ผูกปมให้นิสิตเข้าสู่การเรียนรู้แต่เฉพาะในวิถีของศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องราวของการเรียนรู้บทบาทและสถานะของมหาวิทยาลัยที่มีต่อการพึ่งพาและเกื้อหนุนชุมชนไปในตัว

วันเสาร์ที่ผ่านมา  ผมและทีมงานสัญจรไปร่วมกิจกรรมทอดเทียนพรรษาในวัดต่างๆ ภาคเช้าไป ๒ วัด ส่วนภาคบ่ายไปอีก ๑ วัน

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของของความคิดและความฝันของผมที่อยากให้นิสิตได้เข้าไปสัมผัสกับกลิ่นอายของชาวบ้านในห้วงเทศกาลเข้าพรรษา  โดยผมไม่ได้บังคับว่าทุกคณะต้องรับแนวคิดนี้ไปปฏิบัติ  เรียกได้ว่า  ใครอยากทำก็ให้ชูมือขึ้นสูงๆ  ส่วนผมและทีมงานจะเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนเข้าสมทบ

 

ผมไม่ได้อธิบายหลักเกี่ยวที่เกี่ยวกับกระบวนการของการขับเคลื่อนกิจกรรมในวิถีพุทธเท่าใดนัก  เพราะเห็นว่า  นิสิตทุกคนล้วนผ่านการเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้มามากพอสมควรแล้ว  แต่กระบวนการของการสร้างเวทีให้นิสิตได้ลงแรงคิดและลงแรงกายทำงานร่วมกันนั้น  ถือเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญเอามากๆ 

 

และนั่นก็รวมถึงแนวคิดของการฝึกทักษะของการลงเรียนรู้ชุมชนไปในตัวด้วยเหมือนกัน

 

ดังนั้น  เราจึงพยายามสะกิดให้นิสิตได้สร้างกระบวนการต่างๆ เข้ามาเสริมแต่งกิจกรรมให้หลากหลายขึ้น  เช่น  การมอบให้นิสิตได้ตั้งต้นผ้าป่า-ขอรับบริจาคทั้งในระดับนิสิตและบุคลากร   ทำบุญตักบาตรในคณะ  เตรียมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อื่นๆ เข้าไปเติมเต็มทั้งนิทานก้อม  สรภัญญะ ดนตรีขับร้อง ศึกษาข้อมูลหมู่บ้านและวัด เป็นต้น

 

ในฐานะของคนเฝ้ามองเรื่องการเรียนรู้ของนิสิตนั้น  ผมคงไม่มีศาสตร์แห่งภูมิรู้ใดๆ พอที่จะสอนสั่งนิสิตได้  การกระตุ้นและสร้างโอกาสให้นิสิตได้รักที่จะเรียนรู้เรื่องราวนอกห้องเรียนบ้าง  จึงเป็นเรื่องหลักที่ผมไม่เคยละวาง  หลายครั้งมีอาจารย์ระดับดีกรี ดร.จากเมืองนอกถามถึงแนวคิดของผม  ผมก็มักจะตอบแบบง่ายๆ ตามสไตล์ของผมเสมอว่า

 

ผมไม่ได้หวังอะไรมาก  เพียงแต่อยากให้นิสิตได้ใช้เวลาว่างอันน้อยนิดนั้น  ท่องเล่นในหมู่บ้านรอบๆ มหาวิทยาลัยบ้างเท่านั้นเอง  ไม่ใช่นิ่งนอนอยู่แต่ในหอพัก หรือไม่ก็เดินทอดน่องกรีดกรายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า และสถานบันเทิงต่างๆ ไปเสียทั้งหมด...บางที นิสิตอาจจะได้นำความรู้ที่อาจารย์สอนในห้องเรียนไปประยุกต์ หรือทดลองใช้จริงในเวทีกิจกรรมบ้างเท่านั้นแหละ...

 

 

ครับ, มันเป็นคำตอบที่ผมตอบออกไปจากใจ  รู้สึกอย่างไร  ผมก็ตอบไปอย่างนั้นเสมอ  เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องนำด้วยวิชาการใดๆ ที่เรียนในห้องเรียนมาเป็นธงนำทางลงสู่การเรียนรู้ทั้งหมด  แต่ใครจะไปรู้  บางที จุดหมายของการเรียนรู้นอกห้องเรียนนั้น กลับอาจจะตกผลึกเป็นองค์ความรู้ที่เติมเต็มเรื่องที่กำลังเรียนในห้องเรียนนั้นเลยก็เป็นได้ ...แถมยังอาจจะสนุก เฮฮา และเป็นการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวากว่าก็ได้
ใครจะไปรู้ ?

 

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน  ผมมีโอกาสได้สัญจรไปร่วมกิจกรรมกับทางสโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  โดยมีวัดมหาผลเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดกิจกรรม

 

วัดมหาผล  เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านท่าขอนยาง หมู่ที่ 1 ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย  จังหวัดมหาสารคาม  ห่างจากมหาวิทยาลัยในราวๆ ๓ กิโลเมตร

 

วัดมหาผลมีขนาดพื้นที่ในราวๆ ๗ กิโลเมตร ภายในวัดมีใบเสมาเก่าแก่ที่บันทึกเรื่องราวของชุมชนไว้อย่างน่าชื่นชม  ซึ่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เข้าไปทำความร่วมมือและให้การช่วยเหลือบูรณะสิ่งต่างๆ  เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งมรดกของชุมชน  ภายใต้แนวคิดว่า ร่วมเติมเต็ม  ร่วมสืบสาน  เพื่อลูกหลานชาวท่าขอนยาง

