Life Review "After 4 Years"
งาน Forum ครั้งนี้ครบรอบ 4 ปีของการกำเนิด gotoknow community เวลาผ่านไปเมื่อสายน้ำไหล ช้าบ้าง เร็วบ้าง แต่โชคดีที่ไม่ตกค้างหมักหมมน้ำนิ่งจนเป็นน้ำเน่า การเติบโตของทั้งชุมชนและปัจเจกเห็นได้ชัดเจนและน่าชื่นชมยินดี เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดแด่ Gotoknow ผมคิดว่าจะลองทำ Life Review การทบทวนใคร่ครวญชีวิตที่ผ่านมากับผลกระทบของ gotoknow ดูสิว่าอดีตจะมีผลอย่างไรต่อปรัตยุบันกาลและต่ออนาคตได้บ้างหรือไม่
ก่อนจะมาเขียนที่ gotoknow ผมมีประสบการณ์ใน virtual community ที่โน่นที่นี่มาหลายวง ตอนไปเรียนที่อังกฤษอยู่ 7 ปีครึ่ง ก็เป็นสมาชิก webboard EZ ซึ่งเป็นทั้ง message board และ game community (ผมเล่นเกม Axis & Allies ซึ่งเป็น strategy boardgame อยู่หลายปี จนได้เป็น Rule Director ของ club อยู่พักใหญ่) เคยเป็นสมาชิกของ edepot.com ซึ่งมี international and inter-religion webboard ใหญ่ ทุกศาสนามาแลกเปลี่ยนกัน น่าเสียดายที่เลิกรากันไป แต่ก็ได้มีกัลยาณมิตรทางความคิด ความเห็น โดยไม่เคยเจอตัวกระจัดกระจายตามภูมิประเทศต่างๆทั่วโลก หลังจากกลับมาเมืองไทยในปี 2002 ก็เริ่มลงมือเขียนในกระดานข่าวคณะแพทย์ด้วยนามปากกาหรือ alias นี้ (Phoenix) ก่อกวนกระดานข่าวอยู่พักนึง เดือนกุมภาพันธ์ 2550 พี่เต็มศักดิ์ก็ได้ปฏิบัติงาน (อีกครั้งหนึ่ง) ในการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผม
![]() |
NB: พี่เต็มศักดิ์ (หมอ เต็ม อาจารย์เต็ม... บ้างก็เรียก "เต็มไม่ต้องเติม" เพราะบางคนสับสนกับเติมศักดิ์) เป็นคนนำพา palliative care เข้ามาในสมองผม และไม่ต้องสงสัยว่ามีผล "เปลี่ยน" ผมแค่ไหน ก็แค่ give up ความเป็นศัลยแพทย์ immunologist ฯลฯ หันมาทำ palliative care เต็มตัว และ gotoknow นี่ ก็เป็นแกนี่แหละ (ขอเรียก "แก" ด้วยความเคารพครับ) ที่ชวนผมมา ยังไม่รู้ว่าแกยังมีอะไรในแขนเสื้อ ที่จะนำพาชีวิตผมไปไนไหนต่อไหนอีก แต่เท่าที่ทำมา ต้องบอกว่าแกทำ OK ครับ อิ อิ |
ด้วยการชวนมาเขียนที่ gotoknow นี่เอง ที่จริงแกชวนตั้งแต่ประมาณธันวา หรือมกรา แต่กว่าจะทำใจเข้ามาดูว่าต้อง set ต้องทำอะไรอะไรบ้าง (ซึ่งปรากฏว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ทุกอย่าง automate มาเรียบร้อย) ติดตั้งเสร็จปุ๊บ ก็เขียนๆๆๆๆใหญ่เลย
ต้นเดือนมีนาคม 2550 ผมไปเที่ยวเชียงราย ไปอบรมสุนทรียสนทนากับ อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ได้เจอะเจอกัลยาณมิตรกลุ่มใหม่ หมอวรวุฒิ พี่วิรัช พี่กิจจา แอ๊ด ฯลฯ อีกกลุ่มใหญ่ ต่อด้วยโปรแกรม HA forum ที่ Impact เมืองทองธานี ก่อนจะกลับก็อ่าน email มีคนแสดงความยินดีว่าได้รางวัล "สุดคะนึง" ตอนนั้นไม่รู้จักว่าอะไรคือสุดคะนึง คิดไปว่านี่คงเป็นคล้ายๆพวก junk mail ของ Reader Digest ที่บอกเราชนะรางวัลแล้วจะขายของ direct sale ชื่อก็ออกจะยี่เกทีเดียว ค่อนข้างมั่นใจว่าเราไม่เคยสมัครอะไรไปที่จะออกมาเป็นรางวัลสุดคะนึง คะนึงหาแน่ๆ จนกลับบ้านหาดใหญ่ ได้ online อีกครั้งหลังจากหลุด internet ไปหลายวันถึงค่อยทราบว่า gotoknow เป็นคนให้รางวัลสุดคะนึง ไม่อยากจะโม้ แต่ผมคิดว่าผมได้รางวัลนี้ภายในเดือนแรกที่เริ่มเขียนเลย เข้าใจว่าคนเขียนน่าจะน้อย และน่าจะเป็นรางวัลความอึดเขียนถี่ เขียนเยอะ ในช่วงนั้น แต่เราก็ดีใจ เพราะในชีวิตไม่ค่อยได้รางวัลอะไรกับเขา ได้สุดคะนึงก็ไม่เลว เขียนใน CV แล้วกิ๊บเก๋ดี
