Life Review "After 4 Years"

งาน Forum ครั้งนี้ครบรอบ 4 ปีของการกำเนิด gotoknow community เวลาผ่านไปเมื่อสายน้ำไหล ช้าบ้าง เร็วบ้าง แต่โชคดีที่ไม่ตกค้างหมักหมมน้ำนิ่งจนเป็นน้ำเน่า การเติบโตของทั้งชุมชนและปัจเจกเห็นได้ชัดเจนและน่าชื่นชมยินดี เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดแด่ Gotoknow ผมคิดว่าจะลองทำ Life Review การทบทวนใคร่ครวญชีวิตที่ผ่านมากับผลกระทบของ gotoknow ดูสิว่าอดีตจะมีผลอย่างไรต่อปรัตยุบันกาลและต่ออนาคตได้บ้างหรือไม่

ก่อนจะมาเขียนที่ gotoknow ผมมีประสบการณ์ใน virtual community ที่โน่นที่นี่มาหลายวง ตอนไปเรียนที่อังกฤษอยู่ 7 ปีครึ่ง ก็เป็นสมาชิก webboard EZ ซึ่งเป็นทั้ง message board และ game community (ผมเล่นเกม Axis & Allies ซึ่งเป็น strategy boardgame อยู่หลายปี จนได้เป็น Rule Director ของ club อยู่พักใหญ่) เคยเป็นสมาชิกของ edepot.com ซึ่งมี international and inter-religion webboard ใหญ่ ทุกศาสนามาแลกเปลี่ยนกัน น่าเสียดายที่เลิกรากันไป แต่ก็ได้มีกัลยาณมิตรทางความคิด ความเห็น โดยไม่เคยเจอตัวกระจัดกระจายตามภูมิประเทศต่างๆทั่วโลก หลังจากกลับมาเมืองไทยในปี 2002 ก็เริ่มลงมือเขียนในกระดานข่าวคณะแพทย์ด้วยนามปากกาหรือ alias นี้ (Phoenix) ก่อกวนกระดานข่าวอยู่พักนึง เดือนกุมภาพันธ์ 2550 พี่เต็มศักดิ์ก็ได้ปฏิบัติงาน (อีกครั้งหนึ่ง) ในการเปลี่ยนวิถีชีวิตของผม

NB: พี่เต็มศักดิ์ (หมอ เต็ม อาจารย์เต็ม... บ้างก็เรียก "เต็มไม่ต้องเติม" เพราะบางคนสับสนกับเติมศักดิ์) เป็นคนนำพา palliative care เข้ามาในสมองผม และไม่ต้องสงสัยว่ามีผล "เปลี่ยน" ผมแค่ไหน ก็แค่ give up ความเป็นศัลยแพทย์ immunologist ฯลฯ หันมาทำ palliative care เต็มตัว และ gotoknow นี่ ก็เป็นแกนี่แหละ (ขอเรียก "แก" ด้วยความเคารพครับ) ที่ชวนผมมา ยังไม่รู้ว่าแกยังมีอะไรในแขนเสื้อ ที่จะนำพาชีวิตผมไปไนไหนต่อไหนอีก แต่เท่าที่ทำมา ต้องบอกว่าแกทำ OK ครับ อิ อิ

ด้วยการชวนมาเขียนที่ gotoknow นี่เอง ที่จริงแกชวนตั้งแต่ประมาณธันวา หรือมกรา แต่กว่าจะทำใจเข้ามาดูว่าต้อง set ต้องทำอะไรอะไรบ้าง (ซึ่งปรากฏว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ทุกอย่าง automate มาเรียบร้อย) ติดตั้งเสร็จปุ๊บ ก็เขียนๆๆๆๆใหญ่เลย

