ผมได้รับเมล หรือแม้แต่โทรศัพท์จากกัลยาณมิตรบางท่านในทำนองสงสัยถึงการเงียบหายไปของผม  เพราะในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา  ผมไม่ได้เขียนบันทึกเลยแม้แต่บันทึกเดียว 

          มิหนำซ้ำยังไม่ได้แวะไปเยี่ยมใครๆ  อีกต่างหาก

หนักหน่อยก็คงหนีไม่พ้น การไม่โผล่ไปเยี่ยมเยียนผองเพื่อนจากบันทึกใน โลกแห่งมิตรภาพ  นี้เลยก็ว่าได้

บางคนถามผมด้วยความห่วงใยว่า  ผมเกิดอาการน้อยเนื้อต่ำใจอะไรหรือเปล่า, บางคนเป็นห่วงว่าผมกำลังเผชิญบ่วงทุกข์ใจอันใดหรือไม่, มีปัญหาสุขภาพหรือเปล่า,  หรืออื่นๆ อีกจิปาถะ

แต่ทั้งปวงนั้นก็หมายรวมอยู่อย่างเดียวว่า เหตุใดจึงหายไปจากโกทูโน-โลกแห่งมิตรภาพ  แห่งนี้นั่นเอง

ผมจึงได้แต่บอกไปตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมว่าพักนี้ผมเหนื่อยมาก 

ผมไม่มีเวลาพักผ่อนสักเท่าไหร่ 

ผมเดินทางไปโน่นไปนี่อยู่ตลอดเวลา 

กลับบ้านดึกแทบทุกคืน

บางคืนขับรถข้ามจังหวัดคนเดียวโดดๆ  เป็นต้นว่า  ออกจากกาฬสินธุ์ตอนสี่ทุ่ม  มาโผล่ที่สารคามห้าทุ่มและล่วงไปโคราชจนถึงตีสามต้นๆ

บางคืนโผล่ออกจากโคราชเที่ยงคืน จวบจนตีสามโน่นแหละถึงได้มานอนหมดสภาพในห้องหับอันเงียบเหงา ก่อนจะพาตัวเองดุ่มเดินไปสู่ห้องทำงานที่บางครั้งก็ดูจำเจ-จำใจ

หรือแม้แต่ช่วงนี้ก็จำต้องขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างพื้นที่อันเป็นหมู่บ้านที่จังหวัดกาฬสินธุ์กับมหาวิทยาลัยฯ  เพื่อดูแลนิสิตที่ออกค่ายการเรียนรู้ชุมชนในชนิดแบบ ฝังตัว อยู่ในหมู่บ้าน

เฉกเช่นวันนี้ผมเองก็เพิ่งกลับมาถึงในช่วงตีหนึ่งเศษๆ นี่แหละ

และนั่นก็คือเหตุผลหลักๆ  ที่ผมไม่มีพลังเหลือพอที่จะขับแต่งคลอดบันทึกของตัวเองมาสนทนากับทุกๆ ท่าน

         กระทั่งวันนี้  จึงได้รวบรวมพลังใจทั้งหมดอีกยก  เพื่อคลอดบันทึกสักบันทึก  เพื่อยืนยันว่า ที่ตรงนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ผมรักและหลงรักอย่างไม่จากจาง

          และจากนี้ไปก็เป็นบันทึกที่ยืนยันได้ว่าชีวิตวันนี้หนักหน่วงยิ่งนักกับการพานิสิตและลูกๆ เรียนรู้วิถีชุมชนแบบชนิดฝังตัว เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง 

แต่ก็ช่างเถอะ  เมื่อเทียบกับความสุขที่ได้รับจากการเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านแล้ว  ที่ว่าหนักหน่วงนั้น ช่างน้อยนิด และเทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่ผมและนิสิต ตลอดจนลูกๆ ได้รับมาตั้งแต่แดดอ่อนๆ สู่ร้อนจัดจ้า กระทั่งล่วงสู่ห้วงแดดล่มลมตก และสุดท้ายด้วยคืนค่ำที่ฟ้านวลงามด้วยแสงจันทร์อันอุ่นละไม

 

          ภาพทุกภาพต่อไปนี้  คงบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าตัวหนังสืออันเทอะทะ และวกวนของผมกระมัง ..

          เชิญเถอะครับ...เชิญดูกันเอง

          ภาพเหล่านั้น จะทำหน้าที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของมันเอง

          แล้วจะรู้ว่า  สิ่งที่ผมและคนรอบข้างได้รับมานั้น มีค่ามากแค่ไหน

          บางทีท่านอาจจะหันกลับมาถามตัวเองอีกรอบว่า วันเดียวกันนี้-ท่านทำอะไรบ้าง และมีความสุขกับมันแค่ไหน...

กินข้าวป่า..เสวนาภูมิปัญญาชุมชน

 

ปิ้งปลา..ลาบปลา ..

(หนึ่ง)ตำรา.. (สอง)ภูมิปัญญา : กลวิธีการจับปลาแบบพอเพียง

ตบปะทาย : เฮ็ดบุญดิน เฮ็ดบุญน้ำ-ขอขมาลาโทษ ณ ท้ายหมู่บ้าน

 

บั้งไฟ..เสี่ยงทายฝนฟ้า


เย็บขันหมากเบ็ง..

 

หลักปักเขตบ้าน..ป้องกันภยันตราย

ตบปะทาย..ภูมิวัดภูมิวา

เวียนเทียน..

และทั้งปวงนี้ คือภาพชีวิตเนื่องในวันวิสาขบูชาของชาวบ้านในหมู่บ้านอันเป็นบ้านเกิดของผมเอง
เช้ายันค่ำ และล่วงเข้าดึกดื่น..แต่เป็นวันและคืนที่หัวใจของผมแช่มชื่นเป็นที่สุด