ตั้งแต่นั้นมาก็เขียนลงตลอด ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องไม่มีอะไรจะเขียนมาแต่ไหนแต่ไร จะมีก็เวลาเขียนไม่พอ (น่าจะมีสักวันละ 50 ชั่วโมง) เขียนแล้วเหมือนเสพติด endorphin น่าจะหลั่งออกมาเยอะตอนเขียน พอหยุดเขียนก็หงุดหงิดกระวนกระวาย (ไม่ถึงกับม่านตาขยาย นำ้ลายฟูมปาก นั่นมันลงแดง)
ผมลองย้อนกลับไปอ่าน ก็พบว่าเคยวิจารณ์เปรียบเทียบระหว่าง blog, message board และ Dialogue ไว้ตั้งแต่บทความแรกๆ (15 กุมภาพันธ์ 2550) ก็น่าสนใจที่ว่าสิ่งที่คิดในตอนนั้น ข้อสังเกต และข้อแนะนำ ก็ยังคงใช้ได้อยู่แม้แต่ในปัจจุบัน 2 ปีกว่ามาแล้ว นั่นคือ เราก็ยังเป็น community ที่มี compassion สุภาพ และเกรงอกเกรงใจกัน
ซึ่งในความคิด และ preference ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าสำหรับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในกรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประเด็นดังกล่าวก็ยังมีทั้ง advantages และ disadvantages สำหรับข้อดีมีเยอะ ขอพูดแต่อีกมุมนึงดีกว่า
การเรียนรู้ เราต้องการ change เพราะการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่เป็นหลักฐานว่าเราได้เรียน อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านความคิด การกระทำ พฤติกรรม แต่เราต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่าง และการเรียนชนิดที่เรากำลังจะ "ยกระดับ" จิต สมาธิ ปัญญา นั้น มักจะมีบททดสอบที่ไม่ธรรมดา ไม่ง่าย มาท่้าทายกับสิ่งที่เราเชื่อ เราศรัทธา หรือแม้กระทั่งท่้าทายสิ่งที่เรา claim ว่าเราใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
การสนทนาที่ "สุภาพ" นั้น อยู่ใน level 1 ของ 4 levels of Dialogue มีไว้สร้่างความกลมกลืน เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ แต่ถ้าเราจะ "เปลี่ยน" เราต้องเริ่มมี open mind คือมองหาภาววิสัยของสิ่งต่างๆจากแง่มุมใหม่ และเริ่มมี open heart คือปล่อยวางอัตตาและเอาใจเขามาใส่ใจเรา จึงจะมองเห็น "หัวใจ" ของผู้อื่น เข้าอกเข้าใจ ในการสนทนาบน gotoknow ผมยังคิดว่าเราอยู่ใน level 1 ค่อนข้างมาก ยังไม่ได้แลกเปลี่ยน "ความต่าง" แค่เป็นการแลกเปลี่ยนหรืออย่างมากก็เป็นการ confirm similarity หรือบอกว่าเราเหมือนกัน เราเห็นด้วย เราคิดคล้ายๆกันเป็นส่วนใหญ่
