ดิฉันยังพูดกับสามีว่าพ่อไม่รอดิฉันเลย

                 บางครั้งดิฉันถามตัวเองว่าทำไมเราถึงรักพ่อมาก คำตอบที่น่าจะมีเหตุผลที่สุดก็คือ พ่อเข้าใจดิฉันทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้เรื่องการนับถือศาสนา ท่านเป็นคนมีเหตุผล คุณพ่อเป็นพุทธแท้ ที่บ้านคุณพ่อจะไม่มีศาลพระภูมิ ท่านสนใจศึกษาธรรม ไปวัดเสมอๆ แม้ว่าช่วงหลังๆการเดินของพ่อต้องใช้ไม้ช่วย แต่พ่อไปวัดไม่ขาด ดิฉันไม่เคยถูกพ่อตีแม้แต่ครั้งเดียว พ่อไม่เคยตีลูกๆ ไม่เคยโกรธใคร ไม่เคยว่าใคร ทุกคนจึงรักคุณพ่อ ท่านจึงเป็นที่รักของทุกคนในบ้านและในหมู่บ้าน

                ในเรื่องความเชื่อความศรัทธา คุณพ่อไม่เคยตำหนิ ซ้ำยังให้กำลังใจ คุณพ่อมักพูดเสมอว่า นับถือศาสนาใดก็ตาม แต่ยังทำชั่ว ก็ไม่ดี จะเชื่ออะไรก็ขอให้เป็นคนดี ในเรื่องการดูแลเอาใจใส่ดิฉันจะไม่ให้บกพร่องทำทุกอย่างที่ลูกคนหนึ่งจะทำให้พ่อได้ เสาร์อาทิตย์ดิฉันจะมาเยี่ยมพ่อแม่เสมอๆ หรือแม้แต่วันธรรมดา หากพ่อแม่ต้องการพบ เลิกเรียนดิฉันก็ต้องรีบมาหา ก็ทำอย่างนี้เสมอมา

                คุณพ่อเข้าโรงพยาบาลหลายครั้งมาก ครั้งก่อนครั้งหลังนี้ก็เข้าผ่าตัดลำไส้ ดิฉันก็จะมาเยี่ยมดูแลเสมอๆ สามีให้ข้อคิดตลอดมาว่า อย่าลืมเด็ดขาดศาสนาอิสลามสอนให้ ให้ความสำคัญกับสองบิดามารดาอย่างมาก อิสลามไม่ได้บอกว่าเมื่อศรัทธาต่างกันความเป็นบิดามารดาต้องสิ้นสุดลง สิ่งเหล่านี้เป็นคำย้ำเตือนดิฉันเสมอมา

                ทุกครั้งที่ดิฉันมีความทุกข์ พ่อจะอ่านจากหน้าตาดิฉันออก แม้ดิฉันจะไม่บอกแต่พ่อจะรับรู้ พ่อจะให้กำลังใจ ปกติพ่อจะเป็นคนที่ไม่พูดมาก จะพูดเฉพาะที่จำเป็น แต่กับดิฉันพ่อจะพูดคุยได้ตลอดทุกเรื่อง ดิฉันมาหาพ่อแต่ละครั้งรับรู้ได้ว่าพ่อดีใจ

                คุณพ่อเป็นคนมีสติดีมาก ก่อนวันที่คุณพ่อจะเสียวันหนึ่ง คุณพ่อจะพูดมากเป็นพิเศษ พูดดังฟังชัด ดิฉันกับสามีก็ดูแลอย่างใกล้ชิด สามีเล่าให้ฟังว่า มีช่วงหนึ่งที่ดิฉันออกไปข้างนอก สามีก็จับมือพ่อบีบโน้นบีบนี่ตามปกติ คุณพ่อเรียกชื่อสามีแล้วบอก พ่อฝากให้ดูแลต้อยด้วยนะ(ต้อยเป็นชื่อเล่นที่พ่อแม่พี่น้องเรียกกัน) สามีตอบพ่อว่า พ่อไม่ต้องห่วงต้อยเป็นเมียผม ผมต้องดูแลให้ดีที่สุดอยู่แล้ว จากนั้นมาดิฉันและทุกคนก็เห็นว่าพ่อพูดน้อยลงจนถึงไม่พูดเลย

