"เชฟรอน"เล็งสุราษฎร์-นครศรีฯ ตั้งท่าเรือหนุน 3 แท่นผลิตปิโตรเลียมใหม่
ที่มา ประชาไท Thu, 2007-11-15 00:49
http://www.prachatai.com/journal/2007/11/14833
เมื่อวันที่ 13 พ.ย.50 ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จัดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเหตุครั้งที่ 1 โครงการผลิตปิโตรเลียม 3 แห่งในอ่าวไทย ประกอบด้วย โครงการผลิตก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ผลิตปลาทอง ระยะที่ 2 โครงการผลิตก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ผลิตมรกต และโครงการผลิตน้ำมันดิบจากแปลงสัมปทาน จี4/48ซี มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ 50 คน
โดยมีตัวแทนบริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คินซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท อีอาร์เอ็ม สยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาผู้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชี้แจงเกี่ยวกับประโยชน์และผลกระทบจากการดำเนินงานโครงการดังกล่าวก่อนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการปรับปรุงแก้ไขการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2
ในการนำเสนอมีการระบุว่า การก่อสร้างแท่นขุดเจาะทั้ง 3 โครงการจะใช้จังหวัดสงขลาเป็นฐานสนับสนุน เช่น การขนส่งวัสดุ อุปกรณ์ในการก่อสร้าง รวมทั้งการฝึกอบรมพนักงาน เนื่องจากมีศูนย์สนับสนุนการผลิตปิโตรเลียมเดิมของบริษัท ยูโนแคล จำกัดก่อนที่จะถูกบริษัท เชฟรอนฯ เข้าซื้อกิจการ
นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอถึงขอบเขตการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โดยระบุว่า จะมีการเก็บตัวอย่างการสำรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งก่อนและระหว่างการดำเนินโครงการ ประกอบด้วยคุณภาพน้ำทะเล ตะกอนทะเลและสัตว์หน้าดิน โดยมีการชี้แจงว่า การขุดเจาะหลายครั้งที่ผ่านมา ในระยะ 20 ปี พบว่ามีผลกระทบในช่วงสั้นๆ ในช่วงก่อสร้าง โดยมีการเปลี่ยนแปลงของขนาดตะกอนทราย รวมทั้งชนิดของพันธุ์สัตว์น้ำในบริเวณขุดเจาะ แต่ไม่อยู่ในระดับที่มีนัยยะสำคัญ
ส่วนเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น จะมีการจัดประชุมกลุ่มย่อยกับกลุ่มชาวประมงน้ำลึกใน 9 จังหวัดทางชายฝั่งอ่าวไทยด้วย
นายกมล ปิ่นทอง ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการประกอบกิจการปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ได้ชี้แจงในที่ประชุมด้วยว่า ทั้ง 3 โครงการไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทรานส์ ไทย - มาเลเซีย(ประเทศไทย) จำกัด หรือ ทีทีเอ็ม(TTM) ที่ดำเนินโครงการโรงแยกก๊าซไทย - มาเลเซีย เนื่องจากทั้ง 3 แหล่ง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศมาเลเซีย แต่เป็นพื้นที่สัมปทานในอ่าวไทย
นายกมล ชี้แจงอีกว่า ก๊าซธรรมชาติที่ได้จากทั้ง 3 แหล่ง จะถูกส่งมาตามท่อมารวมกันที่แท่นผลิตกลาง ก่อนจะถูกขึ้นไปตามท่อส่งก๊าซในอ่าวไทยเส้นที่สาม ที่กำลังจะก่อสร้างเสร็จ ไปขึ้นฝั่งที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดระยอง เพื่อเข้าสู่โรงแยกก๊าซที่นั่น โดยเป็นก๊าซที่ให้ความร้อนอย่างเดียว ดังนั้นก๊าซเกือบทั้งหมดจะขายให้กับโรงไฟฟ้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่อาจมีบางส่วนที่สามารถแยกออกมาเป็นก๊าซหุงต้ม(LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ในรถยนต์(NGV)