ต้นเดือนมีนาคม 2550 ผมไปเที่ยวเชียงราย ไปอบรมสุนทรียสนทนากับ อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ได้เจอะเจอกัลยาณมิตรกลุ่มใหม่ หมอวรวุฒิ พี่วิรัช พี่กิจจา แอ๊ด ฯลฯ อีกกลุ่มใหญ่ ต่อด้วยโปรแกรม HA forum ที่ Impact เมืองทองธานี ก่อนจะกลับก็อ่าน email มีคนแสดงความยินดีว่าได้รางวัล "สุดคะนึง" ตอนนั้นไม่รู้จักว่าอะไรคือสุดคะนึง คิดไปว่านี่คงเป็นคล้ายๆพวก junk mail ของ Reader Digest ที่บอกเราชนะรางวัลแล้วจะขายของ direct sale ชื่อก็ออกจะยี่เกทีเดียว ค่อนข้างมั่นใจว่าเราไม่เคยสมัครอะไรไปที่จะออกมาเป็นรางวัลสุดคะนึง คะนึงหาแน่ๆ จนกลับบ้านหาดใหญ่ ได้ online อีกครั้งหลังจากหลุด internet ไปหลายวันถึงค่อยทราบว่า gotoknow เป็นคนให้รางวัลสุดคะนึง ไม่อยากจะโม้ แต่ผมคิดว่าผมได้รางวัลนี้ภายในเดือนแรกที่เริ่มเขียนเลย เข้าใจว่าคนเขียนน่าจะน้อย และน่าจะเป็นรางวัลความอึดเขียนถี่ เขียนเยอะ ในช่วงนั้น แต่เราก็ดีใจ เพราะในชีวิตไม่ค่อยได้รางวัลอะไรกับเขา ได้สุดคะนึงก็ไม่เลว เขียนใน CV แล้วกิ๊บเก๋ดี

ตั้งแต่นั้นมาก็เขียนลงตลอด ผมไม่เคยมีปัญหาเรื่องไม่มีอะไรจะเขียนมาแต่ไหนแต่ไร จะมีก็เวลาเขียนไม่พอ (น่าจะมีสักวันละ 50 ชั่วโมง) เขียนแล้วเหมือนเสพติด endorphin น่าจะหลั่งออกมาเยอะตอนเขียน พอหยุดเขียนก็หงุดหงิดกระวนกระวาย (ไม่ถึงกับม่านตาขยาย นำ้ลายฟูมปาก นั่นมันลงแดง)

ผมลองย้อนกลับไปอ่าน ก็พบว่าเคยวิจารณ์เปรียบเทียบระหว่าง blog, message board และ Dialogue ไว้ตั้งแต่บทความแรกๆ (15 กุมภาพันธ์ 2550) ก็น่าสนใจที่ว่าสิ่งที่คิดในตอนนั้น ข้อสังเกต และข้อแนะนำ ก็ยังคงใช้ได้อยู่แม้แต่ในปัจจุบัน 2 ปีกว่ามาแล้ว นั่นคือ เราก็ยังเป็น community ที่มี compassion สุภาพ และเกรงอกเกรงใจกัน

ซึ่งในความคิด และ preference ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าสำหรับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในกรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประเด็นดังกล่าวก็ยังมีทั้ง advantages และ disadvantages สำหรับข้อดีมีเยอะ ขอพูดแต่อีกมุมนึงดีกว่า

การเรียนรู้ เราต้องการ change เพราะการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่เป็นหลักฐานว่าเราได้เรียน อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านความคิด การกระทำ พฤติกรรม แต่เราต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่าง และการเรียนชนิดที่เรากำลังจะ "ยกระดับ" จิต สมาธิ ปัญญา นั้น มักจะมีบททดสอบที่ไม่ธรรมดา ไม่ง่าย มาท่้าทายกับสิ่งที่เราเชื่อ เราศรัทธา หรือแม้กระทั่งท่้าทายสิ่งที่เรา claim ว่าเราใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

การสนทนาที่ "สุภาพ" นั้น อยู่ใน level 1 ของ 4 levels of Dialogue มีไว้สร้่างความกลมกลืน เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ แต่ถ้าเราจะ​ "เปลี่ยน" เราต้องเริ่มมี open mind คือมองหาภาววิสัยของสิ่งต่างๆจากแง่มุมใหม่ และเริ่มมี open heart คือปล่อยวางอัตตาและเอาใจเขามาใส่ใจเรา จึงจะมองเห็น "หัวใจ" ของผู้อื่น เข้าอกเข้าใจ ในการสนทนาบน gotoknow ผมยังคิดว่าเราอยู่ใน level 1 ค่อนข้างมาก ยังไม่ได้แลกเปลี่ยน "ความต่าง" แค่เป็นการแลกเปลี่ยนหรืออย่างมากก็เป็นการ confirm similarity หรือบอกว่าเราเหมือนกัน เราเห็นด้วย เราคิดคล้ายๆกันเป็นส่วนใหญ่

