บทสนทนา

ระหว่างอาจารย์เกษียณ กับ อาจารย์ประจำ คู่หนึ่งของราชภัฏฯแห่งหนึ่ง

 

อาจารย์ประจำ :     อาจารย์ค่ะ ทางโปรแกรมฯเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาชาว
                          บ้านอยากจะให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้าน  ระหว่างผู้มี
                          ภูมิปัญญากับเด็ก ๆ และเยาวชนในท้องถิ่นนั้น ๆ  อาจารย์พอทราบบ้าง
                          ไหมว่า ที่ไหน มีภูมิปัญญาอะไร น่าสนใจบ้างคะ

อาจารย์เกษียณ : ไม่ค่อยรู้เลยครับ  เป็นคนท้องถิ่นก็จริง แต่ชีวิตคลุกคลีกับท้องถิ่นน้อย 
                          เลยไม่ค่อยรู้จักท้องถิ่น  

อาจารย์ประจำ  :  เพราะอะไรหรือคะ

อาจารย์เกษียณ :  ตอนเด็ก ๆชีวิตก็อยู่ระหว่างบ้านกับโรงเรียน เช้าไปเย็นกลับ ๆ ไม่ได้ไป
                           ไหน  โตหน่อยมาเรียนที่โรงเรีนยฝึกหัดครู อยู่ประจำ ไม่ได้ไปไหน
                           เรียนจบก็ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้กลับบ้าน นานกลับมาที
                           กลับมาก็อยู่กับบ้าน  เรียนจบไปทำงานอยู่เชียงใหม่อยู่ 7-8 ปี  ปีหนึ่ง
                           กลับบ้านครั้งหนึ่ง  มา 2-3 วันก็กลับ  หลังจากนั้นก็ย้ายกลับมาทำงานที่
                           วิทยาลัยนี้  ก็ไม่ค่อย
ได้ไปไหน ส่วนใหญ่ก็อยู่ในนี้ บ้านลาดนาน ๆไปที
                           ไปก็อยู่ในหมู่พี่ ๆน้อง ๆ ไม่ได้คบค้าสมาคมกับใครกว้างขวางเลย
อาจารย์ประจำ : 
ทางโปรแกรมฯคิดกันว่าภูมิปัญญานี่สำคัญ  และเห็นว่าเดี๋ยวนี้เด็ก ๆรุ่น
                          หลังไม่ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาที่อยู่ในท้องถิ่นของเขา  ทางโปรแกรมฯอยาก
                          ไปจัดเวทีเพื่อให้โอกาสให้ผู้มีภูมิปัญญาได้เจอกับเด็ก ๆ   มีการเล่าสู่
                          เด็ก ๆทำนองเป็นมุขปาฐะ มีการสาธิตวิธีการทำสิ่งต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ดู
                          หรือให้เด็ก ๆได้ลองทำบ้าง แบบนี้  ของเก่า ๆมันจะไม่ได้สูญหายน่ะค่า
                         
แต่ไม่รู้ว่า  จะเอาภูมิปัญญาอะไร  ที่ไหน  แถว ๆนาพรมก็ได้ข่าวว่าเขา
                          ทำขนมหม้อแกงกัน  เขาว่ามีฝีมือ อาจารย์ว่าดีไหม
  

อาจารย์เกษียณ :  ก็น่าสนใจนะครับ  แต่จริง ๆแล้วขนมหม้อแกงก็มีการทำกันทั่ว ไปใน
                          เพชรบุรีนะ  เรื่องภูมิปัญญานี่  ผมว่ามันมีทั่วไปนั่นแหละและมีหลาก
                          หลายด้าน  มีทุกด้าน  แถว ๆบ้านผมเรื่องยาแผนโบราณก็ยังมี  ช่างทำ
                          บ้านทรงไทยก็มี  ยังมีอะไร ๆที่ยังหลงเหลืออยู่  แต่พวกเราไม่ค่อยรู้
 
อาจารย์ประจำ  :  ทางโปรแกรมฯคิดกันว่า จะเลือกภูมิปัญญาอะไรสักเรื่องหนึ่ง แล้วไป
                           จัดเวที สักครั้ง หรือ สองครั้ง

อาจารย์เกษียณ : 
 ถ้าเราไปจัดแบบนั้น  จัดเสร็จทุกอย่างมันก็เสร็จอยู่ตรงนั้น  อย่างดีก็
                           อาจไปพูดต่อกันอีก สองสามวัน  ในที่สุดมันก็ถูกลืมเลือนเหมือนไม่มี
                           อะไรเกิดขึ้น