                คืนสุดท้ายอาการพ่อทรุดหนักมาก ระบบหายใจมีปัญหา มันเป็นคืนที่ดิฉันไม่ได้นอนเลย วันต่อมาดิฉันกับสามีต้องกลับมาที่โรงเรียน มาทำภาระกิจต่างๆ เป็นช่วงนี้สามีเล่าเรื่องที่คุณพ่อฝากฝังให้ดิฉันทราบ และบอกว่าต้องทำใจนะ อาการพ่อเหมือนกับการสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย และแล้วก็เป็นจริง ได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวว่าพ่อเสียแล้ว ดิฉันยังพูดกับสามีว่าพ่อไม่รอดิฉันเลย

                ดิฉันรีบกลับไปบ้าน ก็กำลังจะบรรจุศพ ดิฉันเข้าไปหาศพพ่อทันที พ่อเหมือนคนนอนหลับ ตัวยังอุ่นๆ สามีเคยเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่ของสามีเสียชีวิต สามีจะเข้าไปหอมที่ใบหน้าศพพ่อแม่ ดิฉันก็เช่นกัน ดิฉันก้มลงไปหอมแก้มศพพ่อ โดยไม่สนใจสายตาใครทั้งสิ้น ความรู้สึกตอนนั้นใบหน้าพ่อหอมมาก คนส่วนมากพอเสียชีวิตจะคิดว่าเป็นผี แต่ดิฉันไม่คิดเช่นนั้น คนตายคือคนที่วิญญาณออกจากร่างเท่านั้นเอง สามีตามเข้ามาแล้วใช้มือลูบที่ใบหน้าพ่อ เราทั้งสองนั่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ๆ จนมีพิธีบรรจุศพเราจึงแยกออกมา

                ดิฉันจะคิดเสมอว่าเราทำดีกับพ่อแม่ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นดีที่สุด จากงานศพพ่อทำให้ดิฉันได้ข้อคิดหลายประการ อย่างเช่น ทุกวันจะเอาข้าวปลาอาหารดีๆหลายอย่าง ไปวางไว้ทีใกล้โลงศพพ่อ ดิฉันก็มานึกว่าแล้วเวลาที่พ่อมีชีวิตอยู่ อาหารดีๆเหล่านี้คุณพ่อจะเคยทานบ้างไหม?แต่ก็ไม่เสียใจเพราะสิ่งเหล่านี้ดิฉันจะให้พ่อเสมอมาในขณะที่ท่านยังมีชีวิต

                การที่ได้เฝ้าไข้พ่อบ่อยๆ จึงอยากจะฝากข้อคิดให้ทุกท่านสักนิด ช่วงพ่ออยู่โรงพยาบาลและเจ็บหนัก ของฝากของกินมากมาย แต่พ่อก็ไม่สามารถกินได้แม้แต่น้อย อยากฝากทุกท่านว่า หากท่านที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ให้พ่อแม่กินในขณะที่ท่านยังสบายดีนี่แหละ มิฉะนั้นคนเฝ้าไข้จะมีความสุขมากกับของฝาก อยากให้พ่อแม่กินอิ่ม ไม่ต้องรอตอนเจ็บป่วย

พี่สาวซึ่งเหนื่อยมาก

เพื่อนบ้านก็เหนื่อยเช่นกัน

คุณครูณัฐกุลชา  สุภารี(ครูพวง)ซึ่งเป็นญาติสนิท นับถือพ่อเหมือนพ่อแท้ๆ เป็นพิธีกรตลอดงาน

เพื่อนๆครูมาให้กำลังใจ