ครั้งแรกที่ตัดสินใจตัดตำแหน่งเกินเกณฑ์มาอยู่ที่โรงเรียนนี้ ไม่เคยทราบว่าโรงเรียนตั้งอยู่ที่ไหน เพียงแต่ทราบว่ามีอัตราครูต่ำเกณฑ์และเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เมื่อไปอยู่จริง ๆ มีข้อสงสัยหลายอย่างเป็นต้นว่าชื่อโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ เหมือนกับชื่อของโรงเรียนเอกชน หมู่บ้านซำรู้ (ซำลู่ = ฟังจากการออกเสียงของคนพื้นถิ่น) ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าอยู่กันมานมนาน วัดมีพระสงฆ์จำอยู่ ๑ รูป นักเรียนท่าทางไม่เชื่อฟังครู ผู้ปกครองไม่ให้ความสำคัญต่อการส่งลูกหลานเรียนต่อ ไม่มีแบบอย่างที่ดี ไม่มีคนจบการศึกษาชั้นสูง ๆ





ฉันได้ขอสมัครทำหน้าที่ครูแนะแนว รับผิดชอบนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓ ชั่วโมงเกินจึงรวมนักเรียน ๓ ชั้นเข้าเรียนในชั่วโมงเดียวกัน จุประกายให้นักเรียนออกไปสำรวจชุมชนของตนเองคนละ ๑๐ ครอบครัวว่าแต่ละครอบครัวมีพื้นฐานมาอย่างไร มาจากที่ไหน มาอยู่ที่นี่เพราะอะไร และประวัติความเป็นมาของชุมชน นักเรียนตั้งชื่อองค์ความรู้ของเขาว่า "โครงงานนักวิจัยรุ่นเยาว์"





ทำให้ทราบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ โดยคุณยายแมง วงษ์กลาง อพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยมาจากอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ทำการปลูกพืชไร่และเลี้ยงสัตว์ เมื่อมาถึงบริเวณที่มีลำน้ำพัดแรงเมื่อฤดูน้ำหลากทำให้ต้นไม้ไหลลู่ไปตามความแรงของกระแสน้ำ เมื่อน้ำแห้งเหือดก็จะเป็นแอ่งไว้เรียกว่าซำ (ภาษานครไทย) จึงเป็นที่มาของซำลู่ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นซำรู้ (คุณยายแมง วงษ์กลางเสียชีวิตเมื่อ พศ. ๒๕๕๐ อายุได้ ๑๑๐ ปี)
ต่อมาผู้คนเริ่มอพบพมาอยู่เพิ่มขึ้นจากท้องถิ่นต่าง ๆ ในจังหวัดพิษณุโลกและ ๒๒ จังหวัดในประเทศไทย เพื่อมาทำการค้าในสมัยที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์หรือทหารป่าหลบหนีขึ้นไปอยู่ที่เทือกเขาภูหินร่องกล้า ผู้คนเริ่มหนาแน่นขึ้นประมาณ พ.ศ.๒๕๑๕ - ๒๕๒๓ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๖ เนื่องด้วยอิทธิพลของกองทุนเงินล้าน ทำให้แยกหมู่บ้านเพิ่มขึ้นอีก ๑ หมู่คือหมู่บ้านสัมพันธ์
อาชีพและกิจกรรม ที่ชาวบ้านเคยทำจนมีชื่อเสียงและค่อนข้างเข้มแข็งก็คือ "สมุนไพร" ชมรมผู้สูงอายุ โฮมสเตย์ และการนวดแผนไทย ผลการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น ฯ พบว่าสมาชิกขาดความสามัคคี ไม่โปร่งใส ขาดการจัดการที่เป็นระบบและการประชาสัมพันธ์





