ผมไม่ได้กินขนมจีนจึงร้องไห้ แม่ถามผมว่าร้องไห้ทำไม ผมก็เล่าตามที่ผมเห็น แม่ร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ลูกไม่ได้รับความเป็นธรรม น้ำตาไหลไปนึกถึงความรู้ในฐานะเป็นแม่ค้าขนมจีน ออกจากบ้านไปซื้อของที่จำเป็นในการทำขนมจีนมาเริ่มลงมือทำขนมจีนในวันนั้นเพียงแค่เพื่อให้ลูกอย่างผมได้กินขนมจีน

ใครจะไปนึกว่าอนาคตของเด็กอย่างผมจะเป็นอัยการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นสายสะพายถึงสามสาย เพราะในตอนเป็นเด็กมีลูกเล่นส่อไปในทางที่ไม่ดี แถมยังแสดงความเป็นผู้เจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าไม่เรียกคุณก็อย่าหวังจะให้หันหน้าไปขานรับ จนได้ฉายาว่า ท่านขุน และต้องถูกมือปราบพญามารจัดการ อยากรู้ความจริง อยากรู้จักมือปราบต้องตามมาทางนี้

แม่ผมหรือที่พวกเราเรียกว่า มะ เป็นลูกสะใภ้คนโตของตระกูลทองตันที่โคกกลอย  แม่เป็นคนสวยไม่เชื่อก็ดูภาพแม่ตอนที่แต่งงานกับป๋าสิ..อิอิ

ในเบื้องต้นแม่ยายไม่ค่อยชอบเพราะลูกคนแรกที่เกิดมาเป็นหญิง คนที่สองตามมาก็เป็นหญิงอีก คนที่สามนั่นแหละจึงเป็นชาย ผิดกับสะใภ้อีกคนหนึ่งที่คลอดลูกคนแรกออกมาเป็นชาย จึงเป็นสะใภ้คนโปรด ซึ่งจะโทษย่าก็คงไม่ได้หรอกเพราะมันเป็นเรื่องประเพณีวัฒนธรรมของคนจีนที่รักลูกสะใภ้ที่มีลูกชายหัวปีเพื่อให้เป็นผู้สืบตระกูล แต่นั่นก็ทำให้แม่ต้องยากลำบากในการดำรงชีวิตอยู่ในครอบครัวใหญ่ ดีที่พ่อหรือที่พวกเราเรียกว่า ป๋า เป็นคนขยันขันแข็งสู้งาน รู้จักอดออม และเข้าใจแม่ แต่ก็นั่นแหละทำมาหาได้ก็เข้ากงสี ป๋าแทบจะไม่ได้ใช้เงินซื้อของส่วนตัว แต่ของที่ป๋าซื้อทุกคนในบ้านจะได้รับประโยชน์ด้วย

แม่เกิดที่พังงา แต่ครอบครัวต้องแยกกันอยู่เพราะฐานะและสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง  แม่จึงไปอยู่กับญาติที่สวนมะพร้าว(เขตจังหวัดภูเก็ต) พี่ชายแม่สองคนอยู่ที่พังงา น้องสาวแม่ อยู่ที่ตะกั่วป่า พี่สาวแม่อยู่ที่ภูเก็ต ความที่ต้องแยกย้ายกันตั้งแต่เล็กๆจึงจำพี่ชายตัวเองไม่ได้ จนกระทั่งแม่มาเป็นแม่ค้าอยู่ที่ท่านุ่นในช่วงสมัยสงคราม สมัยนั้นยังไม่มีสะพานสารสิน การเดินทางข้ามฟากจึงต้องใช้แพขนานยนต์ระหว่างท่านุ่นกับท่าฉัตรไชย จึงมีคนแนะนำให้แม่รู้จักกับพี่ชายแท้ๆคนหนึ่งซึ่งเป็นตำรวจ และในที่สุดก็ได้พบกับพี่น้องทุกคน แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ลูกๆไม่ได้รู้เห็นเองจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้เราเขียนถึงประวัติตรงนั้น แต่แม่ก็เล่าให้เราฟังว่าต้องทำขนมขาย ต้องช่วยลูกพี่ลูกน้องปลูกมะพร้าวที่บ้านสวนมะพร้าวภูเก็ตซึ่งอยู่ตรงบริเวณจุดตรวจของตำรวจท่าฉัตรไชยในปัจจุบัน ถ้ามาจากพังงาก็อยู่ซ้ายมือและตรงนั้นก็ยังมีฮวงซุ้ยของทวดอยู่

