"...เมื่อล้อเรื่องนี้ พวกผมกลับรู้สึกถึงน้ำเสียงของความภูมิใจต่อลูกหลานของพ่อแม่และพวกผู้ใหญ่..."

           มื่อตอนเป็นเด็กอยู่ในวัยเรียนชั้นประถมศึกษา ผมก็คงจะเหมือนกับเด็กๆ ทั่วไปที่มักเต็มไปด้วยความอยากรู้เห็น อยากได้ประสบการณ์ใหม่ อยากทำงานและกิจกรรมชีวิตอย่างที่ผู้ใหญ่ทำได้ อีกทั้งเต็มไปด้วยจินตนาการและความฝัน ยิ่งบ้านเกิดเป็นบ้านนาป่าดงอย่างยิ่ง ก็ยิ่งจินตนาการถึงโลกภายนอกไปต่างๆ นาๆ

           ยังจำได้ว่า ครั้งหนึ่ง ครูถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร พวกผมก็คิดกันแทบตาย คิดไม่ออกสักอย่าง บางคนก็บอกอยากเป็นตำรวจ  เพราะเคยเห็นตำรวจไปไล่จับชาวบ้านเล่นโบกแถวหมู่บ้าน  อยากเป็นทหาร  เพราะเคยเห็นทหารไปรบตามป่าและไปอยู่ในหมู่บ้าน  อยากเป็นครู  อยากเป็นหมอ เพราะครูเป็นที่รักและเกรงกลัวของเด็กๆ เห็นหมอเข้าไปปลูกฝีที่โรงเรียน

           ผมนั้น ตอนแรกบอกอยากเป็นกระเป๋ารถเมล์ เพราะมีรถเมล์วิ่งผ่านโรงเรียนไปอำเภอและเห็นกระเป๋าทำโน่นนี่เยอะดี ทั้งครูและเพื่อนๆ ขบขันกันมาก เมื่อเลื่อนชั้นสูงขึ้นจาก ป 2 เป็น ป 3 พอคุณครูถามอีก คราวนี้ผมเลยเลือกเป็นคนที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ คืออยากเป็นนายอำเภอ เพราะเคยเห็นไปตรวจโรงเรียนและใครต่อใครก็ยอมให้หมด

           หลังจากนั้น พวกผู้ใหญ่และญาติพี่น้อง ก็มักจะล้อผมว่า ไอ้นายอำเภอ ไอ้นายอำเภอ ก่อนจบก็อยากเป็นคนขับรถแทร๊กเตอร์  เพราะคนขับรถแทร๊คเตอร์ขุดสระน้ำให้โรงเรียนและหมู่บ้าน

           ความที่เป็นชุมชนกันดารบ้านป่าแดนดงอย่างนั้น ทุกอย่างจากภายนอกชุมชน เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน ก็จะกลายเป็นของแปลก น่าสนใจ น่าตื่นเต้น ชวนอัศจรรย์ใจไปหมด โดยเฉพาะมอเตอร์ไซคล์กับรถยนต์ที่เข้าไปบรรทุกข้าวหลังหน้าเก็บเกี่ยวและนวดข้าว ซึ่งในยุคนั้นก็เป็นรถฮีโน่และอีซูซุหัวโตๆ ที่เวลาติด พวกผู้ใหญ่ก็ต้องช่วยกันเอาเหล็กข้อเหวี่ยง  แหย่เข้าไปหมุนเครื่อง ให้เครื่องยนต์ติด 

            เวลามีรถยนต์และรถมอเตอร์ไซคล์เข้าไปในหมู่บ้าน จะได้ยินเสียงแต่ไกล พวกเด็กๆ มักจะหูผึ่งจนเนื้อเต้น เล่นอะไรอยู่ก็จะต้องทิ้งและวางมือ  พลันก็รวมตัวโดยเร็วแล้วก็แข่งกันวิ่งออกไปรับ พอใกล้ถึงก็จะซุ่มข้างทางเพราะกลัวผู้ใหญ่ที่ขับรถจะเห็นและจำรายตัวเอาไปฟ้องพ่อแม่พวกเรา

