ที่นี่ตั้งแต่ ศวรรษ ที่๑๗ รุ่งเรืองมากในเรื่องการทอผ้าไหมที่มีความงดงามมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งยุโรป

วันนี้แม่ต้อยจะขอเล่าเรื่องราวของประเทศฝรั่งเศสอีกสักนิด ที่ได้ไปเยี่ยมเยือนมา คงไม่เบื่อนะคะ เพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่สำคัญในอดีตของฝรั่งเศศ รวมทั้งมีประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาไม่ใช่น้อย

 

หลายต่อ หลายครั้งที่แม่ต้อยมีโอกาสไปต่างบ้านต่างเมือง เรื่องการหาของที่ถูกใจสำหรับมาฝากคนทางบ้าน รวมทั้ง เพื่อนฝูง ญาติ สนิท มิตรสหาย ก็เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน

ดังนั้น แม่ต้อยจึงบอกใครต่อใครว่า.. แล้วจะเที่ยวเผื่อนะคะ

 

       เมือง Lyon นี้ ที่จริงเป็นจุดศูนย์กลางเส้นทางที่จะต้องขึ้นรถไฟที่จะไปเมือง Annecy ในฝันของแม่ต้อยนั่นแหละคะ ดังนั้น เราจึงต้องมาพักที่นี่ก่อน และแน่นอนเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว เราก้ต้องแวะเยี่ยมชมสิ่งที่น่าสนใจของเขาด้วย

สถานีรถไฟที่ลียองคะ

 

       เป็นนิสัยของแม่ต้อยและลูกๆ ที่ก่อนจะไปเที่ยวที่ไหน เราจะต้องศึกษาหาความรู้กันก่อนว่าที่ที่เราจะไปนั้น เขามีอะไร ที่ควรค่าแก่การเข้าชมบ้าง ( คล้ายๆโฆษณา อะไรสักยี่ห้อนะ)

 

       ที่นี่ก็เหมือนกัน เมื่อลูกชายถามว่า

 

แม่ๆๆๆ ที่เมือง  Lyon นี้นะ ในประวัติศาสตร์ที่นี่มีชื่อเสียงมากๆในการทอผ้าไหม. ..จะไปดูไหม?

 

       ผ้าไหม.. ผ้าไหมฝรั่งเศส...แม่ต้อยจินตนาการ เจ้าสาวในชุดผ้าไหมฝรั่งเศส สีงาช้าง เดินอย่างสง่างาม..

 

       ไปๆๆๆๆ แม่ต้อยตอบแบบไม่ยั้งคิด .. จินตนาการต่อไปอีกด้วย .. เขาจะมีขายหรือเปล่านะ ที่ถูกๆๆ .. เรื่องไปยาวขนาดนั้นเชียวนะ

 

เมื่อไปถึงเมืองนี้ พบว่าเป็นเมืองที่ใหญ่มีตึกรามบ้านช่องมากมาย เราต้องนั่งจากสถานีรถไฟเพื่อเข้าเมือง รถแล่นผ่านแม่น้ำสายใหญ่ของเมือง ซึ่งมีถึงสองสาย แบ่งเป็นเมืองเก่าและเมืองใหม่ ถนนในตัวเมืองมีรถรางแบบเก่าๆวิ่งรับส่งผู้โดยสาร

อ่านตามป้ายชื่อแม่น้ำ มีชื่อว่าแม่น้ำโรน( rhone) และแม่น้ำ โซน ( Saone) และเมืองนี้ยังมี ภูมิประเทศคล้ายๆเนินเขาด้วย

 

 

       เนื่องจากเป็นเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายของยุโรป

( คงขายผ้าไหม นั่นแหละ อิอิ) จึงทำให้เมืองนี้มีธนาคารที่เก่าแก่ และนอกจากนั้นยังเป็นที่จาริกแสวงบุญของคริสต์ศาสนิกชนอีกด้วยจึงทำให้เมืองนี้เป็นอีกเมืองที่มีโบสถ์ใหญ่น้อยเต็มไปหมด