จะเห็นว่าเมื่อเราได้มาเจอะเจอตัวจริงของ bloggers gotoknow เราพบกับความประหลาดใจในความแตกต่าง "จากสิ่งที่เราคิด" ไว้่เยอะมาก นั่นคือกลไกของการ downloading ว่าเราใช้อัตตลักษณ์ของเรา ความคิดของเรา ออกมาเป็นว่าใครน่าจะเป็นอย่างไรๆ แท้ที่จริงอาจจะออกมาคนละเรื่องกันเลยก็ได้ การด่วนตัดสิน การมองจากมุมของเรา เป็นพยาธิกำเนิดของการประหลาดใจ คิดไม่ถึง แตกต่างกับเมื่อเราตั้งใจรับรู้แบบเปิดกว้าง เราจะพบว่าเรามีอาการ surprise ลดน้อยลง ในขณะเดียวกันยังคงมีความ "ตื่นเต้น" กับของใหม่ไม่น้อย
เวลา 2 ปีที่ผ่านมากับ gotoknow ได้รู้จักพูดคุยกับคนหลายๆคน บางคนก็หายไปนานแล้ว ดูรายชื่อคนที่เคยมาสังสรรค์เสวนาช่วงแรกๆกับตอนนี้ ก็หายไปหลายคน มีมาใหม่ก็หลายคน เป็นอนิจจัง (หรือเป็น นิจฺจํ ก็ว่าได้ ถ้ามองจากมุมของทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง)
ผมดีใจมากเมื่อ gotoknow ได้ทลายกำแพง virtual ออกมาสู่ชุมชนแบบสัมผัสจับต้องได้ เป็นการเปิดประตูหัวใจ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ ต่อไปนี้ เวลาเราอ่านบทความไหนๆ เราก็จะพอรำลึกได้ถึงท่าทาง สำเนียงพูดจา หน้าตา มือไม้โบกไหว เสียงหัวเราะ เราก็จะ upgrade การรับรู้ของเราในบทความนั้นได้อีกระดับหนึ่ง
แน่นอน ในทุกๆชุมชน เราก็จะมีคนที่เราชอบ ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วย แต่จากบทเรียนหนึ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากธนาคารชีวิต ถ้าหากเราจะใช้บทลงโทษ มาตรการ หรือกฏหมาย เรายังสามารถใช้วิธีปรองดอง พูดจา และให้อภัย ที่จะนำไปสู่การรวม ไม่ใช่การแยก การกลับเนื้อกลับตัว การมองเห็นคุณค่า ความจำเป็น และตัวตนที่แท้ได้ดียิ่งขึ้น ได้รู้จักกันและกันอย่างที่เราเป็น ไม่ได้เฉพาะแต่สิ่งที่เราอยากจะแสดงว่าเราเป็นเท่านั้น ซึ่งใน virtual world เราอาจจะเป็นอะไรที่เรา "อยาก" จะเป็นได้ แต่สุดท้าย เราได้แสดงตัวตนที่แท้ออกไปแค่ไหน และเพื่อนเรารู้จักเราในตัวตนที่แท้ หรือตัวตนที่เราอยากแสดงเท่านั้น ผลของสิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกัน relationship ที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน
จากโลกเสมือนใน gotoknow ในที่สุด เราก็ได้เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่สัมผัสได้ อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับพระบรมราโชวาท ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกที่ว่า "Success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind" ถึงเวลาแล้วที่ความสัมพันธ์ของสมาชิกโลกเสมือน gotoknow จะผลิดอกออกผลงดงามสู่สังคม สู่มวลมนุษยชาติ

สวัสดีครับอาจารย์หมอ ยิ่งเห็นตัวจริงยิ่งทึ่งแต่ไม่กล้าทักทาย เพราะมาดเรียบ ง่าย สุขุม ลุ่มลึก เนียนเนื้องาน ทำให้คนงานรพ.ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำมาขั้นหนึ่ง คาระวะมาด้วยความขอบคุณครับท่าน
ท่านวอญ่า
ครับ
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สงสัยต้องรีบปรับปรุงตัว ปรับปรุงบุคลิกเป็น priority ใหญ่ของผมเสียแล้ว ผมเห็นท่านแล้วกลับอยากเข้าไปกอด (แต่น่าจะติดพุงของเราทั้งสองคน!!)