 
ใบเสมาและนิทรรศการให้ความรู้อันเป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยกับชุมชน

 

วัดมหาผล ถือเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด  เพราะชุมชนดังกล่าวคือชุมชนแห่งชาวญ้อผู้ไทที่อพยพข้ามฟากมาจาก เมืองลาว  อันมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางแห่งสายธารชีวิต

 

ไม่เพียงแต่เฉพาะการบูรณะใบเสมาในวัดเท่านั้น  แต่มหาวิทยาลัยฯ  ยังคงเป็นอีกแรงหนึ่งของการกระตุ้นหนุนนำให้ชาวบ้านได้ลุกขึ้นมารื้อฟื้นตำนานชีวิตของพวกเขาเอง  โดยการสืบสานเรื่องราววัฒนธรรมของ ชาวญ้อผู้ไท  ในมิติต่างๆ  เป็นต้นว่า  ภาษาและการละเล่น  จนบัดนี้  เด็กๆ และเยาวชนในหมู่บ้านก็ไม่เพิกเฉยต่อการหยัดยืน  และผสมผสานแนวคิดการใช้ชีวิตอยู่บนรากเหง้าและสังคมใหม่ของตัวเองอย่างไม่อึดอัดและเอียงอาย 

 

จวบจนบัดนี้  ชุมชนดังกล่าวได้รับการขยายผลไปสู่สื่อโทรทัศน์ในทำนองของการเป็นชุมชนต้นแบบอีกชุมชนหนึ่งของประเทศไทยที่ผ่านกระบวนการขับเคลื่อนทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ  สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชนอย่างน่าชื่นชม  โดยเฉพาะแนวคิดของการชักชวนและช่วยเหลือให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นนักวิจัยชุมชนตัวเองนั้น  กระบวนการเช่นนั้น  ผมยอมรับว่า น่าทึ่งและเยี่ยมยุทธเอามากๆ

เรียนนอกฤดูทำหน้าที่ "ต่อยอด" ผ้าป่าเป็นปัจจัยถวายวัด 3,799 บาท

 

แต่สำหรับวันนี้  เหมือนอย่างที่บอก  ผมคงไม่ได้ผูกปมให้นิสิตเข้าสู่การเรียนรู้แต่เฉพาะในวิถีของศาสนาเท่านั้น  หากแต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องราวของการเรียนรู้บทบาทและสถานะของมหาวิทยาลัยที่มีต่อการพึ่งพาและเกื้อหนุนชุมชนไปในตัว

 

กรณีดังกล่าว ผมไม่ได้ต้องการชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยเป็น คนสำคัญ ของชุมชน  หากแต่กำลังจะบอกกับนิสิตว่า มหาวิทยาลัยต้องมีหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อสังคมเสมอ 

 

ในทำนองเดียวกันนั้น  นิสิตเอง ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยเช่นกัน  ไม่ใช่กรีดกรายและใช้ประโยชน์ต่อสังคมแบบไม่ใส่ใจต่อกระบวนการดูแลสังคม

 

ครับ, ฟังดูเป็นอุดมคติอีกแล้วใช่ไหมครับ  แต่ในความเป็นจริงนั้น  ผมก็เคยไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ให้นิสิตได้รับรู้เลยสักนิด  เพราะอย่างไรเสีย  ผมก็เชื่อมั่นว่า  บรรยากาศแห่งกิจกรรมนั้นๆ  มีพลังมากพอต่อการสร้างความตระหนักนั้นอยู่แล้ว   

 

แต่ที่แน่ๆ ...ก่อนกิจกรรมของการทอดเทียนพรรษาจะยุติลง  ผมก็ถือโอกาสกดโทรศัพท์ส่งเสียงทักถามไปยังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในทำนองว่า  มีกระบวนการเรียนรู้เรื่องราวและประวัติศาสตร์ชุมชนนี้บ้างหรือเปล่า ? 

และ
เจ้าหน้าที่ตอบกลับมาอย่างใสซื่อว่า
ไม่มีครับ..

 

 

ประเด็นดังกล่าวนี้  ผมเคยเกริ่นกล่าวไว้บ้างแล้วว่า  เราต้องทำงานแบบบูรณาการ  สนุกแต่ต้องได้สาระ  หรือทำงานแบบ บันเทิงเริงปัญญา  ดังนั้นการเรียนรู้ หรือโจทย์การเรียนรู้  จึงต้องยึดเอาบริบทของชุมชนเป็นตัวตั้ง  เมื่อสัญจรมายังหมู่บ้านที่มีประวัติศาสตร์เช่นนี้  จึงต้องผูกโจทย์เหล่านี้ไว้ด้วย  ยิ่งเป็นนิสิตจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  ยิ่งไม่ควรละเลย หรือหลงลืมในเรื่องเหล่านี้ ..เพราะนี่คือการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับการเรียนในห้องเรียนของนิสิตโดยแท้

 

ดังนั้น  ผมจึงเสนอแนะให้มีกิจกรรมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมาบ้าง  อย่างน้อยก็ให้เจ้าอาวาส หรือผู้นำชุมชนบอกเล่าตำนานบ้านเมืองให้นิสิตได้รับฟัง พร้อมๆ กับการเยี่ยมชมสิ่งต่างๆ ในตัววัด

ครับ, มันเป็นวิธีคิดของผมที่ผมเองก็มักจะพูดเสมอมาว่า ไปบ้านท่านอย่านิ่งดูดาย..มีความรู้มากมาย...ต้องค้นคว้า...สืบความ 

 

...

เสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๕๒
วัดมหาผล,
มหาสารคาม