บันทึกนี้เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากบันทึกที่แล้วครับ สำหรับคำถามข้อต่อไปที่มีผู้ถามไว้ก็คือ
ทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคลากรในหน่วยงานถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของตนออกมาเป็นความรู้ขององค์กร?
ประการแรกผมอยากให้มองว่า การที่คน “ยินยอมพร้อมใจ” ที่จะถ่ายทอดความรู้นั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น “ภายใน” คนแต่ละคน เป็นเรื่องที่มาจากใจแต่ละท่าน คนเหล่านั้นสามารถ “ให้” สิ่งที่ตนรู้ได้ โดยที่ไม่ “หวังผลตอบแทน” ไม่ต้องมีอะไรเป็น “ตัวล่อ” ไม่ต้องรอ “ตัวชี้วัด” เป็นการ “จัดสรร” ที่ออกมาจากใจ เป็นการให้ที่บริสุทธิ์ . . . แต่ที่ท่านถามคำถามนี้ขึ้นมา เพราะเดาว่าท่านกำลังถามว่า . . .
แล้วถ้ามาเจอพวกที่ “หวงวิชา” พวกที่ “อมภูมิ” ล่ะ จะต้องทำอย่างไร?
ในกรณีนี้สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกก็คือเรื่อง “วิธีคิดหรือความเชื่อ” ที่ติดตัวพวกเขามาที่ว่า “Knowledge is Power” หรือ “ความรู้คืออำนาจ” นั้น ว่ามันมิได้เป็นจริงเสมอไปโดยเฉพาะในสมัยนี้ ยุคนี้เป็นยุคที่ “Knowledge Sharing is Power” การแชร์ความรู้เป็นอำนาจที่แท้จริง “Networking is Power” การสร้างเครือข่ายคืออำนาจที่แท้จริง ไม่เชื่อดูธุรกิจขายตรงหรือ MLM ก็ได้ว่าเครือข่ายของพวกเขาทรงพลังแค่ไหน
ในเรื่องความรู้นั้นท่านจะเห็นแล้วว่า “Expiration Date” หรือ “วันหมดอายุ” ของความรู้แต่ละอย่างนั้นสั้นเข้ามาทุกที นี่คงเป็นผลอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี โลกสมัยนี้เป็นโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ยุคนี้ไม่เหมือนกับเมื่อยี่สิบปีก่อนที่ถ้าใครรู้อะไรแล้ว “กอดความรู้” นั้นไว้(กับตัว) โดยที่ไม่สนใจใครก็ได้ ไม่ติดตามความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ยังอยู่ได้ เพราะโลกในสมัยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วนัก ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยอาจจะสามารถใช้ต่อไปได้อีกยี่สิบปี
แต่ในโลกสมัยนี้การเปลี่ยนแปลงมันช่างรวดเร็วเหลือเกิน มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีกฎหมาย พรบ. ฉบับใหม่ ทุกอย่างล้วนแต่แปรเปลี่ยนไป หากใครมัวแต่กอดความรู้เดิมๆ อยู่ โดยที่ไม่มีการเติมของใหม่ ไม่มี “เครือข่าย” ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นผู้ที่ “ตกยุค” เป็นผู้ที่ถูก “โดดเดี่ยว” ไร้เครือข่าย ไม่ได้มีพลังอย่างที่เข้าใจ จะเห็นได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่ Social Network นั้นสำคัญค่อนข้างมาก
แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่านี่คือปัจจัยเดียวที่จะทำให้คนเปลี่ยนใจ หันมาแชร์ความรู้นะครับ คนส่วนใหญ่ผมว่ามีวิธีคิดที่ง่ายกว่านั้น ท่านแค่เพียงคิดว่า “ถ้าฉันแชร์ความรู้ของฉันออกไป . . . แล้วตัวฉันล่ะ จะได้อะไร?”ถ้าผู้บริหารองค์กรสามารถตอบคำถาม(ในใจ) พวกเขาได้ เรื่องนี้ก็คงจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่ท่านต้องอย่าไป “เข้าใจผิด” คิดว่าเรื่องที่เราพูดกันนี้หมายถึง “ผลตอบแทน” ในรูปของเงินทองเสมอไปนะครับ หลายครั้งผมกลับพบว่าการสร้าง “แรงจูงใจ” ที่จีรังและยั่งยืนกว่ากลับไม่ใช่เรื่องการให้เงินทอง แต่กลายเป็นเรื่องการสร้าง “ความภาคภูมิใจ” รู้สึกดีที่ได้เป็น “ผู้ให้” เกิดภาคภูมิใจที่ได้รับการเชิดชูเกียรติ์ ได้รับการยกย่อง
