คนเราการที่จะเป็นนักเขียนนั้น  จะมีสิ่งจูงใจหลายอย่าง เช่นชอบอ่านหนังสือคนที่เขียน เขามีหลักการเขียนอย่างไร ถึงจะสะใจได้อารมณ์อ่านแล้วคนคล้อยมาอ่านคล้อยตาม  และอ่านแล้วเป็นความคิดของตนเอง ใครคิดน้อยมีประสบการณืน้อย ก็จะได้เรื่องราวน้อยๆ ส่วนคนมีประสบการณ์มากก็จะมีเรื่องเขียนมากๆ คนที่จบปริญญาโท เขียนหนังสือขึ้นมา คนก็จะเชื่อถือมากกว่า คนระดับปริญญาตรี ทั้งที่ เขาอาจมีพรสวรรค์มากกว่า  ฉะนั้นคนที่จะเขียนหนังสือให้คนอ่าน จะต้องมีความรู้และประสบการณ์ ในเรื่องที่เขาเขียนนั้น และต้องรู้จุดมุ่งหมายก็คือชื่อเรื่อง ตัวละคร และจุดทำให้คนคล้อยตาม  กับเนื้อหาให้มันกลมกลืนกัน และมีเรื่องอะไรที่เขียนขึ้นมาแล้ว เป็นตัวการ์รันตี ว่าตนเองเขียนเก่ง  คนซื้อไปอ่านมากมาย ได้อรรถรสหลายอย่าง ได้ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ได้ทั้งประสบการณ์แปลกๆ ที่ได้ถ่ายทอด ได้ทั้งความรู้  ที่คนอ่านไม่เคยพบเจอ ตื่นเต้น  

           พี่สุคิดว่าอย่างนี้แหละ ต้องไปเรียนฝึกฝนจริงๆ แล้วแข่งกันมีรางวัลล่อใจ  สำหรับเด็กประถมถ้าเขียนเล่าเรื่องประวัติตนเองได้ ก็ดีถมไปแล้ว   ส่วนมัธยมก็คงเหมือนที่เรามาเขียนใน GTK นี่แหละเขียนทุกวัน ก็เป็นนักเขียนเหมือนกัน  ตอนแรกอาจจับต้นชนปลายไม่ถูก พอเขียนทุกวันก็กลมกลืนไป  มีนะบางคนเริ่มจะเป็นนักเขียนนักเล่าเรื่องแล้วนะ  อย่างน้อยตัวหนังสืออย่าสะกดผิดก็แล้วกัน  เขียนไปทุกวันมันก็พัฒนาเองแหละคะ

         สำหรับเด็กประถมก็คงหัดให้เขาเขียน ความรู้สึกต่อต้นไม้ใบหญ้า ต่อครู ต่ออะไรก็ได้ อากาศร้อนอากาศเย็น ใครจะเขียนได้เข้าท่าที่สุด  ต่อไปก็จะเป็นนักเขียนน้อยก็ได้  หรือให้เขาแต่งนิทาน สมมุติสัตว์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ว่าไปตามความคิดความฝัน ตนเอง ก็เหมือนที่ ครูกิติยาว่า

  วรรณกรรมเป็นกระจกสะท้อนผู้เขียน คนเขียนโง่ ๆ ตัวละครไม่มีวันคิดฉลาด แต่ถ้าคนเขียนเป็นคนฉลาดมีวิจารณญาณดีตัวละครก็จะดี  เช่นเดียวกัน

ฉะนั้นมิตรGTKทุกคนมาสร้างอนุสาวรีย์ความรู้ไว้เป็นตำนานตนเอง ให้คนรุ่นหลังเขาได้นำไปเป็นความรู้และแบบอย่างกัน ตลอดไป และเก็บรักษาไว้ ไม่ตายไปกับคนไม่ตายไปกับใจ คะ  พี่สุก็ขอจบแค่นี้ก่อน ยาวมากแล้ว บาย  บาย