เอาเป็นว่าผมจะพูดถึงแม่ตั้งแต่ผมเกิดที่จำได้ด้วยตัวเอง ที่แม่เล่าให้ฟัง และจากภาพถ่ายที่ป๋าบันทึกไว้ก็แล้วกัน เพราะนี่เป็นบันทึกของลูกคนหนึ่งที่เขียนถึงแม่ด้วยความเคารพเทิดทูน

แม่เล่าว่า ผมชอบกินขนมจีนตั้งแต่เล็ก ทุกเช้าจะมีแม่ค้าหิ้วตะกร้าขนมจีนมาขายถึงที่บ้าน แต่มีอยู่วันหนึ่งผมตื่นสายมาเห็นขนมจีนก็นึกว่าจะได้กินขนมจีน เพราะลูกพี่ลูกน้องกำลังกินอยู่แต่พอ ผมออกมาหน้าบ้านก็มีคนบอกให้แม่ค้าออกไป ผมไม่ได้กินขนมจีนจึงร้องไห้ แม่ถามผมว่าร้องไห้ทำไม ผมก็เล่าตามที่ผมเห็น แม่ร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ลูกไม่ได้รับความเป็นธรรม น้ำตาไหลไปนึกถึงความรู้ในฐานะเป็นแม่ค้าขนมจีน ออกจากบ้านไปซื้อของที่จำเป็นในการทำขนมจีนมาเริ่มลงมือทำขนมจีนในวันนั้นเพียงแค่เพื่อให้ลูกอย่างผมได้กินขนมจีน สมัยก่อนการทำขนมจีนเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ไหนจะต้องแช่ข้าวสาร ไหนจะต้องสีแป้ง เอาแป้งหมักไว้ แล้วเอาไปต้ม แล้วเอาไปรีดเป็นเส้น แล้วมานั่งจับเป็นจับ เสร็จกระบวนการทำเส้น ส่วนน้ำยาก็ต้องขูดมะพร้าว ต้มปลา ตำเครื่องแกง แกะเนื้อปลา แม่เคยบอกว่าเคล็ดลับอยู่ที่น้ำมะพร้าวอย่าไปทิ้งให้เอาไปคั้นกะทิ จะทำให้น้ำแกงขนมจีนทั้งหวานทั้งมัน นี่แอบเอาเคล็ดลับของแม่มาบอกนะเนี่ย  ความจริงแม่ก็ไม่ได้ปิดเป็นความลับหรอก แม่บอกว่าใครอยากรู้เคล็ดลับแม่บอกทั้งนั้นแหละ เขาเอาไปทำขายอร่อยเขาก็จะได้มีรายได้ เขามีความสุขเราก็ได้บุญ นี่แหละทัศนคติของแม่ผม

แม่ทำกับข้าวเก่งมาก กับข้าวของแม่อร่อยทุกอย่าง ผมไม่เคยทานอาหารที่แม่ทำชนิดไหนไม่อร่อย แม้แต่ปลาทอดจืดใส่ฉิวเฉ้ง(ซีอิ๊วขาว) คลุกข้าวใส่กาละมังใหญ่ ให้พวกเรา ๕ คนพี่น้อง กับลูกผู้น้องที่เป็นลูกของอาอีก ๖ คน โดยให้พวกเรานั่งล้อมกาละมังใหญ่ แล้วแม่จะแจกช้อนคนละคันให้เรากินข้าวกันอย่างสนุกสนานและอิ่มอร่อย และนี่ก็เป็นมโนภาพที่โกไข่หรือน้องจุมของเราเอาไปเขียนเพลง ล้อมวงกินข้าวของแกรมมี่ เรานึกว่าเพลงนี่น่าจะดังมากเพราะมันคือความอบอุ่นของความรักในครอบครัว แต่ผิดคาด พวกเราซาบซึ้งเพลงกันเองจินตนาการกันเองเพราะมันเป็นเรื่องที่ครอบครัวเราโดยเฉพาะ แต่...เมื่อท่านได้อ่านบันทึกนี้ แล้วลองไปฟังเพลง ล้อมวงกินข้าว สักครั้งท่านจะรับรู้อรรถรสในการฟังแบบพวกเราในทันที (ยังมีต่อ)