อาจารย์ประจำ :  ถ้าอย่างนั้นเราก็มีการบันทึกเอาไว้นะว่า มีการพูดถึงภูมิปัญาญาเอาไว้
                          อย่างไร  เช่น บันทึกสูตรขนมหม้อแกงของบ้านนาพรมเอาไว้  บันทึก
                          ภาพหรือวีดิโอขั้นตอนการทำเอาไว้  พิมพ์เป็นเอกสาร  แล้วเอาเก็บไว้ที่
                          ศูนย์ข้อมูลเมืองเพชร  บางส่วนก็เผยแพร่ ใครสนใจก็แจก  ก็เผยแพร่ไป
                          ตามที่ต่าง ๆ

อาจารย์เกษียณ : 
ก็คิดว่าเป็นประโยชน์  แต่ผมว่าถ้าเราคิดทำแค่นี้มันเล็กเกินไปในฐานะที่
                           เราเป็นสถาบันอุดมศึกษา  ผมมองว่าถ้าเราจะทำ  ต้องมองไปให้ถึงจุด
                           หมายปลายทางที่เป็นองค์ความรู้ เป็นสติปัญญาของสังคมได้ มัน
                           ต้องออกมาเป็นระบบ เป็นชิ้นเป็นอัน  
 
อาจารย์ประจำ  :  เราคิดทำในระดับโปรแกรมฯน่ะอาจารย์  มีเงินน้อย มีคนน้อยน่ะ 

อาจารย์เกษียณ :  ก็ไม่รู้นะเรื่องเงิน เรื่องคนนี่ อยู่ที่การจัดการนะ แต่ถ้าเป้าหมายปลาย

                           ทางของการจะทำอะไร โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับภูมิปัญญา ผมว่ามัน
                           ต้องไม่ใช่รายกรณี  ไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้วเลิกกัน
  และในกรณีที่ต้อง
                           การให้มีการสืบทอดภูมิปัญญาขึ้นในพื้นที่ หรือในท้องถิ่นใด ๆ  การลง
                           ไปดำเนินการอย่างที่อาจารย์ว่า  ผมคิดว่ามันก็ไม่ใช่บทบาทของเรานะ

อาจารย์ประจำ  :  เอ้อ.......

 อาจารย์เกษียณ :  เรื่องอย่างนี้ก็ต้องให้ท้องถิ่นเขาดำเนินการกันเองถ้าเขาทำมันถึงจะเกิด
                           ผลแก่ท้องถิ่นของเขา  เราไปทำ ครั้ง สองครั้ง แล้วเราก็กลับมา  พอเรา
                           กลับมา  สิ่งที่เราลงไปทำ มันก็ตามเรากลับมาด้วย
 

อาจารย์ประจำ  :  แล้วบทบาทของเราที่ควร  ควรทำอย่างไร
อาจารย์เกษียณ : 
บทบาทของเราควรเป็นการกระตุ้น หนุน และเสริมเขา   ถ้าเรื่องใดที่
                           เห็นว่าสำคัญ  เ
ราจะต้องไปทำให้เขามองเห็นความสำคัญด้วย  วิธีทำ
                           งานไม่ใช่ลงไปทำเอง เราต้องมองหาเจ้าภาพตัวจริงในพื้นที่  ดูว่าเรื่อง
                           นั้น ๆ ใครควรเป็นเจ้าภาพ  
เจ้าภาพ คือ คน กลุ่ม หรือองค์กรในท้อง
                           ถิ่นนั้น ซึ่งโดยปรกติควร หรือ ต้องมีหน้าที่ที่จะทำเรื่องนั้น ๆอยู่แล้ว 
                          
แต่ปัจจุบันยังไม่ทำ หรือทำอย่างไม่ถูกทิศถูกทาง หาเจ้าภาพตัวจริงให้
                           เจอ
  แล้วไปกระตุ้นหนุนเสริมเจ้าภาพนั้น ๆ  ส่วนจะไปกระตุ้นอย่าง
                           ไร หนุน อย่างไร และเสริม อย่างไร  ผมว่าพวกเรามีสติปัญญาที่จะทำ
                           ได้อยู่ล้นเหลือ
 

อาจารย์ประจำ  :  ขอบพระคุณค่าอาจารย์  พอดีมีนัดให้คำปรึกษานักศึกษา ต้องขอตัว
                           ก่อนนะคะ  โอกาศหน้าค่อยเรียนปรึกษาอาจารย์ใหม่นะคะ

 

 

 ปัญหาชิงรางวัล : ให้ท่านทายว่า การสนทนาเรื่องนี้  ระหว่างคู่สนทนาคู่นี้จะเกิดขึ้นอีก
                            หรือไม่

                      ใครที่ตอบไม่ถูกจะเป็นผู้ที่ได้รับรางวัล

paaoobtong
  28/05/52
10:56