จะเห็นว่าเมื่อเราได้มาเจอะเจอตัวจริงของ bloggers gotoknow เราพบกับความประหลาดใจในความแตกต่าง "จากสิ่งที่เราคิด" ไว้่เยอะมาก นั่นคือกลไกของการ downloading ว่าเราใช้อัตตลักษณ์ของเรา ความคิดของเรา ออกมาเป็นว่าใครน่าจะเป็นอย่างไรๆ แท้ที่จริงอาจจะออกมาคนละเรื่องกันเลยก็ได้ การด่วนตัดสิน การมองจากมุมของเรา เป็นพยาธิกำเนิดของการประหลาดใจ คิดไม่ถึง แตกต่างกับเมื่อเราตั้งใจรับรู้แบบเปิดกว้าง เราจะพบว่าเรามีอาการ surprise ลดน้อยลง ในขณะเดียวกันยังคงมีความ "ตื่นเต้น" กับของใหม่ไม่น้อย

เวลา 2 ปีที่ผ่านมากับ gotoknow ได้รู้จักพูดคุยกับคนหลายๆคน บางคนก็หายไปนานแล้ว ดูรายชื่อคนที่เคยมาสังสรรค์เสวนาช่วงแรกๆกับตอนนี้ ก็หายไปหลายคน มีมาใหม่ก็หลายคน เป็นอนิจจัง (หรือเป็น นิจฺจํ ก็ว่าได้ ถ้ามองจากมุมของทุกสิ่งทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง)

ผมดีใจมากเมื่อ gotoknow ได้ทลายกำแพง virtual ออกมาสู่ชุมชนแบบสัมผัสจับต้องได้ เป็นการเปิดประตูหัวใจ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ ต่อไปนี้ เวลาเราอ่านบทความไหนๆ เราก็จะพอรำลึกได้ถึงท่าทาง สำเนียงพูดจา หน้าตา มือไม้โบกไหว เสียงหัวเราะ เราก็จะ upgrade การรับรู้ของเราในบทความนั้นได้อีกระดับหนึ่ง

แน่นอน ในทุกๆชุมชน เราก็จะมีคนที่เราชอบ ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วย แต่จากบทเรียนหนึ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากธนาคารชีวิต ถ้าหากเราจะใช้บทลงโทษ มาตรการ หรือกฏหมาย เรายังสามารถใช้วิธีปรองดอง พูดจา และให้อภัย ที่จะนำไปสู่การรวม ไม่ใช่การแยก การกลับเนื้อกลับตัว การมองเห็นคุณค่า ความจำเป็น และตัวตนที่แท้ได้ดียิ่งขึ้น ได้รู้จักกันและกันอย่างที่เราเป็น ไม่ได้เฉพาะแต่สิ่งที่เราอยากจะแสดงว่าเราเป็นเท่านั้น ซึ่งใน virtual world เราอาจจะเป็นอะไรที่เรา "อยาก" จะเป็นได้ แต่สุดท้าย เราได้แสดงตัวตนที่แท้ออกไปแค่ไหน และเพื่อนเรารู้จักเราในตัวตนที่แท้ หรือตัวตนที่เราอยากแสดงเท่านั้น ผลของสิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกัน relationship ที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน

จากโลกเสมือนใน gotoknow ในที่สุด เราก็ได้เข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่สัมผัสได้ อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับพระบรมราโชวาท ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกที่ว่า "Success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind" ถึงเวลาแล้วที่ความสัมพันธ์ของสมาชิกโลกเสมือน gotoknow จะผลิดอกออกผลงดงามสู่สังคม สู่มวลมนุษยชาติ