“เรียนนอกฤดู” ทำให้ผมจินตนาการไปถึงฉากชีวิตของงานอาสาพัฒนาของหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยที่สัญจรไปสู่หมู่บ้านต่างๆ รวมถึงปัญหาอุปสรรค ความยากลำบาก ข้อข้องขัดมากมายที่เกิดขึ้น รวมไปถึงพลังกายและพลังใจที่ทุ่มเทไปในกิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการทำค่ายของนิสิต มมส.อันเป็นการยืนยันให้เราได้ตระหนักว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย หาใช่มีแต่เฉพาะบทเรียนในหลักสูตรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ต่อสรรพสิ่งรอบกาย เพื่อแต่งเติมให้ชีวิตได้เติบโตและงอกงามขึ้นตามจังหวะของมันเอง

         ผมเดินดุ่มๆแบกเป้ใบเขื่อง ใช้มือขยับให้กระชับกับแผ่นหลัง เดินขึ้นดอยสูงในวันเริ่มต้นทำงานราชการครั้งแรกในชีวิต ในวันนั้นแสงแดดระอุแต่ก็ยังพอมีลมพัดโชยให้เย็นสบายในยามที่เหงื่อโทรมกาย ผมเดินทางด้วยการเดินเท้าเป็นเวลาครึ่งวันไปยังสถานที่ทำงานแห่งแรกบนดอยสูงครานั้น ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่นิดเดียว กลับมีพละกำลังที่เหลือเฟือตื่นเต้นกับสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า....ที่ทำงานใหม่ ชาวบ้านและภารกิจที่ยิ่งใหญ่อีกทั้งสิ่งที่จินตนาการไว้มากมาย หัวใจเต้นแรงเมื่อคิดถึงประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเบื้องหน้า

นั่นคือ เรื่องราวเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของผมที่แม่ฮ่องสอนเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ผมหวนคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ครั้งใด ก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้นทุกครั้งไป

ผมนั่งครุ่นคิด ค้นหาคำตอบเพื่อไปตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันแรกของการทำงานของผมครั้งนั้น ทำไมผมถึงมีปรารถนาอันแรงกล้ามากมายขนาดนั้น ทำไมผมถึงอาสาพาตัวเองเดินทางไปทำงานในถิ่นทุรกันดารที่ไม่น่าเชื่อว่ามีพื้นที่เหล่านี้ในดินแดนประเทศไทย ผมไม่เหนื่อย ไม่รู้สึกทดท้อกลับก้าวเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ

“เอาใจนำพา เอาศรัทธานำทาง” ผมพบประโยคนี้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ผมพลิกอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช่แล้วครับ เพราะเราศรัทธา เราจึงมีพลังอย่างล้นเหลือในการพิชิตเป้าหมายของชีวิตในขณะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเขยิบเดินเข้าไปหาเป้าหมาย สิ่งที่เราจะคิดจะพิชิตก็เด่นชัดขึ้นมาทุกที

คุณพนัส ปรีวาสนา ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้ผมอ่านพร้อมกับบอกว่า ให้ผมช่วยเขียน “คำไม่นิยม” ให้เขาที ผมก็รับหนังสือจากมือของเขาอย่าง งงๆ คิดในใจแว้บแรกคือ ผมจะเขียนอะไรดี? จะว่าเป็นอาการหนักใจก็อาจจะใช่ ผมก็ไม่ขอพูดปด แน่นอนว่าผมชอบอ่านหนังสือแต่จะให้ผมเขียนคำ(ไม่)นิยม ให้กับใครสักคนที่เป็นคนเขียนหนังสือนั้น ผมรู้สึกใจเต้นแรงขาดความมั่นใจในทันทีแต่ก็คิดเร็วๆถามตัวเองว่า ผมควรจะเขียนถึงหนังสือที่ผมอ่านในรูปแบบไหน? และควรนำเสนออย่างไร?

ผมบอกกับตัวเองว่า ผมจะซื่อสัตย์ต่อตัวเองอย่างที่สุดบอกกล่าวเรื่องราวที่อ่านผ่านความรู้สึกแรกของผม ผมพลิกอ่านหนังสือเล่มนี้รอบแล้วรอบเล่า สิ่งที่ผมประจักษ์กับตนเองต่องานของคุณพนัส นอกจากวาทกรรมที่สวยงามผ่านถ้อยคำราวกับมีชีวิต ให้เห็นฉากชีวิตของเรื่องราวชีวิตของนิสิตคนทำค่ายและวิถีของนักกิจกรรมที่กรำงานหนักแล้ว ผมเห็นคุณค่าอะไรบ้าง? ในหนังสือเล่มนี้นอกเหนือกับสิ่งที่กล่าวมา

ผมเห็น “พัฒนาการของค่าย” ทั้งวิธีคิดของคนต้นคิด นักปฏิบัติที่เป็นนิสิตค่ายจากห้วงปี ๕๐ ถึงปี ๕๒ ทั้งหมดเป็นสีสันของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ลงสู่ชีวิตจริง “เรียนรู้ผ่านชีวิตในสังคมที่เป็นจริง” ผ่านพลังความคิดและทางออกในสถานการณ์ที่อาศัยไหวพริบของนิสิตชาวค่าย