            ตอนนั้น ผู้คนดูเหมือนว่ารู้จักและเหมือนเป็นญาติพี่น้องกันไปหมดทั้งอำเภอ รถจะวิ่งไปตามทางเกวียน จึงวิ่งได้ช้า พอรถวิ่งมาถึงและผ่านหน้า  พวกเราก็จะกรูกันออกไปวิ่งตามหลังฝุ่นตลบ หากเป็นรถมอเตอร์ไซค์  ก็วิ่งไล่ดมควันจากท่อไอเสียแล้วก็ทำเสียงรถไล่ตามไปอยู่ข้างหลัง พอเป็นรถยนต์บรรทุกข้าว ก็ต้องพยายามไล่เกาะท้าย แล้วก็ยกเท้าขึ้นโหนต่องแต่ง ไม่ว่าจะมากี่คัน พวกผมก็จะวิ่งไล่ไปจนพ้นละแวกบ้าน แค่นี้แหละครับ ที่ถือว่าสนุกกับสิ่งที่แปลกและทันสมัยที่สุด  แต่ต้องใช้จินตนาการช่วยมากหน่อย

            ขาออกจากหมู่บ้านก็วิ่งอีก ซึ่งเคยเล่นกันเพลินจนรถขึ้นถนนใหญ่  วิ่งเร็วกว่าที่เคยรู้จัก ทำให้ลงจากรถไม่ได้  ก็ร้องไห้จ้ากันอยู่บนกองข้าวเปลือกบนรถ  ผู้ใหญ่ที่ขับรถได้ยินก็หยุด จากนั้นมาก็เข็ด ไม่วิ่งไล่และเกาะท้ายรถตอนขาออกหมู่บ้าน

            อีกแหล่งประสบการณ์ที่นำไปสู่การได้เล่นและใช้ชีวิตแบบเด็กๆด้วยกันมากก็คือ หนังสือ นิทาน และการสอนที่โรงเรียนของคุณครู วันไหนครูสอนเรื่องสัตว์สวยป่างาม ตกเย็น  พอท่องสูตรคูณและกราบพระเสร็จ ก็กลายเป็นฝูงสัตว์และฝูงนก วิ่งตับแล่บตามทางเกวียนกลับบ้าน  ฝุ่นคลุ้งกระจาย  แต่ในจินตนาการคือบินกลับครับไม่ใช่วิ่งกินฝุ่น  บินกันเป็นฝูงเลย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอีกากัน เพราะทำเสียงง่ายดี ก๊า ก๊า 

            ยุคนั้น โรงเรียนจะปิดเทอมสามครั้งในหน้าฝนหรือหน้าไถนา หน้าเกี่ยวข้าว และหน้าแล้ง ครั้งละประมาณหนึ่งเดือน เด็กๆก็จะต้องไปช่วยพ่อแม่ทำนา เลี้ยงควาย เล่นและดูแลน้อง ผมเริ่มไถนาเป็นตั้งแต่อยู่ชั้น ป 6  หัวแทบจะยังไม่พ้นหางไถ การได้อยู่และทำงานกับพ่อแม่ไปด้วย จึงได้รับรู้ถึงความเหนื่อยากของพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี เมื่อได้เรียนและอ่านหนังสือแล้วมีเรื่องราวให้จินตนาการถึงการช่วยพ่อแม่ หรือทำอะไรได้อย่างผู้ใหญ่ ก็จะแปรไปสู่การเล่น  

            มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่พวกผมเด็กๆก็เกิดจินตนาการและเล่นโดยทำจริงๆ คือเล่นเป็นหอยสังข์กับเหล่าเทวดาและนางไม้ ที่คอยแอบช่วยการงานและคุ้มครองพ่อแม่ ที่มาคือ ได้เรียนและอ่านหนังสือกันที่โรงเรียนเช่นกัน