 โบสถ์กลางเมือง

 

       วันแรก เราจึงขอขึ้นเนินเขาก่อน เพื่อทดสอบความพร้อมของร่างกาย เขานี้ชื่อว่าโฟแวร์( Fourviere) เพื่อไปที่โบสถ์เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ที่ชื่อว่า   Basillique Nortre dame de Fourviere

 ป้ายบอก

ทางขึ้นเนินเขาโฟแวร์

โบสถ์นี้ เมื่อมองจากตัวเมือง จะเห็นอยู่บนยอดเขาสูงลิบเลย จะขึ้นไปไหวหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยน้า..

 

       ปรากฏว่าผิดคาดคะที่นี่เขามีรถไฟฟ้าขึ้นเขาสำหรับผู้สูงอายุ หรือรวมทั้งผู้ที่ไม่ต้องการเดินขึ้นเขา  แอบเห็นหนุ่มสาวหลายคู่พากันขึ้นไปที่โบสถ์นี้ด้วย คงไปทำบุญร่วมกันละมั้ง..

 

       โบสถ์นี้สวยงามมากคะ มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแปลกตา

สูงตระหง่านบนยอดเขา เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้โดยรอบ ในโบสถ์นี้จะแบ่งเป็นสี่ส่วนคือ โบสถ์ใหญ่

โบสถ์เก่า โบสถ์ แซงโทมัส  และพิพิธภัณท์ ประดับประดาด้วยเสตนกลาส และโมเสกที่งดงามอย่างยิ่ง

 

ความงดงามของโบสถ์

 มองจากโบสถ์จะเห็นทิวทัศน์ของเมือง คล้ายๆภาพ พาราโนมา

 อีกมุมหนึ่ง

 

       ในโบสถ์จะเป็นที่ทำพิธีบูชาพระแม่มารี ที่คอยปกปักรักษาเมือง แม่ต้อยก็ได้เข้าไปบูชาด้วยคะ

 

       ตอนกลับแม่ต้อยบอกกับลูกว่า เราลองเดิน ลงไปดีกว่า ไม่ต้องรอรถไฟฟ้า เดินลงสบายๆคะ เดี๋ยวเดียวก็ถึงเมือง มีร้านรวงของขาย นานาชนิด ที่นี่ไอศกรีมอร่อยมากคะ มีขายทั่วๆไปริมข้างทาง

 ผู้คนเมืองนี้ชอบศิลปะ มีนักดนตรีมาขับร้องเพลงบริเวณสี่แยกบ้าง  ข้างๆร้านอาหารบ้างเป็นที่เพลิดเพลิน มีร้านขายของประเภททำเองจากมือ( hand made )มากมาย เช่น ภาพวาด ผ้าปัก ( แต่ยังไม่เห็นผ้าไหม อิอิ)

 

คราวนี้เราไปกันต่อที่อีกเขาหนึ่งคะ ซึ่งสามารถไปได้โดยรถไฟที่วิ่งตามเส้นทางสายต่างๆในเมืองนี่แหละคะ เรียกว่าเนินเขา ครัวส์ รูส ( Crox-Rousse) ที่นี่ แม่ต้อยจะมาตามหาแหล่งทอผ้าไหมฝรั่งเศสไงคะ

จาการอ่านหนังสือมาล่วงหน้าบ้างพอให้เป็นความรู้เบื้องต้น ก็พอทราบว่า ที่นี่ตั้งแต่ ศวรรษ ที่๑๗ รุ่งเรืองมากในเรื่องการทอผ้าไหมที่มีความงดงามมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งยุโรป

 

       อาคารที่ทำไว้สำหรับอุตสาหกรรมทอผ้า จะเป็นตึกโบราณ  ภายในเป็นห้องเล็กๆ เชื่อมติดต่อกันคล้ายๆรังผึ้ง และ( เขาเล่าว่า ) หากรู้เส้นทางดีดีจะสามารถเดินทะลุถึงกันได้ทั้งเมืองทีเดียว เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งของ ลียอง