อ.ขจิต
ครับ
สำหรับอาจารย์ ต้องบอกว่าคิดไว้อย่างไร ก็ค่อนข้างตรงครับ แสดงว่าอาจารย์เอาตัวตนของอาจารย์มามอบให้ชุมชนนี้จริงๆ (ทั้งตัว) มานานมากแล้ว
เสียดายไม่ได้กอด
เคยวิเคราะห์กันหลายครั้งแล้วเกี่ยวกับเรื่องความสุภาพในการเม้นท์ ความสุภาพเป็นสิ่งดี แต่การเออออห่อหมกตามไปทุกเรื่องคงไม่ใช่แนวทางที่น่าปฎิบัติ อาจจะเป็นเพราะที่นี่เปิดเผยตัวตนจริงทำให้เกิดอาการเกรงและเกร็ง แต่หากคนที่นิสัยดั้งเดิมเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงก็จะกล้าแสดงความคิดเห็นออกมาแตกต่างบ้าง คือแตกต่างในที่นี้ไม่ใช่ก้าวร้าว คนละเรื่องกัน
หลายครั้งที่ตัวเองแสดงความเห็นที่ฉีกต่างออกไปมากกว่าแค่เห็นด้วยค่ะ แล้วก็เสริมแนวคิดที่มองจากมุมอื่นที่เราคิดเห็นหรือมีประสบการณ์มา กลับเห็นว่าได้ประโยชน์กว่าการแค่มาแสดงตัวว่าอ่านและชื่นชมกัน ...การชื่นชมให้กำลังใจก็ดีมีประโยชน์สำหรับบางอย่างเท่านั้น มากไปก็เฝือนะคะ โดยส่วนตัวก็จะขี้เกียจตอบแนวนี้ถ้ามีคนมาเม้นท์สั้นๆ ก็ไม่รู้จะตอบอะไร ได้แต่ขอบคุณคืนตามมารยาทที่คนอื่นคาดหวัง สิ่งที่อาจารย์พูดมานี่เคยมีคนพูดแล้วแต่ก็ยังยากที่จะเปลี่ยนคนหมู่มากในสังคมไทยให้กล้าแสดงออกทางความคิดเมื่อเปิดเผยตัวตน
นี่อาจจะเป็นกับดักหนึ่งของ GotoKnow ที่ต้องหาทางแก้ ทำอย่างไรที่คนร่วมกันต่อยอดโดยที่ไม่กลัวในการแสดงออกทางความคิดที่แตกต่าง แต่ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์แห่งสังคมการแลกเปลี่ยนที่สุภาพในการสื่อสาร คงต้องช่วยๆ กันเริ่มต้นจากคนที่เห็นด้วยกับปัญหาในจุดนี้ เท่าที่เห็นก็มีหลายคนที่เขียนตรง ไม่อ้อมค้อมแต่สุภาพ ชัดเจน คิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของบุคลิกภาพส่วนตัวยค่ะ
Little Jazz
ครับ
ผมคิดว่าถ้าเราทลายความกลัวเรื่องการแสดงความคิดเห็นอย่างจริงใจลงได้ จากศักยภาพองค์ความรู้ของสมาชิก gotoknow นี่ รับรองว่า beyond imagination เลยทีเดียวเจียว ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง
ที่จริงเมื่อเรามี good intention น่าสนใจนะครับว่าทำไมเราจึงยัง "กลัว" อยู่ว่าจะถูกเข้าใจผิด เกอเธ บอกว่าเรามองโลกภายนอกอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับโลกภายในของเราทั้งหมดเลย ตรงนี้ อาจจะเป็นประเด็นที่เรานำมาวิปัสนา นำมาวิเคราะห์ส่วนตัวได้เลย
สาเหตุหนึ่งที่ผมย้ายตัวเองมาจากกระดานข่าวคณะแพทย์ก็เพราะหลังจากรัฐบาล (ชุดก่อน) เกิดความอยากคุมการสนทนาทาง internet ออกกฏหมายบังคับการลงทะเบียน identity ของคนในกระดานข่าว หน้าเก่าๆที่เคย post ก็หายไปเกือบหมด และทั้งกระดานแทบจะกลับมาสู่ mode polite กันในพริบตา ตัวตนจริง ความเห็นจริง ความรู้สึกจริงหายเรียบ เราก็ได้ fake community (อาจจะฟังแรงไป) ขึ้นมาปลอบใจไปวันๆ
พวกเราต่างสาขาอาชีพ ต่างชาติกำเนิด ต่างความเชื่อ น่าจะเสริมมุมมองที่แตกต่าง ทำให้เราทุกคนกว้างขึ้น รอบคอบขึ้น ด่วนตัดสินน้อยลง และสามารถมอง (หรืออย่างน้อยก็เคารพ) ในมุมมองของคนอื่นได้โดยไม่เสีย self หรือเสียสติ
บริษัท บางกอก ไรท์เทอร์ จำกัด
15/230 ซอยลาดพร้าว 23 แขวงจันทร์เกษม
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร 02 541 8003 , 02 511 1855
Fax 02 541 8004
Email : [email protected]
วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เรียน คันฉ่องนกไฟ
เรื่อง คอลัมภ์ หนึ่ง ในหนังสือ “ หนีกรุง”
ผมชื่อ นายกิจ สิงหะ เป็น Project Director ของหนังสือ นิตยสาร หนีกรุง ซึ่งเป็นผลงานของบริษัท บางกอก ไรท์เทอร์ จำกัด ภายใต้การสนับสนุน ให้คำปรึกษา และข้อมูลจาก การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย นิตยสาร หนีกรุง เป็น นิตยสาร แจกฟรี ทุกต้นเดือน ยอดพิมพ์ 30,000 ฉบับ ต่อเดือน แหล่งที่แจกหนังสือ คือ ด่านเก็บเงินค่าทางด่วน รอบกรุงเทพ และตามจุดบริการของผู้สนับสนุนในหนังสือ เป้าหมาย คือ เป็นหนังสือ ที่สร้างให้ คนกรุงเทพ เกิดแรงบันดาลใจ ให้ออกต่างจังหวัดมากขึ้น กระตุ้นให้คนกรุงเทพ สร้างพฤติกรรม หันมาเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น
คอลัมภ์หนึ่ง ในหนังสือ มีชื่อว่า “ ในฝัน ฉันเห็น ” เนื้อหา ........