นายกมล ชี้แจงด้วยว่า การขนส่งก๊าซธรรมทางท่อส่งก๊าซจะมีต้นทุนต่ำกว่าการขนส่งทางเรือ ซึ่งการขนส่งทางเรือนั้นจะคุ้มเมื่อต้องขนส่งในระยะทางเกินกว่า 2,000 กิโลเมตร ดังนั้นในอนาคตหากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหมด ก็ต้องซื้อก๊าซจากต่างประเทศซึ่งจะมีราคาแพงขึ้น โดยขณะนี้กำลังมองเรื่องการนำเข้าก๊าซจากประเทศอินโดนีเซียและแถบตะวันออกกลาง เนื่องจากยังมีก๊าซธรรมชาติอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เมื่อนำเข้าทางเรือก็ต้องมีท่าเรือ ซึ่งอาจจะอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ตอนบน
นายกมล ยังเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ในพื้นที่อ่าวไทยมีการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม 18 แปลง โดยบางแปลงไม่เจอปิโตรเลียม ทั้งหมดเป็นพื้นที่สัมปทานเก่า ส่วนทางฝั่งทะเลอันดามันได้สำรวจแล้ว 3 แปลง แต่ยังไม่มีการขุดเจาะเพื่อผลิตปิโตรเลียม เนื่องจากมีระดับน้ำลึกถึง 250 เมตร ซึ่งลึกกว่าอ่าวไทย ที่มีความลึกเพียง 80 เมตร
นางดุษชฎา เลี้ยงบุญเลิศชัย ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมชุมชน กล่าวในที่ประชุมด้วยว่า หลังจากเริ่มดำเนินการทั้ง 3 โครงการไปแล้ว ปริมาณการใช้ฐานสนับสนุนการผลิตปิโตรเลียมจะเพิ่มขึ้นซึ่งฐานสนับสนุนที่สงขลาไม่อาจรองรับได้อย่างเพียงพอ เช่น จำนวนเที่ยวเรือขนส่งวัสดุอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องขยายฐานสนับสนุน โดยขณะนี้บริษัท เชฟรอนฯ กำลังศึกษาพื้นที่ตั้งฐานสนับสนุนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช โดยในฐานสนับสนุนอาจมีท่าเรือสำหรับขนส่งอุปกรณ์ด้วย
นางดุษชฎา ชี้แจงกับประชาไทหลังการประชุมด้วยว่า สำหรับฐานสนับสนุนในจังหวัดสงขลานั้น ปัจจุบันตั้งอยู่ที่อำเภอสิงหนคร โดยเป็นโกดังเก็บวัสดุอุปกรณ์ ส่วนการขนส่งทางเรือไปยังสถานที่ก่อสร้างแทนขุดเจาะนั้น จะเช่าท่าเรือของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสำหรับขนส่งสินค้าเพิ่มเติมจากการใช้บริการท่าเรือของบริษัท ประทีปซีแลนด์ จำกัด ที่ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งบริษัท ยูโนแคล จำกัดเคยใช้บริการมา 20 ปีแล้ว
ขณะที่ผู้เข้าร่วมประชุมต่างแสดงความเห็นว่า ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นควรต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มชาวประมง ซึ่งตัวแทนบริษัท เชฟรอน ชี้แจงว่าได้เชิญเข้าร่วมแล้วแต่ไม่มาเข้าร่วม ส่วนข้าราชการสำนักงานจังหวัดสงขลาคนหนึ่ง เสนอว่า ในการเก็บตัวอย่างสำรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมนั้น แทนที่จะให้บริษัทที่ปรึกษาเก็บตัวอย่างฝ่ายเดียว ซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยให้ความเชื่อถือมากนัก น่าจะให้หน่วยงานกลาง เช่น ศูนย์วิจัยการประมง เก็บตัวอย่างควบคู่ไปด้วย เพื่อยืนยันกรณีที่มีปัญหาขึ้นมา ขณะที่ตัวอย่างที่บริษัทที่ปรึกษาเป็นผู้เก็บจะนำไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน
ขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ท่านหนึ่งได้สอบถามว่า บริษัท เชฟรอนฯ มีข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อมย้อนหลังไป 20 ปีที่ดำเนินการหรือไม่ รวมทั้งมีกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เช่น ท่อส่งก๊าซระเบิดในทะเลแล้วส่งผลกระทบอย่างไรหรือไม่ รวมทั้งหากเกิดผลกระทบขึ้นมาจะชดเชยอย่างไร
ตัวแทนบริษัท เชฟรอนฯ ชี้แจงว่า ข้อมูลมักจะเก็บไว้เพียง 4 - 5 ปีเท่านั้น แต่ยังมีบางส่วนที่ยังหาดูได้ ส่วนการชดเชยกรณีที่มีปัญหานั้นมีด้วย โดยจะเกิดจากการตกลงกันระหว่างบริษัท กับผู้ประกอบการประมงในบริเวณดังกล่าว