 

       เมื่อแม่ต้อยมาถึงที่นี่ค่อนข้างบ่ายแก่ๆ ถนนเก่าๆ ที่ปูด้วยอิฐโบราณดูเยือกเย็น ไม่ค่อยมีคนเดินไปมาสักเท่าไหร่ น่ากลัวเหมือนกันคะ เพราะว่าตึกเก่ามากๆ ประตูปิดตาย มีเพียงบางแห่งที่เป็นร้านอาหารเล็กๆ จำได้ว่าในหนังสือนำเที่ยวเขาบอกว่าให้เดินหาประตูหมายเลข 6 จะมีทางเล็กๆเดินเข้าไปจะเห็นห้องเล็กๆที่ใช้ทอผ้าเชื่อมต่อกัน

 

       พยายามเดินดู แต่ก็ไม่เจอ พบบ้านเลขที่6เหมือนกัน  แต่เพราะคงไม่มีทางเข้า หรือเราต้องเข้าไปในร้านก่อนจึงจะ เห็นทางก็ไม่ทราบคะ  เลยเดินผ่านไปหาทางเข้าช่องอื่นอีกทางก็เห็นห้องเล็กๆเก่าๆมีทางเดินติดต่อกันทะลุไปหลายๆห้องแบบในภาพคะ ก็เลยคิดว่า น่าจะใช่นะ ไปดีกว่า..ไม่ค่อยมีคนเดินอยู่ด้วย

เป็นอันว่า สิ้นสุดการตามหาผ้าไหมฝรั่งเศสของแม่ต้อยคะ ( น่าตื่นเต้น นิดหน่อย อิอิ ) ได้เห็นร่องรอยของเมืองและตึกที่มีชื่อเสียงก้องโลกในการทอผ้าไหมฝรั่งเศส ส่วนเครื่องทอผ้าและศิลปะการทอผ้าของเขานั้น ปัจจุบันต้องเข้าไปดูในพิพิธภัณท์ของเมืองนี้ แม่ต้อยไม่ได้เข้าชมเพราะว่าเวลาหมดเสียก่อนคะ

 

รุ่งเช้า เราเดินดูเมืองคะ  เมืองนี้จะมีประวัติศาสตร์ค่อนข้างมากจึงมีอนุสาวรีย์ของบุคคลสำคัญในเมืองนี้เช่น ของพระเจ้าหลุยส์ที่๑๔

 

หลังจากนั้น แม่ต้อยไปเดินเที่ยวตลาดวันอาทิตย์ของเขา คล้ายๆตลาดนัดบ้านเรา มีอาหารพื้นบ้านมาขายเช่น ผัก พริก มะเขือเทศ กระเทียม มีไก่ย่างหมุนร้อนๆ สไตล์ ฝรั่งเศส อยู่หลายร้าน ผู้ชายฝรั่งเศสชอบไปจ่ายตลาดนะคะสังเกตเห็นผู้ชาย( หล่อๆ) หิ้วตะกร้ามาจ่ายตลาดเองเชียวนะ( มาคนเดียวไม่มีแฟนมาคุม)

ผู้ชายจ่ายตลาด บางคนหิ้วตะกร้าด้วยนะ (ขอบอก) น่ารักมากๆ

 ไก่หมุน อร่อยมากคะ

 

บางคนเห็นยืนต่อราคาหอยนางรมสดๆ อยู่ดีดี  อ้าวพอได้ราคาที่พอใจ พี่แกยืนกินกันตรงนั้นเลย.. อึ๋ยย..

 

ก็เป็นเมืองที่น่าประทับใจในอีกแง่มุมหนึ่งคะ

จนขึ้นรถไฟออกจาก ลียองแล้ว.. แม่ต้อยยังไม่ได้ชื่นชมผ้าไหมฝรั่งเศส ที่ฝันไว้เลยนะคะ

ไม่เป็นไรคะ สักวันโอกาสนั้นคงมาถึงคะ..

สวัสดีคะ