จะหาผู้ด้อยโอกาส ทางด้านต่างๆ เช่น
1. ด้อยโอกาส ทางสภาพร่างกาย ไม่พร้อมที่จะเดินทางโดยตนเองได้
2. ด้อยโอกาส โดยสถานภาพ ทางฐานะทางการเงิน ไม่อำนวยให้เดินทางได้
3. ด้อยโอกาส เพราะ มีหน้าที่จำเป็น ต้องดูแลใครบางคน ทำให้ ไม่สามารถเดินทางไปตามความฝันได้ เป็นต้น
ในอีกด้านหนึ่ง ก็จะหา ผู้มีจิตกุศล ต้องการเป็นผู้อุปถัมภ์ ผู้ด้อยโอกาส ในกรณีนั้นนั้น สามารถเดินทางไปตามความฝันนั้นได้
ในการเดินทาง ก็จะมีนักเขียนรับเชิญ ได้เดินทางไปด้วย เพื่อเขียนบทความ บรรยาย การเดินทางในครั้งนี้ ว่า กว่าจะถึงจุดหมาย ต้องผ่านที่เที่ยวสำคัญๆของประเทศไทย ที่ไหนบ้าง สร้างบรรยากาศ ให้ผู้อ่าน มีความต้องการที่จะไปสถานที่เหล่านั้น ด้วยเช่นกัน เขียนบรรยายความรู้สึก ของคนคนหนึ่ง ที่มีความต้องการที่อยากจะทำในสิ่งหนึ่ง แต่รู้ทั้งรู้ว่า ด้วยตัวเองแล้ว สิ่งเหล่านี้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เขียนบรรยายความรู้สึก ของคนคนหนึ่ง ที่ประพฤฒิ เป็นผู้ให้ แล้วเขารู้สึกอย่างไร เมื่อได้เห็นผู้รับ ได้อย่างที่ต้องการ ในขณะเดียวกัน ก็จะมีบรรยากาศของการท่องเที่ยว ในประเทศไทย อบอวลไปด้วยความสุข
ในรูปแบบของคอลัมภ์ จะแนะนำตัวผู้รับอุปถัมภ์ ว่าเป็นใคร มาจากไหน มีประวัติ ความเป็นมาอย่างไร และมีความฝันที่จะไปที่ไหน เพราะอะไร ทำไมจึงเกิดแรงบันดาลใจเช่นนั้น หน้าถัดมา จะเป็นการแนะนำ ผู้ให้การอุปถัมภ์ แนะนำตัวพอสังเขป แล้วจะมาเข้าเรื่อง ที่จะเดินทางด้วยกัน
บุคคลที่ได้รับการแนะนำมา จะได้ผ่านการพิจารณาถึงความเหมาะสมจากกองบรรณาธิการว่าใครจะได้รับเลือก นำพาไปสานฝัน อีกครั้งหนึ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คอลัมภ์นี้ ในหนังสือเล่มนี้ จักจุดประกาย ความมีน้ำใจของคนไทย เสนอตัวมาเป็นผู้อุปการะ ผู้ด้อยโอกาส จนสามารถรวมตัวกัน เป็นชมรมสร้างโอกาส แก่ผู้มีฝัน ได้ต่อไป ในอนาคต
ถ้าท่าน ได้รู้จักบุคคลที่มีคุณสมบัติ เข้าข่ายในการเดินทางครั้งนี้ กรุณาติดต่อได้ ตามที่อยู่บนหัวจดหมาย หรือ ติดต่อผมโดยตรงได้ที่ 086 763 1961 จักเป็นพระคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
นายกิจ สิงหะ
Project Director
โทร : 086 763 1961
Email : [email protected]
Fax : 02 619 0290
ฮัลโหล
ขออนุญาตแนะนำเพิ่มเติม "นายกิจ สิงหะ" ก็คือพี่ชายแท้ๆของผมเองนะครับ ชุมชนที่รักทั้งหลาย
ตอนนี้กำลังมองหา candidate อยู่ แต่เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่จะไปไหนมาไหนไม่ค่อยได้แล้ว ใน รพ.ตอนนี้ยังเลือกไม่ได้อ่ะ ได้เมื่อไรจะรีบ contact ไปโดยพลัน