ผมมองว่าประเด็นที่สำคัญก็คือผู้บริหารต้อง “อ่านคน” ในองค์กรให้ออก ต้องรู้ว่าคนแต่ละคนนั้นมีอะไรเป็น “แรงจูงใจ” มีอะไรเป็น “ตัวกระตุ้น” และที่สำคัญก็คือต้องไม่ลืมว่าเรื่อง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้คนแชร์ความรู้ออกไป หากผมอยู่ในองค์กรที่พอผมแชร์ความรู้ของผมออกไปแล้ว กลายเป็นว่าผม “หมดความหมาย” ไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นที่ต้องการขององค์กรอีกต่อไป ถ้าเป็นเช่นนั้นการแชร์ความรู้ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ ผมคงจะไม่แชร์ความรู้ออกไปเพื่อ “ฆ่าตัวตาย” เป็นแน่
แท้จริงแล้วคำถามนี้คงมองได้หลายมุม มีได้หลายคำตอบ ผมควรจะหยุดบันทึกมุมมองของผมเพียงแค่นี้ เพื่อจะได้เปิดทางให้กับท่านอื่นๆ ได้ช่วยกัน “ต่อเติมเสริมแต่ง” ประเด็นนี้ให้มีมุมมองที่หลากหลายต่อไป
ท่านอาจารย์เขียนได้ดีมากเลยครับเพราะถ้าคนในองค์กรไม่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแล้ว KM คงจะเกิดยาก
ขอบคุณค่ะ
เรียน ท่าน อาจารย์ประพนธ์
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ว่า ความภาคภูมิใจเป็นสิ่งสำคัญมากครับ
เมื่อสักสองสามปีก่อน ผมได้จัดการให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสนับสนุนเช่นคนขับรถ, ยาม, คนโรงซักฟอก ฯลฯ ได้นำเสนองานของตนให้แก่คนทั้งเขต (๕ จังหวัด) โดยเชิญผู้ตรวจราชการกระทรวงมาเป็นประธาน ก่อนหน้านั้นในการประชุมคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลมีผู้ตั้งคำถามว่าจะถามได้หรือไม่ ผมบอกว่าได้ แต่ห้ามเชือด ต้องถามเพื่อชื่นชมให้กำลังใจเท่านั้น เพราะเราเอาคนระดับคนงานมานำเสนอในระดับนานาจังหวัด หากไปถามให้เขาจนแต้มต่อหน้าคนจำนวนมาก เขาจะต้องฝ่อตายไปเลย การนำเสนอเป็นไปด้วยดี แม้ว่าผู้นำเสนอบางคนจะสั่นพั่บๆ หลังจากนั้นผมนัดคุย ถามว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง ทุกคนบอกว่าดี ภูมิใจ ผมถามต่อว่าหวงความรู้ไหม เพราะกว่าเราจะพัฒนากันมาได้ขนาดนี้ (ตอนนั้น)ไม่ใช่ง่ายเลย ทุกคนตอบว่าไม่หวง ใครอยากรู้อะไรก็บอกหมด จะไปดูที่หน่วยงานก็ให้ดูอย่างเต็มใจ ผมถามอีกว่าจะจัดแบบนั้นอีกเอาไหม ทุกคนตอบว่าเอา
ปีที่แล้วผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจำนวนมาก แล้วถามถึงความภาคภูมิใจของแต่ละคน มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกว่า สิ่งที่เขาภูมิใจคือ เมื่อปี ๒๕๓๐ ได้รับเกียรติบัตรใบหนึ่งจากโรงพยาบาลว่าทำงานดี เวลาผ่านไป ๒๐ ปี ก็ยังภูมิใจอยู่นั่นเอง
จากเรื่องที่เล่าและเหตุการณ์อีกหลายอย่าง ทำให้ผมเชื่อว่า ความภาคภูมิใจเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ะจให้คนทำสิ่งต่างๆ (รวมทั้งการแบ่งปันความรู้)ได้เป็นอย่างดีครับ
ปล เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ (คำสุภาพของ "ระดับล่าง")จะเปิดใจคุยกันและถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์แก่กันและกันได้อย่างดีมากครับ
ขอบคุณอาจารย์หมอสาโรจน์มากครับ เป็นเรื่องเล่าและเป็นตัวอย่างที่ทรงพลังจริงๆ . . . ขอนำคำพูดและเรื่องที่เล่ามานี้ไปใช้ประกอบการบรรยายเรื่อง KM ด้วยนะครับ