ผมเห็น “ภาพชีวิตของชนบทอีสานที่เอื้ออาทร” :ซึ่งผมเองไม่ค่อยคุ้นชินมากนักเพราะใช้ชีวิตทางบ้านเกิดภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศทางอีสานทำให้คิดถึงความสนุกสนานผ่านศิลปะท้องถิ่นและอัธยาศัยที่ดีของคนบ้านเฮา

ผมเห็น “วิธีการเชื่อมต่อของเด็กรุ่นใหม่กับคนท้องถิ่น” ที่ต่างฝ่ายต่างปรับเข้าหากัน เชื่อมร้อยผู้คนผ่านกิจกรรมที่คิดภายใต้บริบทที่ถูกเติมเต็มด้วยวิถีแห่งกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ ผมเชื่อว่าพวกเขา(นิสิต) ได้เรียนรู้ว่า เขาควรจะทำเข้าใจในแง่มุมใดในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในสังคมที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายความต้องการและแรงขับของการ “เป็นอยู่” เพื่อรวมตัวเป็นสังคม ต่อสู้เพื่ออยู่รอดในสังคมปรนัย

และผมได้เห็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเปิดพื้นที่ให้กับนิสิตชาวค่าย เรียนรู้วิถีสังคมที่เป็นจริงผ่านชุมชนชนบทอีสาน เติมเต็มความเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยหัวใจ เกิดผู้ให้และผู้รับอย่างสมดุล

คำถามในใจของนิสิตหนุ่มสาวเหล่านั้นไม่ใช่เพียงถามว่าเขาได้ทำอะไร? แต่เขากำลังถามตัวเองว่าเขาทำอย่างไร? และเขาได้เรียนรู้อะไร? สะพานของการเรียนรู้บนเส้นทางการบ่มเพาะน้ำใจหรือมิตรภาพที่เกิดขึ้นท่ามกลางความอลหม่านของชีวิตนิสิตหนุ่มสาวที่ตั้งคำถามต่อทางเลือกใหม่ๆที่ท้าทายการเรียนรู้ของพวกเขาตลอดเวลา

“เรียนนอกฤดู  ทำให้ผมจินตนาการไปถึงฉากชีวิตของงานอาสาพัฒนาของหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยที่สัญจรไปสู่หมู่บ้านต่างๆ  รวมถึงปัญหาอุปสรรค ความยากลำบาก ข้อข้องขัดมากมายที่เกิดขึ้น รวมไปถึงพลังกายและพลังใจที่ทุ่มเทไปในกิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการทำค่ายของนิสิต มมส.อันเป็นการยืนยันให้เราได้ตระหนักว่าการเรียนในมหาวิทยาลัย  หาใช่มีแต่เฉพาะบทเรียนในหลักสูตรเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงการเรียนรู้ต่อสรรพสิ่งรอบกาย  เพื่อแต่งเติมให้ชีวิตได้เติบโตและงอกงามขึ้นตามจังหวะของมันเอง  และนั่นก็รวมถึงการบอกเตือนให้ชีวิตได้รู้ว่าในความเป็นชีวิตนั้นล้วนมีฤดูกาลแห่งการเรียนรู้อยู่เสมอ  ขึ้นอยู่กับว่าในฤดูกาลนั้นๆ ชีวิตจะสามารถเรียนรู้อะไรได้กี่มากน้อยเป็นสำคัญ โดยไม่ลืมว่านอกจากนิสิตได้ก้าวผ่านการเรียนรู้แบบเดิมในระบบ หรือในหลักสูตรแล้ว  การเรียนรู้ที่ให้โอกาสได้สัมผัสกับความจริงของสังคมมากที่สุด คือ การที่นิสิตได้พาตัวเองเดินออกนอกมหาวิทยาลัย เข้าไปร่วมเรียนรู้ร่วมกับชุมชน 

ความงดงามของการปลูกจิตสำนึกนิสิตผ่านกระบวนการทำค่าย คือ ความหมายอันยิ่งใหญ่ของชีวิตที่มีศรัทธาขับเคลื่อนผ่านอุปสรรคนานับประการ ความงดงามของความสำเร็จของค่ายอาสาในทุกครั้ง หากเปรียบเป็นสายฝนก็คงเป็นฝนนอกฤดู ที่ทักทายแรกด้วยกลิ่นอันหอมกรุ่นของผืนดินเกรียมแดด หล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นต่างเวลาที่ควรจะเป็นไปของฤดูกาล

และพวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์และทรงพลัง ที่ใช้ใจล้วนๆในการขับเคลื่อนเรื่องราวดีงามจากรั้วมหาวิทยาลัยในฐานะปัญญาชนผลักดันก่อเกิดสิ่งสรรค์สร้างสู่สังคม เป็นภาพสะท้อนกระบวนการฝึกการให้ รวมไปถึงเปลี่ยนแปลงตัวเองจากข้างในและหยิบยื่นออกไปสู่มวลชนด้วยใจของจิตอาสา

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ศาลายา,มหิดล