ขออนุโมทนาในโครงการกุศลนี้ด้วย
สวัสดีครับอาจารย์หมอ Phoenix
ขอบคุณครับ
ยากมากครับ
นัยว่ารูปนี้มีคนชื่นชมแกเยอะเหลือเกิน เข้าใจว่าแกอาจจะถอดวิญญาณไว้่ในรูปนี้น่ะครับ
เห็นด่้วยทุกประการ (แถมรูปนี้ก็ยังซ่อนพุงไว่้อย่างมิดชิด เข้าข่ายเจตนาล่อลวงสาวอย่างชัดเจน)
อาจารย์ครับ
ในที่สุดผมก็ได้เจออาจารย์สมใจครับ ในการสนทนาผ่านสื่อออนไลน์นั้น อาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง
ผมเข้าใจว่า หากเราไม่เปิดใจ เราก็มองไม่เห็นความสวยงามที่มีมากกว่าที่เราจินตนาการไว้
เห็นด้วยว่า gotoknow ได้ ทลายกำแพงของตัวตนของหลายท่านออกไปแบบกระเจิง เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา open heart - open mind เราก็จะพบแง่มุมความงามของสรรพสิ่งที่แฝงเร้นอยู่
ยินดี และดีใจมากๆที่ได้พบเจออาจารย์ครับ
ขอคารวะครับผม
---
เอก
เอก
เช่นกันครับ เราเฉียดกันไป เฉียดกันมา แถวสนามบินบ้าง แถวในเครื่องบินบ้าง ครั้งนี้น่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆในอนาคตนี้นะครับ
อาจารย์วีรยุทธ
ครับ
ครั้งต่อไปยังหวังว่าจะมีโอกาสได้เจออาจารย์อีก (คราวหน้าจะลุ้นให้จัดสัก 3 คืน เอาให้คุ้ม)
อ่านไป..ยิ้มไปอย่างมีความสุข..ขอบคุณค่ะคุณหมอ....
ในที่สุดผมก็ได้เจออาจารย์แล้วด้วยความยินดีและประทับใจครับ ถึงแม้ไม่ได้คุยเป็นการส่วนตัว
อ.นงนาท
ครับ
ขอบคุณสำหรับดอกไม้ครับ
สวัสดีครับ คุณจารุวัจน์
เวลาน้อยไปนิดจริงๆครับ ยังคุยได้ไม่ถึงเท่าไหร่เลย ไว้โอกาสหน้านะครับ
สวัสดีคอาจารย์ ได้กลับมาอ่านบันทึกอาจารย์อีกครั้งแบบตั้งใจนะคะ จะได้เรียนรู้ไปมากขึ้นนะ แต่ก่อนอ่านแบบผ่าน ไม่ค่อยได้สนใจ ต่อไปต้องสนใจแล้วคะ เป็นสิ่งที่ดีและละเอียดอ่อน ทำให้ใจอ่อนโยนขึ้นคะ
สวัสดี ครับ
ดีใจที่ได้เข้าร่วมงานเสวนา ได้พบอาจารย์ไม่น่าเชื่อว่าเป็นหมอ น่าจะเป็นนักปรัชญามากกว่า โอกาสหน้าคงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (ผมน่าจะได้ความรู้จากอาจารย์มากกว่าอาจารย์จะได้จากผม) กันอีก ขอแนะนำตัวก่อน ผมชื่อฉลอง ดิษสี
ทำงานที่สำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตอนนี้กำลังหัดใช้คอมพิวเตอร์อยู่ ยังใช่ไม่ค่อยเป็น หากเป็นแล้ว จะไปเพิ่มข้อมูลส่วนตัวใน profile และหัดเขียน blog ด้วยครับ ขอเวลาฝึกวิทยายุทธสักระยะ แล้วจะท่องยุทธภาพ gotoknow ในอนาคตต่อไป
ข้อน้อยขอคารวะ
ฉลอง - สิ่งแวดล้อม