ใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นปกตินะคะ ถึงแม้ว่า WHO จะประกาศให้การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่เป็นะระดับ 6 ดูแลสุขภาพตัวเอง ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำ เมื่อมีอาการป่วยไม่สบายมีไข้ เป็นหวัดมีน้ำมูก อย่าลืมสวมผ้าปิดปากปิดจมูก ไอจามต้องมีผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปาก  แล้วไปพบแพทย์ที่สถานสถานบริการสาธารณสุข  โรงพยาบาลใกล้บ้าน ให้ข้อมูลด้วยนะคะว่าได้เดินทางมาจากต่างประเทศที่มีการระบาด 

       เมื่อวานได้เตรียมการซ้อม เตรียมความพร้อมรับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ให้ความรู้กับบุคลากรที่แผนกการพยาบาลอุบัติเหตุฉุกเฉิน ทบทวน ปัญหา การปฏิบัติในการรับผู้ป่วย เตรียมพร้อมการรับและส่งต่อ การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ บุคลากรจะปฏิบัติอย่างไร สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏฺบัติงาน

        เจ้าของโครงการ คุณอรัญญา โคตรหลง  วิทยากรกลุ่ม พาทบทวนงาน พี่ไก่กัญญา วังศรี ทบทวนงาน ปัญหาที่เกิดขึ้น การเตรียมพร้อมรับ

        ส่วนไก่ ประกาย  พยาบาล IC รับผิดชอบเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่    การเตรียมตัวของบุคลากร สอนปฏิบัติวิธีใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย และการค้นหาแหล่งความรู้ แหล่งข่าว การติดตามสถานการณ์

 

       อย่าลืมติดตามข่าวสารเป็นะระยะ รายงานจำนวนผู้ป่วยและประเทศที่พบการระบาดทั่วโลกแผนที่ประเทศที่พบการระบาด และจำนวนผู้ป่วยที่ยืนยันผลการตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่จากห้องปฏิบัติการ   

 http://www.mfa.go.th/internet/news/30500.doc
 http://www.who.int/csr/don/GlobalSubnationalMasterGradSym_20090612_0800.png
 http://beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=4933286&Itemid=240

จำนวนผู้ป่วยล่าสุดจากการรายงานของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข นะคะ 

มีผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดAH1N1 จำนวน 89 ราย แยกได้ดังนี้คะ

  1. ติดเชื้อจากต่างประเทศ 20 ราย

  2. ติดเชื้อจากผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ 2 ราย

  3. สาเหตุการติดเชื้อไม่ชัดเจน 3 ราย

  4. การระบาดในชลบุรี 21 ราย

  5. การระบาดในโรงเรียนเอกชนที่กรุงเทพมหานคร จำแนกเป็นนักเรียน 37 ราย ผู้ปกครอง 6 ราย       ดูรายละเอียดได้จากhttp://beid.ddc.moph.go.th/th/images/news/situationh1n1/thai/flu_200906131020.pdf

โลกเริ่มเข้าสู่ภาวะการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกแล้ว

(ดัดแปลงจากคำแถลงการณ์ของผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก)
โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
12 มิถุนายน 2552

วันที่ 12 มิถุนายน 2552 (ตามเวลาในประเทศไทย) พญ.มากาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศยกระดับเตือนภัยการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ จากระดับ 5 เป็นระดับ 6 ซึ่งหมายถึง การระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้วโดยมีการติดต่อจากคนสู่คน ณ ขณะนี้ มีผู้ป่วยยืนยันโรคนี้ มากกว่า 30,000 ราย ใน 74 ประเทศทั่วโลก

จากการประเมินสถานการณ์ ขณะนี้ พบว่า สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ถึงแม้ความรุนแรงของโรคในปัจจุบัน ผู้ป่วยจะมีอาการไม่รุนแรง และสามารถหายได้เอง แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ประกอบกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ รวมทั้งประสบการณ์การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เชื่อได้ว่า อย่างน้อยในช่วงแรกของการระบาดครั้งนี้ จะมีความรุนแรงในระดับปานกลาง

ภาพรวมของผู้ป่วยจากการระบาดของโรคนี้ ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ผู้ป่วยมักเป็นกลุ่มที่มีอายุน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ที่มีการระบาดในวงกว้าง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอายุไม่เกิน 25 ปี ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิต มักมีอายุระหว่าง 30-50 ปี ซึ่งลักษณะเช่นนี้ มีความแตกต่างไปจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ที่ผู้เสียชีวิตมักอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ผู้ที่ภูมิต้านทานต่ำ ภาวะอ้วน และหญิงตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเป็นอย่างมาก

การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ครั้งก่อนๆในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา การระบาดกระจายไปทั่วโลกในเวลา 6-9 เดือน โดยในเวลานั้นการเดินทางส่วนใหญ่ ใช้ทางเรือหรือรถไฟ ดังนั้นประเทศต่างๆ ควรเตรียมรับมือกับการที่จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนประเทศที่มีการระบาดของโรคอย่างกว้างขวางไปแล้ว ควรเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดของโรคระลอกที่สอง โดยควรเน้นหนักในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม สำหรับการชันสูตรทางห้องปฏิบัติการและการสอบสวนโรคสำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดในวงกว้างแล้ว ควรลดความสำคัญลง เพราะประโยชน์ที่ได้อาจไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ต้องทุ่มเทลงไป

องค์การอนามัยโลกกำลังประสานกับผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโรคนี้ อย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่า จะพยายามให้มีปริมาณวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ให้มากที่สุด ภายในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ส่วนในระหว่างที่รอการผลิตวัคซีนนั้น ขอให้ใช้มาตรการด้านสาธารณสุขและชุมชนหรือมาตรการที่ไม่ใช้ยา/เวชภัณฑ์ (Non-pharmaceutical Intervention) เช่น การส่งเสริมสุขอนามัยส่วนบุคคล การจำกัดการชุมนุม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อร่วมด้วย ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ยังคงแนะนำว่า ไม่ควรจำกัดการเดินทางหรือปิดพรมแดน