โรงเรียนได้ฟื้นฟูกิจกรรมของโรงเรียนเพื่อให้ชุมชนเห็นความสำคัญ โดยการเชิญภูมิปัญญาด้านสมุนไพรมามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ปลูกพืชสมุนไพร (ต้นหม่อน) แปรรูปสมุนไพรชาใบหม่อน และเชิญผู้ปกครองมาเป็นวิทยากรด้านพืชสมุนไพรให้กับนักเรียน และนำนักเรียนไปยังแหล่งเรียนรู้ในชุมชนแหล่งป่า แหล่งน้ำ แหล่งดิน และทรัพยากรท้องถิ่นอื่น ๆ
รวมทั้งจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโรงเรียนเช่นการอาหารพื้นบ้าน ขนมไทยพื้นบ้าน ผักพื้นบ้าน และการประดิษฐ์สิ่งของเหลือใช้ ไม่มีการเก็บข้อมูลทางสถิติ นอกจากการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการทำให้ทราบว่าชุมชนมีความสนใจและเห็นคุณค่าของตนเองที่เข้ามามีส่วนร่วม และภาคภูมิใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน...พอจะมองเห็นการเริ่มตั้งไข่
บันทึกข้อสังเกตปีการศึกษา ๒๕๔๗ - ๒๕๔๘
ขอขอบพระคุณที่มาของเพชร อาจารย์ paaoobtong
ชอบบันทึกนี้จังครับ ... โรงเรียนคือปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนพลังดี ๆ สู่ชุมชน แต่ปัจจัยที่สำคัญกว่านั้นคือ ความสามัคคีของคนทั้งหมดในโรงเรียน ... ผมเห็นมุมนั้นครับ :)
ขอบคุณเรื่องเล่าดี ๆ ครับ :)
สวัสดีค่ะอาจารย์Wasawat Deemarn
อ่านบันทึกนี้ ทำให้เห็นสิ่งหนึ่งซ่อนอยู๋ มันคือความรัก ความผูกพันที่เริ่มก่อตัวจากคุณยายแมง วงษ์กลาง ทำให้ทราบว่าที่นี่มีมานานนับร้อยปีแล้ว
ต่อไปวิทยสัมพันธ์ จะกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่เข้มแข็ง
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณkrutoi
สวัสดีค่ะครูคิม
เห็นความตั้งใจจริง
ขอให้คุณครูเดินหน้าต่อไป
จะรอชื่นชมความสำเร็จนะคะ
เป็นพระคุณอย่างมาก
รอกล้วยไม้สวยๆจากครูค่ะ
สวัสดีค่ะน้อง. แดง
โรงเรียนมีจุดแข็งและนำจุดแข็งนั้นมาใช้เพิ่มศักยภาพให้กับหน่วยงาน
อาศัยความร่วมมือของชุมชน ครูและภูมิปัญญาท้องถิ่น เหล่านี้ก็จะพากันไปได้สบายๆ
คุณครูขยัน ไม่เกี่ยงอายุหรอกค่ะ
ขอบคุณพี่คิมมากค่ะ
หนูจะรอพี่นะคะ
หนูไปรอตักบาตรก่อนค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ. ครู ป.1
สวัสดีค่ะครูคิม
จะศึกษาโปรแกรมนะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ แดง
มาชื่นชมสิ่งดีดี ของครูดีดี เก็บสะสมไว้แจกจ่ายให้เพื่อนๆที่อยากได้ของดีดีต่อไป ขอบคุณ
สวัสดีครับ พี่ครูคิมครับ
สิ่งที่ผิดพลาดของโรงเรียนหลายแห่ง คือ การแปลกแยกจากชุมชนครับ ดังนั้นภาพการจัดการศึกษาจึงดีเด่นเฉพาะในโรงเรียน แต่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมเลย
จากการที่ผมไปเก็บข้อมูลที่ โรงเรียน วิทยสัมพันธ์ ที่นี่เป็นรูปแบบของการสร้างหุ้นส่วนทางด้านการศึกษา นำเอาเด็กเป็นศูนย์กลาง ชุมชนและโรงเรียนคิดร่วมกันว่า จะทำอย่างไรให้เด็กของเขา สุข เก่ง และดี แม้ NT ไม่สูง(ก็ไม่เป็นไร)
สิ่งที่อ่านจากบันทึก และ ผมคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับผู้สนใจก็คือ
- การศึกษาบริบทชุมชนให้ถ่องแท้ ว่าชุมชนมีทุนอะไร มีปัญหาอะไร และต้องการอะไร SWOT ให้ดี แล้วนำมาวางแผนจัดการศึกษาสอดคล้องกับศํกยภาพชุมชน ทำแบบนี้ ได้พัฒนาทั้งเด็กและชุมชนไปพร้อมๆกัน และโรงเรียนมีบทบาทเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นที่ปรึกษาชุมชนไปด้วย ----> ชุมชนรักโรงเรียนของพวกเขา
- องค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน เป็นทุนที่มีคุณค่า เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ของตัวเอง หากสืบค้นมาได้ จัดการข้อมูล นำไปสู่หลักสูตรท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี
- โครงการวิจัยรุ่นเยาว์ น่าสนใจมากครับ หากพี่ครูคิม จะถอดบทเรียน ทั้งการเริ่มคิด การทำงาน รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้ออกมาให้ผู้ที่สนใจติดตาม จะดีไม่น้อย (ให้กำลังใจในการเขียนครับ)
เท่านี้ก่อนครับ
แวะมาอ่านบันทึกพี่ครูคิม ด้วยความชื่นชมเหมือนเคย
ให้กำลังใจ "ครูดีในดวงใจ" นะครับ
สวัสดีค่ะ พี่ครูคิม
เข้ามาอ่านบันทึกแล้วประทับใจมากค่ะ
เป็นกำลงใจให้นะคะ
พี่คิมขา...
มารับสิ่งดีๆยามเช้าจากบันทึกนี้ค่ะ ชื่นชมค่ะ
มีความสุขตลอดวันนี้นะคะ ^__^
สวัสดีคะพี่คิม
นอนดึกจัง
งานเข้ามากใช่ไหมคะ
มีคนฝากคิดถึงน้ำพริก
น้องลดาโทรมาถามหาพี่คิม
เป็นกำลังใจคะ สู้ สู้ต่อนะคะ
คนเก่งและคนดี
สวัสดีค่ะท่าน ผอ.นายประจักษ์~natadee
สุขสันต์ทุกวันค่ะครูคิม