            วันนั้นพ่อแม่ไปซื้อของที่อำเภอ พอปลอดผู้ใหญ่ ผมกับเพื่อนก็กลายเป็นหอยสังข์กับรุกขเทวดาแล้วแต่อยากจะเลือกเป็นกัน ทำนองว่าจะปรากฏตัวจริงๆ ก็ต่อเมื่อไม่มีพ่อแม่และผู้ใหญ่เห็น ออกมาทำสิ่งที่จะทำให้ผู้ใหญ่และพ่อแม่มีความสุขว่างั้นเหอะ ออกจากเปลือกหอยเป็นเด็กขยันอย่างในเรื่องลูกน้อยหอยสังข์ และออกจากต้นไม้ มาเป็นคนทำงานบ้านรอรับพ่อแม่กลับมา อย่างนิทานเรื่องรุกขเทวดาที่คุณครูเล่าให้ฟัง 

             ช่วยกันถูบ้าน  ตักน้ำใส่ตุ่ม เก็บข้าวของทั่วบ้าน ทำกันกระทั่งบ่าย ทุกอย่างก็ดีไปหมดครับ ช่วยกันหิ้วน้ำใส่ตุ่มเต็มทุกตุ่ม สนุกและไม่เหนื่อยครับ เพราะเป็นรุกขเทวดากันหมดแล้ว ไม่ใช่ตัวจริงที่ขี้เกียจและน่าเคาะกะโหลกทุกตัว 

             แต่แล้ว ก็เจอความเป็นจริงอย่างหนึ่งจากการเล่น ที่เล่นเอาเหล่าหอยสังข์และรุกขเทวดาอยากออกจากร่าง แล้ววิ่งหนีหายให้พ้นจากไม้เรียวของพ่อแม่ อย่างใจจะขาดเลยทีเดียว 

             เรื่องของเรื่องก็คือ.....หลังจากทำอะไรหมดแล้ว ในหนังสือและนิทานลูกน้อยหอยสังข์บอกว่า พ่อแม่ทำงานเหนื่อยยาก น่าสงสาร หอยสังข์และเหล่ารุกขเทวดา ซึ่งคอยดูแลคุ้มครองคนดี ก็จะออกมาเตรียมหุงหาข้าวปลา น้ำท่า ไว้รอพ่อแม่ โดยไม่ให้พ่อแม่รู้ พอพ่อแม่กลับมาก็จะได้ความประหลาดใจและกินข้าวกินปลาอย่างมีความสุข ดังนั้น ลำดับต่อไปพวกผมก็จะต้องปิดท้ายด้วยการหุงข้าวทำอาหารและเตรียมสำรับกับข้าวสิครับ กะว่าเมื่อเสร็จแล้ว ก็จะคืนร่างเป็นเด็กธรรมดาที่ขี้เกียจ ดื้อ มอมแมม และน่าตีเหมือนทุกวัน แล้วก็แอบมีความสุข  

              มาพลาดตรงนี้แหละ เพราะก่อไฟกับหุงข้าวนี่ไม่เคยทำจริงครับ  เคยแต่เห็นข้าวเต็มหม้อทุกที  เลยช่วยกันกับเพื่อนตักข้าวสารใส่หม้อเต็มๆอย่างที่เคยเห็นตอนที่เป็นข้าวสวย แล้วก็ลำดับไม่ถูกอีก เพราะพอเอาน้ำใส่ลงไป แล้วก็หามไปตั้งไว้ข้างเตา จากนั้นจึงค่อยก่อไฟ กลับขั้นตอนไปหมด

              คราวนี้ก็ยุ่งอีกครับ เพราะก่อไฟเป็นชั่วโมงก็ไม่เห็นมันติดอย่างที่แม่ทำสักที เอากาบมะพร้าวใส่แล้วก็นั่งโบกกันอยู่นั่นแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่ติด ผ่านไปเป็นชั่วโมง กระทั่งหอยสังข์กับรุกขเทวดาชักเริ่มปอดแหก ต้องแยกกันไปดูต้นทาง แล้วก็ก่อไฟจะหุงข้าว หม้อข้าวที่ใส่ข้าวสารเต็มหม้อพร้อมกับใส่น้ำไปแล้ว ก็ตั้งมันอยู่ข้างเตานั่นแหละครับ  จนบ่ายคล้อย ข้าวก็หุงไม่ได้ น้ำพรงน้ำพริก กับคงกับข้าวอย่างอื่น อย่างที่วางแผนกันว่าจะทำ เลยไม่ต้องพูดถึง

