอ่านง่าย ใช้สำนวนล่อหลอก มีวิธีผูกเรื่องและถ้อยคำที่น่าสนใจ รวมถึงวิธีจับประเด็นที่แปลกแตกต่าง เน้นการคว้านลึกลงไปในเรื่องเล็กๆ ที่เป็น"ความเป็นมนุษย์" ความเป็นมนุษย์นี้เองเป็นเสน่ห์อันอมตะ

จำได้ไหม คราวก่อนพี่ถามหนานเกียรติว่าดูหนังบ้างไหม นัยยะของพี่คือ หนังเป็นองค์รวมของศาสตร์แขนงต่างๆ มันช่วยให้เราจินตนาการถึงการ"เดินเรื่อง" "การสร้างพล็อต" และ"ศิลปะของการอธิบาย" ถ้าหนานเกียรติมีเวลา ลองหาหนังแนวอินดี้ (หมายถึง independence หรือหนังนอกกระแสหลัก) มาดู โดยเฉพาะหนังแนวชีวิตของคนเล็กๆที่ถูกกระทำ เช่น หนังจีนของผู้กำกับชื่อ จางอี้โหมว (ปัจจุบันหันไปทำหนังเอาใจตลาด) หรือหนังอิหร่านหลายเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆและความทุกข์ยากในภาวะสงคราม เป็นต้น

แล้วคุยกันใหม่ พี่ให้กำลังใจน้อง และอยากเห็นหนานเกียรติเขียนงานดีๆที่สร้างสรรค์ไปลงสื่อสิ่งพิมพ์ในท้องตลาด ซึ่งพี่อาจช่วยติดต่อขอคอลัมน์ให้ได้ค่ะ

พี่ดา