               ที่สุดก็ถอดใจเพราะใกล้เวลาที่พ่อแม่จะกลับแล้ว เลยตัดสินใจเลิกที่จะหุงข้าวและเตรียมสำรับกับข้าว แล้วก็เริ่มกลัวแม่ตีแล้วครับ วิญญาณหอยสังข์และเหล่ารุกขเทวดาออกจากร่างไปตอนไหนแล้วก็ไม่รู้ จึงช่วยกันหิ้วหูหม้อข้าวคนละข้าง หามหม้อข้าวสารใส่น้ำไปเททิ้งที่กอไผ่ข้างบ้าน  

               เสร็จแล้วก็ดับไฟ ทำความสะอาด แล้วก็เผ่นไปทำเป็นเล่นกันอยู่ใต้ถุนบ้าน ไม่นานพ่อแม่และพวกผู้ใหญ่ก็กลับมา ตอนแรกก็มีแต่เรื่องดีๆครับ เจอโอ่งล้างเท้าที่ตีนบันไดมีน้ำอยู่เต็ม พื้นบ้านสะอาดสะอ้าน พ่อแม่ถึงกับออกปากชมเลยเชียว  แต่ผมกับเพื่อนใจเต้นตึ่กๆ  สักพักก็แทบจะลมใส่ เพราะแม่เริ่มเดินเข้าครัวและได้ยินเสียงร้องออกมาว่า ทำไมเตาร้อนเหมือนกับใครก่อไฟ  เสร็จครับ เสร็จ !!!!

               หอยสังข์กับเหล่าเทวดาเลยต้องเดินออกไปสารภาพกัน พ่อแม่ร้องตกอกตกใจ เพราะชาวบ้านจะระวังเรื่องฟืนไฟกัน  เลยก็ต้องเล่าให้พ่อแม่และผู้ใหญ่ฟังอย่างหมดเปลือก อีกทั้งพาไปดูข้าวสารที่เททิ้งไปแล้วอีกด้วย 

               ตอนนั้น กลัวโดนตีเป็นที่สุด นั่งเล่นกันบนลานดินใกล้ๆบ้านอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไพล่รอฟังว่าจะถูกเรียกไปตีกันเมื่อไหร่ การณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด พ่อแม่และญาติๆ หลังจากรู้เรื่อง ก็กลับไม่โวยวายและไม่เรียกพวกเราไปตีอย่างที่มักเป็น ตรงกันข้าม กลับทำท่าเหมือนกับบ่นไปพอเป็นพิธี 

               หลังจากนั้นมา ผมกับเพื่อนที่เป็นหอยสังข์กับเทพผู้คุ้มครองพ่อแม่ ก็มักถูกล้อเล่นหัวอยู่เสมอว่า หุงข้าวใส่ข้าวสารเต็มหม้อ ก่อไฟไม่ติด แล้วก็ช่วยกันเทข้าวสารทิ้งในกอไผ่

               ส่วนพวกผมก็ไม่โกรธหรืออายเหมือนการถูกล้อแบบทั่วไป เพราะเมื่อล้อเรื่องนี้ พวกผมกลับรู้สึกถึงน้ำเสียงของความภูมิใจต่อลูกหลานของพ่อแม่และพวกผู้ใหญ่

               อันที่จริง เราทุกคน มีพลังการอ่าน การเรียนรู้ และเป็นนักพิสูจน์ความจริงของการปฏิบัติทางความรู้ตั้งแต่เด็ก อีกทั้งอยากทำสิ่งดีๆเพื่อดูแลผู้อื่นให้มีความสุข เมื่อเติบใหญ่แล้ว ความทรงจำงดงามอย่างนี้ ทุกคนคงยังจำได้ เมื่อพ้นวัยเด็กเนิ่นนานไปแล้ว ยังบ่มเพาะสิ่งนี้ไว้ได้อยู่ไหมครับ

               ลองเก็บมานั่งรำลึกถึง ทบทวนชีวิตและเล่าแบ่งปันกัน ก็เป็นบทเรียนและให้การเรียนรู้ที่สามารถสร้างความสุขลึกซึ้ง เห็นรายละเอียดและความงดงามรายทางมากมาย.